‘ผังเมือง’ อาจเป็นเพียงจินตนาการที่เรามองเห็นผ่านตัวละครในภาพยนตร์ที่นักแสดงวิ่งขึ้นรถยนต์ไปต่อรถไฟแล้วเปลี่ยนเส้นทางลงเรือ หรือการวิ่งไล่ล่าระหว่างผู้ร้ายกับพระเอกในอุโมงค์ท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ที่แสดงให้เห็นความสมบูรณ์แบบของผังเมืองที่ต่อกันเป็นจิ๊กซอว์


แน่นอนว่าผังเมืองที่สมบูรณ์แบบจะต้องถูกกำหนดเป็น ‘พิมพ์เขียว’ และสร้างสรรค์เมืองตามพิมพ์เขียวนั้น ไม่ใช่การสร้างไปปรับไปจนกระจัดกระจายและยากต่อการควบคุม นั่นคือประเด็นหลักที่เมื่อเกิดเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ใน 3 จังหวัดคือ ฉะเชิงเทรา ระยอง และชลบุรี จึงมีการโละ ‘ผังเมืองเดิม’ และจัดทำ ‘ผังเมืองใหม่’ ขึ้นมาทดแทน

หากเป็นไปตามกรอบเวลา ‘ผังเมืองใหม่ในอีอีซี’ จะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 2 ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และประกาศใช้ภายในเดือนสิงหาคม 2562 เพื่อเป็นต้นแบบนำไปประยุกต์ใช้กับเมืองในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป


ทำไมจึงต้อง ‘โละ’ ผังเมืองเดิม

ในงานประชุมรับฟังความเห็นต่อ (ร่าง) แนวทางการจัดทำแผนผังการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี เมื่อวันจันทร์ที่ 7 มกราคม 2561 ณ โรงแรมเคป ราชา อำเภอศรีราชา จ.ชลบุรี โดยมีกลุ่ม ‘ฟอรั่มสื่อตะวันออก’ ประกอบด้วยสื่อมวลชน 3 จังหวัดคือ ฉะเชิงเทรา ระยอง ชลบุรี และผู้นำชุมชนท้องถิ่นเข้าร่วมรับฟังข้อมูลและเสนอความคิดเห็นกว่า 80 คน คำถามที่กรมโยธาธิการและผังเมืองต้องเผชิญคือ ผังเมืองรวมในพื้นที่อีอีซีมีมากมายแล้ว ทำไมต้องทำใหม่?

คำตอบคือ ผังเมืองรวมในอีอีซีมีหลายฉบับก็จริง แต่ได้รับการออกแบบมาก่อนที่จะมีทิศทางการพัฒนาของทางรัฐบาลว่า จะทำพื้นที่ตรงนี้เป็นเขตพัฒนารูปแบบใหม่ เพราะฉะนั้น ผังเมีองรวมที่มีอยู่เดิมจึงไม่ตอบสนองทิศทางการพัฒนา และต้องมีการวางผังเมืองใหม่เพื่อตอบสนองการพัฒนาในรูปแบบใหม่


ผังเมืองใหม่แตกต่างจากผังเมืองเก่าอย่างไร

ตัวแทนกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวถึงการวางผังเมืองใหม่ในอีอีซีผ่านเวทีดังกล่าวว่า ตั้งอยู่บนหลักการ 3 สาธารณะคือ

  • ความปลอดภัยสาธารณะ
  • ความเป็นอยู่ที่ดีสาธารณะ
  • สุขอนามัยสาธารณะ

โดยใช้คำว่า ‘ผังเมืองรวมรอนสิทธิแบบไม่จ่ายคืน’ เนื่องจากการวางผังเมืองรวมดังกล่าว เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ถ้าปล่อยให้มีการสร้างอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่อาจส่งผลให้มีคนเจ็บ คนป่วย และคนตาย กรมโยธาธิการฯ ยอมให้ไม่ได้

ยกตัวอย่างผู้ประกอบการมีที่ดินอยู่ท่ามกลางชุมชน ต้องการสร้างโรงงานผลิตวัตถุไวไฟ แบบนี้ผังเมืองรวมยอมให้ไม่ได้ เพราะขัดต่อหลักการ 3 สาธารณะ ความปลอดภัยสาธารณะ ความเป็นอยู่ที่ดีสาธารณะ และสุขอนามัยสาธารณะ จึงให้ไม่ได้ จำเป็นต้อง ‘รอนสิทธิแบบไม่จ่ายคืน’

การออกแบบผังเมืองในพื้นที่อีอีซี กรมโยธาธิการและผังเมือง ต้องดำเนินการร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. และหน่วยงานต่างๆ จัดเตรียมองค์ประกอบทุกด้าน เพื่อตอบสนองการพัฒนาอย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งกรมโยธาธิการฯ มีเครื่องมืออีกประเภทที่เรียกว่า ‘ตัวออกแบบผังเมืองเฉพาะ’ ที่จะใช้เพื่อการอนุรักษ์และชี้นำการพัฒนาตามสิ่งที่เป็นทิศทางของรัฐที่วางเอาไว้ ให้สอดคล้อง กลมกลืน โดยหลักการในอีอีซีจะมีพื้นที่ที่กำหนดโดยรัฐ อาทิ เขตส่งเสริมพิเศษ เขตพัฒนาพิเศษ เมืองใหม่และอื่นๆ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆที่รัฐได้วางไว้ เช่น สนามบิน ท่าเรือ รถไฟทางคู่

กรมโยธาธิการฯ จะต้องกำหนดผังเมือง ทำอย่างไรให้พื้นที่ทั้งหมดเป็นไปในทิศทางองค์รวมเดียวกัน จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายต่างๆ ของรัฐที่เป็นเขตส่งเสริมต่างๆ ได้อย่างไร เช่น เมื่อรัฐกำหนดเขตส่งเสริมไว้ในบริเวณนี้ ก็ต้องวางผังว่าแรงงานจะอยู่ตรงไหน ระบบการรักษาพยาบาล ระบบบรรเทาสาธารณภัย ระบบสาธารณูปโภค การคมนาคมขนส่งจะเชื่อมโยงกันอย่างไร ถือเป็นหน้าที่ของกรมโยธาธิการฯ ที่จะต้องวางผังเมืองเพื่อชี้นำการพัฒนาและตอบสนองอย่างถูกต้องเหมาะสม


‘อุตสาหกรรม’ มา ‘การเกษตร’ จะไปทางไหน

หนึ่งในความกังวลของคนในพื้นที่คือ การเข้ามาของภาคอุตสาหกรรมอาจทำให้ภาคการเกษตรถูกเบียดจน ‘ตกขอบ’ หากสิ่งที่กรมโยธาธิการฯ ยืนยันคือ การ ‘พัฒนา’ ต้องควบคู่กับการ ‘อนุรักษ์’ ทั้งพื้นที่ต้องสงวนเอาไว้ เช่น ป่าไม้ แหล่งน้ำ 12% พื้นที่เพาะปลูกหรือพื้นที่เกษตรกรรม 67% โดยผังเมืองฉบับใหม่ลดทอนพื้นที่เพาะปลูกลงเพียง 1% กว่าๆ เท่านั้น 

แต่บางคนตั้งข้อสังเกตว่า…มากกว่านั้น

คำอธิบายจากตัวแทนกรมโยธิการฯ คือ พื้นที่ที่เพิ่มจาก 1% เป็นพื้นที่ซึ่งผู้ประกอบการซื้อที่ดินเอาไว้แล้ว ติดประกาศเป็นพื้นที่สีม่วงแล้ว แต่ยังไม่มีการพัฒนา จึงยังมีการเพาะปลูกอยู่ เมื่อทิศทางการพัฒนาบอกว่า ต้องใช้พื้นที่ดังกล่าวจึงเปลี่ยนแปลงพื้นที่นั้นไปสู่ภาคอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นถ้าโฟกัสพื้นที่เพาะปลูกที่จะถูกเปลี่ยนแปลงจริงๆ จึงมีเพียง 1% เท่านั้น


พื้นที่ไหน ‘ห้ามแตะ’

ตัวแทนกรมโยธาธิการฯ สะท้อนถึงพื้นที่ ‘ห้ามแตะ’ หรือ ‘พื้นที่อ่อนไหว’ ประกอบด้วย พื้นที่ที่มีคุณค่าด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม พื้นที่ป่าไม้ พื้นที่แหล่งน้ำ พื้นที่เหล่านี้ถือเป็นพื้นที่อ่อนไหว จึงถูกกันออกจากผังเมือง เรียกว่า ‘พื้นที่กันออก’

อีกหนึ่งพื้นที่คือ ชุมชนโบราณ ชุมชนเก่าต่างๆ ที่มีเรื่องของความสามารถที่จะยืนหยัดอยู่ด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ก็ต้องพัฒนาและสงวนพื้นที่ต่างๆ ที่จะเก็บรักษาไว้ รวมถึงพื้นที่การเกษตรสำหรับเพาะปลูกทั่วไปที่เติบโตได้ในภาคเศรษฐกิจ สามารถต่อยอดเพิ่มมูลค่าได้ ซึ่งพื้นที่หลายแห่งในอีอีซีสามารถปลูกผลผลิตต่างๆ ขายได้ ‘ชนะราคาที่ดิน’ คือปลูกพืชขายได้ราคาแพงกว่าการขายที่ดินเพื่อนำไปประกอบอุตสาหกรรม

พื้นที่เหล่านี้จึงอยู่ในข่ายส่งเสริมให้ได้ประโยชน์จากการเป็นเกตเวย์ เชื่อมโยงกับท่าเรือ สนามบิน ศูนย์การแปรรูปอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้สูงยิ่งขึ้น


คาดผังเมืองใหม่แล้วเสร็จประกาศใช้ สิงหาคมนี้

ปัจจุบันผังเมืองอีอีซีดำเนินการแล้วเสร็จไปประมาณ 80% คาดว่าจะผ่านการรับฟังความคิดเห็น ปรับปรุงแก้ไข เสร็จสมบูรณ์จนประกาศใช้ได้ภายในเดือนสิงหาคมปีนี้ เมื่อผังเมืองอีอีซีฉบับใหม่ประกาศใช้ก็จะยกเลิกผังเมืองเดิม โดยกรมโยธาธิการฯ ให้ความมั่นใจว่า การดำเนินการไม่ได้เน้นพัฒนาเฉพาะอุตสาหกรรมเป็นหลัก แต่คนในพื้นที่ต้องมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย