กว่า 30 ปี ที่ “จีน” ทยอยส่งนิสิตระดับหัวกะทิไปศึกษาเล่าเรียนในประเทศชั้นนำทั่วโลก และในวันนี้ ดอกผลดังกล่าวได้ปรากฏขึ้นแล้ว พร้อมๆ กับการพัฒนาประเทศคู่ขนานไปกับนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์และผู้นำจีนยุคใหม่ ภายใต้การเคลื่อนตัวของแนวคิด “การปฏิวัติครั้งที่ 3”



นัยของคำว่า “การปฏิวัติครั้งที่ 3”
หรือ The Third Revolution หมายถึง การเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งที่กำลังเกิดขึ้น ภายใต้ผู้นำ “สี จิ้นผิง” ในการปฏิรูปจีนทั้งภาคการเมืองและเศรษฐกิจอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดย “สี จิ้นผิง” ผู้ซึ่งค่อยๆ ขยายบทบาทของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ส่งผลต่อภาคการเมือง เศรษฐกิจ และประชาสังคม

“จีนใหม่” ภายใต้การนำของ “สี จิ้นผิง” ต้องการมีบทบาทยิ่งใหญ่ในโลกอย่างที่จีนไม่เคยทำมาก่อน ด้วยการวางยุทธศาสตร์หลายด้านของจีนบนเวทีโลกนับจากนี้ไป การกระทำดังกล่าวถือเป็นการต่อยอด The Second Revolution หรือ “การปฏิวัติครั้งที่ 2” ของ “เติ้ง เสี่ยวผิง” เมื่อสามสิบปีที่ผ่านมา

Thomas Friedman คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ The New York Times อันทรงอิทธิพล เขียนบทความที่น่าสนใจเรื่อง The Seven Years of China and the United States

จีน มหาอำนาจ

Friedman อุปมาอุปมัยให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนว่า 7 ปีที่ผ่านมา ขณะที่จีนกำลังเดินหน้าอยู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ส่วนสหรัฐอเมริกากลับสาละวนอยู่กับการจัดการกับ al-Qaeda และ ISIS

Friedman เปรียบเทียบต่อไปว่า ขณะที่สนามบิน LaGuardia ในนิวยอร์กทั้งเก่าและสกปรก สนามบินนานาชาติ Pudong ในเซี่ยงไฮ้กลับมีรูปลักษณ์สวยงามน่าหลงใหล

หากใครก็ตามได้ขับรถอยู่ในเกาะแมนฮัตตันก็จะพบว่า โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ นั้น ทรุดโทรมอยู่ตลอดเส้นทาง ทว่า เมื่อสัมผัสกับ Shanghai Maglev รถไฟความเร็วสูง 220 ไมล์ต่อชั่วโมงที่ขับเคลื่อนด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้หลายคนไม่อยากกลับไปอเมริกาอีกเลย

และในขณะที่ยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคของจีนอย่าง One Belt, One Road ของจีนกำลังขับเคลื่อนอย่างคึกคัก อเมริกากลับโฟกัสอยู่แค่บริเวณพรมแดนเม็กซิโก

Thomas Friedman ชี้ว่า
นี่คือ 7 ปีที่แตกต่าง
และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการล่อง “เรือธง”
นำ “จีน” ทะยานขึ้นสู่สถานะ
“มหาอำนาจหมายเลขหนึ่ง” ของโลก
ด้วยปรัชญายิ่งใหญ่อย่าง
“เศรษฐศาสตร์มนุษยนิยม”

Friedman บอกว่า ขณะที่ชาติตะวันตกพยายามดิสเครดิตและโจมตีจุดอ่อนของจีน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือการปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ ที่รวมประเด็นละเอียดอ่อนในเรื่องการนับถือศาสนา

Thomas Friedman จีน มหาอำนาจ
Thomas Friedman

ชนชั้นกลาง ที่เป็นคนรุ่นใหม่ในจีน และอาจรวมถึงคนรุ่นใหม่ทั่วทั้งโลก กลับไม่แยแสถ้อยคำโจมตีเชยๆ ดังกล่าวอีกต่อไปแล้ว เห็นได้จากบริษัทข้ามชาติรุ่นใหม่จำนวนมากที่กำลังพาเหรดเข้าไปลงทุนในประเทศจีน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หากพวกเขาสามารถประสบความสำเร็จในจีนเป็นที่แรกได้ พวกเขาจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ดีที่สุดในโลกได้

และแม้ว่า ปัจจุบันโลกได้ถูกยึดครองทางวัฒนธรรมด้วยภาษาอังกฤษ แต่อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน และมีหลายแนวโน้มที่ชี้ว่า จีนกำลังคืบคลานด้านวัฒนธรรมอย่างหนักผ่านสถาบันขงจื่อ ด้วยการส่งออกครูสอนภาษาจีนไปยังหลายประเทศเพื่อสอน Mandarin ให้โดยไม่คิดมูลค่า

เมื่อผนวกกับรากอารยธรรมที่เข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน การแพทย์แผนจีน และศิลปวัฒนธรรม ขนานไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม การศึกษา พลังงานทางเลือก สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว และการกีฬา ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรม Elizabeth C. Economy นักวิชาการอาวุโสแห่งสถาบัน Cornelius Vander Starr และผู้อำนวยการสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือ Council on Foreign Relations: CFR เจ้าของหนังสือ The Third Revolution กล่าวว่า

“สี จิ้นผิง” กำลังสร้าง “กำแพงเมืองจีนใหม่” หรือนัยของการนำความยิ่งใหญ่ของจีนกลับมาอีกครั้ง สิ่งที่สร้างความเด่นล้ำของ “สี จิ้นผิง” ซึ่งแตกต่างกับผู้นำจีนคนก่อนๆ ก็คือ นโยบายการกระจายอำนาจ

“กำแพงเมืองจีนใหม่” ของ “สี จิ้นผิง” คือการสร้าง “กำแพงเสมือนจริง” เพื่อควบคุมความเคลื่อนไหวของเงินทุนที่ไหลเข้าประเทศและไหลออกจากประเทศอย่างเข้มงวด อีกทั้งการประนีประนอมกับการควบคุมความเคลื่อนไหวทางความคิดของสังคม และผลักดันวัฒนธรรมจีนให้กลายเป็นอารยธรรมสากล สิ่งเหล่านี้คือการตอกย้ำถึงความเข้มแข็งของรัฐ ทั้งภาคเศรษฐกิจ การเมือง และประชาสังคมแบบเบ็ดเสร็จ รวมถึงการเพิ่มบทบาทของจีนอย่างเต็มกำลังบนเวทีโลกมากขึ้นดังที่กล่าวไป

the third revolution book china มหาอำนาจ
The Third Revolution | Author : Elizabeth C. Economy

Thomas Friedman ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า
แนวคิด “เศรษฐศาสตร์มนุษยนิยม”
จะเป็น “เรือธง” ที่นำ “จีน” เดินทางไปสู่
ตำแหน่ง “มหาอำนาจหมายเลขหนึ่ง” ของโลก

Friedman ชี้ว่า ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของจีน หากรัฐบาลล้มเหลวในการพัฒนาเศรษฐกิจและปรับปรุงการดำรงชีวิตของผู้คน ก็ไม่สามารถรับมือกับ “ภัยพิบัติทางการเมือง” ได้ อันจะนำมาซึ่งความสูญเสียการสนับสนุนจากประชาชน และในที่สุดก็จะถูกโค่นล้มโดยประชาชนนั้นเอง

ทว่า ณ วันนี้ พรรคคอมมิวนิสต์จีน คือความต่อเนื่องของประเพณีกลุ่มผู้ปกครองแบบขงจื่อในอดีต มากกว่ารูปแบบพรรคการเมืองแบบตะวันตกที่แข่งขันในนามของกลุ่มผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน แม้นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์จำนวนมากเห็นด้วยกับความชอบธรรมของระบอบการปกครองที่เกิดจากการแข่งขันหลายพรรค แต่นี่เป็นแนวคิดทางการเมืองที่ตื้นมาก

Thomas Friedman กล่าวสรุปด้วยอุปมาอุปไมยอีกครั้งว่า ประเทศใดก็ตามที่ไม่สามารถรับมือกับ “พายุ” ได้ดี ประเทศนั้นมักมีปัญหา

Friedman บอกว่า ในช่วงที่ผ่านมา “ชิลี” เป็นประเทศตัวอย่างหนึ่งซึ่งพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 2010 ทำให้ GDP ของ “ชิลี” ลดลงอย่างมาก และสภาพเศรษฐกิจโดยรวมหยุดชะงักเป็นเวลาถึงสองปีจากผลพวงของแผ่นดินไหวดังกล่าว

เทียบกับ “จีน” แล้ว แม้ว่า “จีน” จะประสบกับภัยธรรมชาติขนาดใหญ่ เช่นแผ่นดินไหวที่เหวินฉวน ทว่า ภาพรวมเศรษฐกิจของทั้งประเทศกลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลย

ความหมายของ Thomas Friedman ก็คือ “จีน” ในวันนี้ พร้อมเผชิญกับคลื่นลมใดๆ ก็ได้ทุกขนาดอย่างไม่สะทกสะท้าน

แถมยังมีเวลา และพื้นที่ว่างสำหรับการซ้อมรบอีกด้วย!


บทความเกี่ยวกับจีนยังมีให้ติดตามอีกมาก

สุนทรพจน์ สี จิ้นผิง ครบรอบ 40 ปี นโยบายปฏิรูป & เปิดประเทศ “จีนไม่ต้องการเป็นเจ้าโลก” แต่ขอเดินหน้าสร้างตำนานความสำเร็จ พลิกฟ้าพลิกแผ่นดินให้โลกจำ

จีน ขยับก้าวกำหนด ภูมิรัฐศาสตร์โลก

สงครามการค้าระหว่างโลก จีน กับ สหรัฐอเมริกา และการเกิดขั้วมหาอำนาจขั้วใหม่

จาก ‘ความฝันของจีน’ สู่ 11 มาตรการ เพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมใน ‘กว่างซี’