พูดถึงโรงภาพยนตร์ IMAX หลายคนคงมีภาพจำแถวๆ สี่แยกรัชโยธินเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2548 ที่มีโครงการก่อสร้างโรงภาพยนตร์ขนาดยักษ์ตรงนั้น ซึ่งเป็นข่าวที่สร้างความตื่นเต้นบนหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เกือบสัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนรักหนัง เป็นความแปลกใหม่ที่คนไทยจะได้ชมภาพยนตร์จอซูเปอร์ยักษ์ขนาด 16 x 22 เมตร


ผ่านมาจนถึงวันนี้ IMAX ขยายสาขาออกไปจากรัชโยธินอีกหลายแห่ง และพัฒนารูปแบบการฉายจากระบบ IMAX แบบดั้งเดิมไปเป็น IMAX ลักษณะต่างๆ เช่น IMAX 3D หรือ IMAX Digital

IMAX ย่อมาจาก Image Maximum เป็นชื่อของรูปแบบภาพยนตร์ อุปกรณ์การฉาย ตลอดจนโรงภาพยนตร์ที่ใช้มาตรฐานของบริษัท IMAX Corporation โดยหนังที่สร้างและฉายผ่านระบบ IMAX จะมีภาพขนาดใหญ่และความละเอียดที่สูงกว่าภาพยนตร์ทั่วไป

หนัง IMAX ดั้งเดิมถ่ายทำด้วยฟิล์ม 70 มม. ที่ความเร็ว 24 เฟรมต่อวินาที ด้วยขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของฟิล์ม 35 มม. เนื้อฟิล์มที่ใช้จึงต้องมีความแข็งแรงมากกว่าฟิล์มปกติ

หนังที่ฉายในระบบ IMAX ส่วนมากเป็นภาพยนตร์สารคดี แต่ในระยะหลังมีการนำหนัง 35 มม. มา Re-master เพื่อฉายในโรงภาพยนตร์ IMAX เรียกว่า IMAX DMR (Digital Re-mastering)

นอกจากความแตกต่างเรื่องขนาดฟิล์ม กรรมวิธีการฉายก็เป็นอัตลักษณ์สำคัญของ IMAX ด้วยการนำหลักการหมุนฟิล์มภาพยนตร์แบบ Rolling Loop มาพัฒนาร่วมกับระบบเสียง 6 ร่อง

ระบบเสียง 6 ร่อง คือ สเตริโอดิจิทัล 6 ช่องเสียง ให้ความถี่เสียงสูงถึง 15,000 วัตต์ ผนวกกับรูปแบบอาคารเรขาคณิต The Sonics Proportional Point Source tm Loudspeaker System เสียงที่ออกมาจึงก้องกังวานอย่างทั่วถึงในโรงภาพยนตร์

ดังนั้น ไม่ว่าผู้ชมจะนั่งเก้าอี้อยู่ตรงมุมไหนของโรง ก็จะได้ยินคุณภาพเสียงที่คมชัดกว่าหนังที่ฉายในระบบปกติ

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะกระบวนการถ่ายทำหนัง IMAX บันทึกเสียงด้วยเครื่องเล่นแผ่นเสียงระบบดิจิทัล อีกทั้งในขั้นตอนของ IMAX DMR ก็มีการปรับจูนเสียงอย่างพิถีพิถันเพิ่มเติมเข้าไปอีก

อันที่จริง หลายคนอาจไม่ทราบว่า IMAX เป็นบริการจากประเทศแคนาดา ผมเองก็เพิ่งทราบจากเอกสารของ IMAX แคนาดา คราวที่ได้มีโอกาสไปเยือนประเทศแคนาดาเมื่อหลายปีก่อน

ประสบการณ์ชมภาพยนตร์ IMAX ที่แคนาดา แม้สภาพแวดล้อมจะไม่แตกต่างจากการดู IMAX ที่บ้านเรา แต่การนั่งดูหนังในบรรยากาศท่ามกลางฝรั่งแน่นโรง ก็ดูจะค่อนข้างแปลกหูแปลกตาเล็กน้อย

ในวันที่ตีตั๋วที่หน้าเคาน์เตอร์ แม้จะมีหนัง IMAX หลายเรื่องให้เลือกดู ทั้งภาพยนตร์ Hollywood เข้าใหม่ๆ และหนังสารคดี IMAX ทั่วๆ ไป

แต่ผมกลับเลือก NIAGARA: MIRACLES, MYTHS & MAGIC เพราะหลังจากที่ผมดูหนัง IMAX เรื่อง NIAGARA: MIRACLES, MYTHS & MAGIC จบแล้ว วันรุ่งขึ้นก็มีโปรแกรมลงไปล่องเรือในน้ำตกไนแอการาของจริง

เมื่อเปรียบเทียบบรรยากาศในหนังกับของจริงสดๆ ตรงหน้า ผมพบว่า ทั้งภาพและเสียงในหนัง IMAX ทำได้ดีมาก เพราะให้ความรู้สึกแทบไม่ต่างกัน ยกเว้นละอองน้ำตกชโลมตัว ที่โรงภาพยนตร์ IMAX ให้ไม่ได้

นี่คือประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่ผมมีโอกาสได้ไปเยือนแคนาดา และได้ไปชมภาพยนตร์ในโรงหนัง IMAX “ต้นตำรับ” ของแคนาดาครับ

ปัจจุบัน นอกจากโรงภาพยนตร์ IMAX บ้านเรายังมี “โรงหนังสี่มิติ” หรือ 4D Cinema ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ค่ายคือ MX4D และ 4DX โดย MX4D จะอยู่ในโรงภาพยนตร์เครือ SF ส่วน 4DX จะอยู่ในโรงหนังค่าย MAJOR

4D Cinema คืออะไร?

4D Cinema คือระบบฉายหนังของโรงภาพยนตร์รูปแบบใหม่ ที่นอกจากจะได้ดู “หนัง 3 มิติ” แบบปกติแล้ว ยังมีเอฟเฟ็กต์ต่างๆ เป็นของแถมเพิ่มเข้ามา อาทิ กลิ่น ควัน ลม การพ่นน้ำ การโยกของเก้าอี้ การสั่นของเบาะ และการสะกิดของพนักพิง เป็นต้น

โดยรวมจึงเรียกกันว่า “หนัง 4 มิติ” เพราะนอกจาก “มิติทั้ง 3” คือ กว้าง x ยาว x หนา แล้ว 4D Cinema ยังเพิ่มมิติเข้ามาอีก 1 คือ “มิตินอกจอ” ซึ่งก็คืออุปกรณ์เสริมจำพวก กลิ่น ควัน ลม พ่นน้ำ เก้าอี้โยก เบาะสั่น และสะกิด ดังที่ได้กล่าวไป

ปัจจุบัน ทั้ง IMAX และ 4D Cinema คือ MX4D และ 4DX นอกจากจะไม่ Disruptive อุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์แบบดั้งเดิมแล้ว ยังดำรงตนเป็น Alternative อย่างน้อยก็ 10 กว่าปีแล้ว ที่ยังไม่มีวี่แววเบียดแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดของธุรกิจโรงหนังแบบเก่าแต่อย่างใดนั่นเองครับ



อ่านต่อตอนที่ 4 (ตอนจบ)

Alternative หรือ Disruptive เมื่อสื่อบันเทิงเดินมาถึงทางแยก (ตอนจบ)


ย้อนอ่านบทความก่อนหน้า

Alternative หรือ Disruptive เมื่อสื่อบันเทิงเดินมาถึงทางแยก (ตอนที่ 2)

Alternative หรือ Disruptive เมื่อ ‘สื่อบันเทิง’ เดินมาถึงทางแยก (ตอนแรก)