แนวคิดศิลปะแบบ Cubism และนวัตกรรม “หนัง 3 มิติ” นั้น มีจุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่เกือบจะพร้อมๆ กันคือ ราวปี ค.ศ. 1915 แม้ว่าทั้งภาพยนตร์ “แบบสามมิติ” และงานศิลป์สไตล์ “บาศก์นิยม” หรือ Cubism จะมีผู้แผ้วถางเส้นทางมาแล้วก่อนหน้านั้นนับสิบปี


Cubism Painting
การเกิดขึ้นของ “หนัง 3 มิติ” และสกุลศิลปะ Cubism ที่แท้แล้วก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า การแตกหน่อต่อยอดออกมาจากภาพยนตร์ “แบบสองมิติ” และรูปเขียน “แบบ Painting แนวระนาบ

เพราะแม้ว่า ทั้ง “หนัง 2 มิติ” และทั้งภาพวาดบนกระดาษธรรมดา จะไม่ถูกเรียกโดยทั่วไปว่า “งานแบบสองมิติ” ทว่า หากเรานำมาตรวัดชนิด Dimension เข้าไปจับแล้ว ไม่ว่าตัวมันเองจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่ทั้ง ภาพยนตร์ “แบบสองมิติ” และ “รูป Painting แนวระนาบแบบดั้งเดิมนั้น ตัวมันเองนั่นแหละจัดอยู่ในมาตรวัด Dimension ชนิด “2 มิติ” หรือ 2D ที่ย่อมาจาก Two Dimension

เพราะคำว่า “สองมิติ” เป็นมาตรที่ใช้วัด “ความกว้าง” คูณ “ความยาว” หรือ “แนวตั้ง” กับ “แนวนอน” หรือ “แนวระนาบ”

ดังนั้น ภาพยนตร์ “แบบสองมิติ” และรูปเขียน “แบบ Painting” แนวระนาบ ก็คือการนำเสนอผลงานศิลปะใน “ลักษณะแบนราบ” ทั้งภาพเคลื่อนไหวที่ปรากฏบนจอหนัง และงาน Painting บน Canvas หรือแผ่นกระดาษ

“ความกว้าง” คูณ “ความยาว” หรือ “แนวตั้ง” กับ “แนวนอน” นั้น เป็นทั้งพื้นที่ของ “กรอบจอภาพ” และพื้นที่ของ “กรอบเฟรมรูป”

รวมถึงเป็นทั้งเกณฑ์กำหนด “มิติของภาพ” ทั้งภาพนิ่งคือรูปเขียน และภาพเคลื่อนไหวที่มี “จุดสิ้นสุดสายตา” ใน “แนวระนาบ” หรือ “ความแบนราบ” ทั้งคู่

แต่แล้ว ราวปี ค.ศ. 1915 ก็เกิดมีผู้ค้นคิดประดิษฐกรรม “ภาพยนตร์ 3 มิติ” ขึ้นเป็นครั้งแรก นั่นคือ Edwin S. Porter และ William E. Waddell ที่จับมือกัน อาสา “ขยายมิติ” ของหนัง “แบบสองมิติ ให้กลายเป็น “ภาพยนตร์ 3 มิติ”

นั่นก็คือการเพิ่ม “มิติความหนา” เข้าไปใน “มิติความกว้าง” และ “มิติความยาว” นั่นเอง

Perspective Drawing

ซึ่ง “หนังสามมิติ” มีแนวคิดที่ไม่แตกต่างไปจาก “รูปเขียน 3 มิติ” เลย

เพราะการวาด “ภาพสามมิติ” นั้นหมายถึง การเขียนภาพที่ทำให้สามารถมองเห็นลักษณะรูปร่างและพื้นผิวได้ทั้งความกว้าง ความยาว และความหนาของตัวงาน ทำให้ภาพสามมิติมีลักษณะคล้ายกับการมองชิ้นงานจริง โดยภาพสามมิติสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท อาทิ

  • Trimetric เป็นภาพสามมิติที่เขียนได้ยาก เนื่องจากมุมที่ใช้เขียนเอียง 12 องศา และ 23 องศา Dimetric เป็นภาพสามมิติที่มีลักษณะคล้ายกับภาพถ่ายมุมที่ใช้เขียน เอียง 7 องศา และ 42 องศา และขนาดความหนาของภาพที่เขียนจะลดขนาดลงครึ่งหนึ่งของความหนาจริง
  • Isometric เป็นภาพสามมิติที่นิยมเขียนมาก เพราะเขียนง่าย เนื่องจากภาพมีมุมเอียง 30 องศา ทั้งสองข้างเท่ากัน และขนาดความยาวของภาพทุกด้านจะมีขนาดเท่าขนาดงานจริง
  • Obqiue เป็นภาพสามมิติที่เหมาะสำหรับงานที่มีรูปร่างเป็นส่วนโค้ง หรือรูกลม จะมีการวางภาพด้านหนึ่งอยู่ในแนวระดับเอียงทำมุม 45 องศา Obqiue มี 2 แบบ คือ Cavalier และ Cabinet
  • และสุดท้ายคือ Perspective หรือทัศนียภาพเป็นภาพสามมิติที่มีมุมในลักษณะการมองไกล โดยจะเขียนภาพเข้าสู่จุดรวมของสายตา

ส่วนภาพยนตร์ “แบบสามมิติ” แบ่งออกเป็น 4 แบบ กล่าวคือ

  • Anaglyph เป็นการฉายภาพ 3D แบบดั้งเดิม โดยใช้แว่นตาที่แยกออกเป็นเลนส์สีแดงและสีน้ำเงิน จุดเด่นคือ “ความเหลื่อม” ตรงตามความหมายของคำศัพท์

หลักการของ Anaglyph คือการฉายสองภาพซ้อนลงไปในเฟรมเดียวกัน โดยที่สองภาพนั้นจะมีลักษณะของสีที่แตกต่างคือ แดงและน้ำเงิน และเมื่อมองผ่านแว่นก็จะมีการหักสีที่ไม่ตรงกับฟิลเตอร์แดงหรือน้ำเงิน สีที่เหลือบนจอก็จะมีเพียงสีดำ

  • Polarized คือพัฒนาการของ Anaglyph ที่แม้จะฉายสองภาพลงไปบนเฟรมเดียวเหมือนเดิม แต่ภาพที่ฉายออกมาจะเป็นภาพที่ผ่านฟิลเตอร์ Polarize ที่แตกต่างกัน อันประกอบไปด้วยฟิลเตอร์กรองคลื่นแสงในแนวนอน และฟิลเตอร์กรองคลื่นแสงในแนวตั้ง

รูปแบบการฉาย “หนัง 3 มิติ” แบบ Polarized ให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง Avatar รวมถึง 3D TV ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม โดยจะซอยประเภทของ Polarized ไปอีกสองแบบย่อย กล่าวคือ Linear Polarization ที่ใช้เทคนิคการวางฟิลเตอร์ในแนวตั้งและแนวนอนแบบดั้งเดิม กับ Circular Polarization ที่อาศัยฟิลเตอร์กรองแสงแบบตามเข็มนาฬิกาและทวนเข็มนาฬิกา

  • Parallax Barrier เป็นเทคนิคขั้นสุดยอดของภาพยนตร์ “แบบสามมิติ” กล่าวคือ ไม่ต้องใช้แว่นใดๆ ในการมองเลย ที่แม้จะใช้เทคนิคการฉายภาพสองเฟรมพร้อมกันลงบนจอ แต่จะย้ายฟิลเตอร์กรองแสงไปวางเอาไว้ที่หน้าจอแทนที่จะเอาฟิลเตอร์มาวางที่แว่นตา

มีสารคดีเรื่องหนึ่งที่ขอแนะนำสำหรับแฟน SALIKA ที่สนใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของ “ภาพยนตร์ 3D” นั่นก็คือ 3-D Rarities

3-D Rarities เป็นภาพยนตร์ที่ออกฉายเมื่อปี ค.ศ. 2015 เพื่อแสดงความเคารพต่อ Edwin S. Porter และ William E. Waddell ผู้สร้างนวัตกรรม “หนังสามมิติ” และที่สำคัญก็คือ เพื่อร่วมฉลองให้กับ “100 ปี หนังสามมิติ”

3-D Rarities จะพาเราไปเรียงไล่มองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์หนัง 3D ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นคือในปี ค.ศ. 1915 อันเป็นปีที่ Edwin S. Porter และ William E. Waddell นำเทคโนโลยี Anaglyph เข้ามาบุกเบิกวงการภาพยนตร์ “แบบสามมิติ” ผ่าน Footage นับพันม้วน ก่อนที่แวดวงหนัง 3D จะได้รับการต่อยอด-พัฒนามาตามกาลเวลา

โดยภาพยนตร์สารคดีเรื่อง 3-D Rarities ได้นำตัวอย่าง “หนังสามมิติ” เรื่องเอกในแต่ละยุคสมัย และแต่ละเทคโนโลยีการฉาย ไล่มาตั้งแต่หนังขาวดำ หนังเงียบ หนังเสียงในฟิล์ม หนังสี ฯลฯ เลยไล่มาจนกระทั่งถึงหนังแอนิเมชัน ตั้งแต่ ค.ศ. 1915 จนถึง ค.ศ. 2015

3-D Rarities สร้างโดย www.3dfilmarchive.com ซึ่งใช้เวลารวบรวมวัตถุดิบทั้งหมดเป็นเวลายาวนานถึง 30 ปี 3-D Rarities จึงเป็นภาพยนตร์ที่คอหนัง โดยเฉพาะแฟนพันธุ์แท้ 3D ต้องขวนขวายสืบเสาะค้นคว้าหามาดูให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิตครับ!


อุตสาหกรรมภาพยนตร์มีความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอีกมาก อ่านต่อ

Alternative หรือ Disruptive เมื่อสื่อบันเทิงเดินมาถึงทางแยก (ตอนที่ 2)

Alternative หรือ Disruptive เมื่อสื่อบันเทิงเดินมาถึงทางแยก (ตอนที่ 3)