ตั้งแต่เด็กจนโต ผมผ่านบรรยากาศ “เด็กเกรียน” ที่ต้องตัดผมทรงลานบินมาก่อน อีกทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์ก็แสนจะร้อนเวลาสวมใส่ และเลอะเทอะเปรอะเปื้อนง่ายมากสำหรับเสื้อสีขาว เพื่อนนักเรียนหญิงหัวหยองหัวฟูก็ไม่เว้นที่จะต้องตัดผมสั้นเสมอหู มันดูรกรุงรังกันทั้งโรงเรียน


พอมาเจอแคมเปญของ “กรุงเทพคริสเตียน” ที่ริเริ่มให้เด็กนักเรียนแต่งชุด Private มาโรงเรียนได้ด้วยการยกเลิกกฎการแต่งเครื่องแบบนักเรียน และโรงเรียนเอกชนหลายแห่งก็ผ่อนคลายระเบียบเกี่ยวกับทรงผมกันมาแล้วมากต่อมาก บอกได้คำเดียวเห็นแล้วชื่นใจจริงๆ ครับ

ผู้บริหาร “กรุงเทพคริสเตียน” บอกว่า การอนุญาตให้นักเรียนใส่ชุดอยู่บ้านมาโรงเรียนได้ มีที่มาจากผลการวิจัย ว่าเครื่องแบบไม่มีอิทธิพลด้านลบต่อผลการเรียน แถมยังส่งผลในทางบวกต่อบรรยากาศโรงเรียนโดยตรง และเด็กนักเรียนจะมีความสุขในการเรียนมากกว่า

ผมเคยเขียนไว้หลายที่หลายทางแล้วว่า “เสื้อผ้าหน้าผม” ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเลยแม้แต่น้อย ผมจึงเชียร์นโยบายยกเลิกการบังคับให้เด็กตัดผมทรงนักเรียนและยกเลิกระเบียบเรื่องการแต่งกายเครื่องแบบนักเรียนอย่างเต็มที่มานานแล้วครับ

เหตุผลมีเพียงประการเดียวคือ “เสื้อผ้าหน้าผม” ไม่ใช่สาระสำคัญของการศึกษา แล้วอะไรคือ “สาระสำคัญของการศึกษา”?

หลายท่านคงสงสัย ในเบื้องต้น ผมอยากนำเสนอ “ตัวชี้วัดสำคัญ” ที่ “แวดวงการศึกษาระดับสากล” ให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ “สาระสำคัญของการศึกษา” ตัวชี้วัดแรกก็คือ “ความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษา”

“ความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษา” ประเมินโดย Institute for Management Development ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา ประเทศไทยอยู่ในลำดับ 47 จากทั้งหมด 63 ประเทศ (เรียบเรียงจาก www.imd.org)

“สาระสำคัญของการศึกษา” ตัวที่สองคือ “ความสามารถด้านภาษาอังกฤษ” ดัชนีความสามารถด้านภาษาอังกฤษ หรือ EF English Proficiency Index ประจำปี 2018 ของ EF สถาบันสอนภาษาชั้นนำของโลก ผลของการวัด “ความสามารถด้านภาษาอังกฤษ” ของไทยอยู่ในอันดับที่ 64 จาก 88 ประเทศ โดยจัดอยู่ในกลุ่ม “ความสามารถด้านภาษาอังกฤษต่ำ” หรือ Low Proficiency (เรียบเรียงจาก www.ef.com)

“สาระสำคัญของการศึกษา” ตัวที่สามคือ PISA ย่อมาจาก Program for International Student Assessment เป็นโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ จัดโดย OECD หรือ Organization for Economic Co-operation and Development หรือ “องค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ”

PISA ไม่เน้นประเมินความรู้ที่นักเรียนกำลังเรียนอยู่ในห้องเรียน แต่ต้องการสำรวจว่าเยาวชนวัยจบการศึกษาภาคบังคับหรือนักเรียนในกลุ่มอายุ 15 ปี มีศักยภาพที่จะใช้ความรู้และทักษะที่เรียนไปใช้ในชีวิตจริงได้ดีเพียงใดในอนาคต ดังนั้น PISA จึงไม่สนใจความรู้ตามหลักสูตรในโรงเรียน แต่ PISA เน้นความรู้และทักษะที่ต้องใช้ในชีวิตจริงนอกโรงเรียนในอนาคต โดยจะมีการประเมินต่อเนื่องทุกๆ 3 ปี เกี่ยวกับ “การรู้เรื่อง” (Literacy) สามด้าน คือ

  • การอ่าน (Reading Literacy)
  • คณิตศาสตร์ (Mathematics Literacy)
  • วิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy)

ประเทศไทยเข้าร่วม PISA ครั้งแรกปี พ.ศ. 2543 ส่วนผลประเมิน PISA ครั้งล่าสุดคือปี พ.ศ. 2559 พบว่า มีประเทศสมาชิก OECD ตอบรับเข้าร่วมจำนวน 70 ประเทศ

ผลการประเมินการอ่านปรากฏว่า นักเรียนไทยอยู่ลำดับที่ 57 ผลการประเมินคณิตศาสตร์ เด็กไทยอยู่อันดับ 54 ผลการประเมินวิทยาศาสตร์ พี่ไทยอยู่ในตำแหน่ง 54 และอันดับรวมประเทศอยู่ที่ 56 จากทั้งหมด 70 ประเทศ (เรียบเรียงจาก www.oecd.org/pisa)

“สาระสำคัญของการศึกษา” คือ “ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน” ซึ่งเป็น “เรื่องแก่น” ส่วนเรื่อง “เสื้อผ้าหน้าผม” นั้นเป็น “เรื่องเปลือก”

หากจะมีการยกเลิกการตัดผมทรงนักเรียนเมื่อใด ผมจะเป็นคนแรกที่เห็นด้วย ว่าต่อไปนี้ นักเรียนไม่ต้องเสียเวลากับทรงผม ให้นักเรียนหันไปสนใจกับวิชาความรู้ที่ครูมอบให้ และสนใจผลการเรียน ส่วนครูให้หันไปสนใจงานสอน งานวิชาการ ผลสัมฤทธิ์ทางการสอน

ทุกฝ่ายเลิกสนใจ “เรื่องเปลือก” เลิกตามจับผิด “เสื้อผ้าหน้าผม” ของนักเรียน เราเสียเวลามามากพอแล้วครับ ผมไม่เห็นประเทศที่พัฒนาแล้วเขาเดือดร้อนเรื่อง “เสื้อผ้าหน้าผม” เด็กๆ แต่งตัว Private ไปโรงเรียนอย่างมีความสุข นักเรียนพุ่งความสนใจไปที่การศึกษาเล่าเรียน

การแต่งกายเมื่อออกจากบ้านไปทำธุระ ไปซื้อของ หรือไปโรงเรียนก็เป็นแบบเดียวกัน ไม่ต้องพิถีพิถันกับเรื่องไม่เป็นเรื่องคือ “เสื้อผ้าหน้าผม”

นโยบายดีๆ แบบนี้ กด LIKE ให้เลยครับ