จากปัญหาที่พบในปัจจุบัน ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในการตรวจคัดกรอง ‘เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้’ (Learning Disabilities: LD) ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งการขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องของผู้ปกครองและครูในโรงเรียน หรือแม้แต่การเข้าไม่ถึงการรักษา เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญในการตรวจคัดกรองเด็กมีอยู่จำกัด การออกแบบแบบประเมินที่ยังไม่ครอบคลุมการทดสอบทักษะของเด็กอย่างเหมาะสม รวมถึงการตรวจคัดกรองแต่ละครั้งก็ต้องใช้เวลานาน ส่งผลให้เด็กจำนวนหนึ่งเติบโตมาพร้อมกับความบกพร่อง และค่อยๆ ส่งผลต่อการเรียนรู้ที่จะเด่นชัดเมื่อโตขึ้น แต่ล่าสุดมีข่าวดี เมื่อมีนักวิจัยเล็งเห็นถึงปัญหานี้ และได้ศึกษาวิจัยจนกระทั่งเจอทางออกของปัญหา ด้วยการยืมมือ AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ มาเป็นเครื่องมือสร้าง ‘AI คัดกรองเด็กบกพร่องทางการเรียนรู้’ เพื่อใช้งานแล้ว


อัปเดตสถานการณ์ ‘เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้’ ปัญหาสุขภาพที่คุกคามเด็กไทย

จากข้อมูลทางสถิติล่าสุด โดยสำนักการศึกษาของ กทม. รายงานว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ของโรงเรียนสังกัด กทม. ในปี 2561 มีจำนวนทั้งหมด 173,837 คน มีเด็กนักเรียนซึ่งประสบปัญหาการอ่านถึง 23,015 คน คิดเป็นร้อยละ 13.24 นับว่าเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลย และจากสถิตินี้ เกรียงยศ สุดลาภา รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ว่า

“เบื้องต้นพบปัญหาและอุปสรรคในการจัดการเรียนการสอนด้านการอ่าน การเขียน ของโรงเรียนในสังกัด กทม. เรื่องการจัดจำนวนนักเรียนต่อห้องเรียนไม่เหมาะสม เช่น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีจำนวน 30-40 คน ซึ่งมากเกินไป ทำให้ครูดูแลเด็กได้ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะตอนนี้เราประสบปัญหาขาดแคลนครูเอกภาษาไทย เพราะบางโรงเรียนครูไม่ได้จบเอกภาษาไทย ไม่มีประสบการณ์ และไม่รู้กลวิธีที่ถูกต้องในการสอนให้เด็กอ่านออกเขียนได้ นักเรียนส่วนหนึ่งจึงมีความผิดปกติด้านการเรียนรู้ มีปัญหาการจำและเขียนตัวอักษร”

ขณะที่อีกส่วนหนึ่งพบว่า มีนักเรียนที่ขาดเรียนบ่อยเนื่องจากสภาพสังคมและปัญหาครอบครัวที่ทำให้เด็กไม่ได้รับการดูแล ผู้ปกครองไม่มีเวลาเอาใจใส่ตอนที่เด็กทำการบ้าน ซึ่งเป็นการผลักภาระให้ครูและโรงเรียนดูแลเพียงฝ่ายเดียว นี่จึงเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขให้ตรงจุด

นอกจากนั้น ยังมีสถิติรวมระดับประเทศ โดยพบว่าในประเทศไทยมีอัตราการเกิดของประชากรอยู่ที่ 800,000 คนต่อปี แต่คาดว่า จะมีอัตราการเกิดภาวะความบกพร่องทางการเรียนรู้เพิ่มเป็น 40,000 คนต่อปี และเด็กผู้ชายจะเป็นมากกว่าเด็กผู้หญิงถึง 4 เท่า


3 ลักษณะของความบกพร่องทางการเรียนรู้ อุปสรรคขัดขวางการพัฒนาศักยภาพเด็กไทย

ลักษณะของความบกพร่องทางการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับเด็กไทยมี 3 ประเภท ต่อไปนี้

ความบกพร่องด้านการอ่าน (dyslexia)

คือ ความบกพร่องที่เกิดขึ้นกับทักษะในด้านการอ่าน ทำให้เด็กอ่านหนังสือไม่ออก สะกดไม่ถูก อ่านตกหล่น สามารถอ่านได้ทีละตัวอักษร แต่ไม่สามารถผสมคำได้ หรือมีความบกพร่องในการจดจำพยัญชนะ สระ ขาดทักษะในการสะกดคำ เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ได้อย่างจำกัด หรืออ่านได้แต่คำศัพท์ง่ายๆ อ่านผิดบ่อย เด็กกลุ่มนี้จึงต้องใช้วิธีเดาคำเวลาอ่าน อ่านได้แต่คำที่เห็นบ่อย เนื่องจากใช้วิธีการจำคำ แต่ไม่ได้อาศัยการสะกด และอ่านตะกุกตะกัก จับใจความสำคัญหรือเรียงลำดับเหตุการณ์ของเรื่องที่อ่านไม่ได้

ความบกพร่องด้านการเขียน (dysgraphia)

คือ ความบกพร่องในทักษะการเขียนพยัญชนะ สระ ตัวสะกด วรรณยุกต์ และการันต์ ไม่ถูกต้องตามหลักภาษาไทย จึงทำให้เขียนและสะกดคำผิด มีปัญหาการเลือกใช้คำศัพท์ การแต่งประโยค การสรุปเนื้อหาสำคัญ ไม่สามารถถ่ายทอดความคิดผ่านการเขียนได้ตามลำดับชั้นเรียน แต่ยังคัดลอกตัวหนังสือตามแบบได้ บางรายอาจเขียนตกหล่น สลับตำแหน่ง เขียนไม่เป็นประโยคที่สมบูรณ์ ใช้คำเชื่อมไม่ถูกต้อง เว้นวรรคหรือย่อหน้าไม่ถูกต้อง จึงไม่สามารถแต่งประโยคหรือเล่าเรื่องจากการเขียนได้ อีกทั้งเด็กบางคนอาจเขียนพยัญชนะหรือตัวเลขสลับกัน หรือมีปัญหาเขียนพยัญชนะกลับด้าน คล้ายมองจากกระจกเงา

ความบกพร่องด้านการคำนวณ (dyscalculia)

คือ ความบกพร่องที่แสดงออกผ่านความสับสนเกี่ยวกับตัวเลข ไม่เข้าใจค่าของตัวเลข นับเลขไปข้างหน้าหรือย้อนหลังไม่ได้ เขียนเลขกลับกัน รวมถึงขาดทักษะและความเข้าใจเกี่ยวกับการนับจำนวน การจำสูตรคูณ การใช้สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ ไม่สามารถแปลโจทย์ปัญหาเป็นสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ จึงไม่สามารถหาคำตอบได้ หรือมีการคำนวณที่ผิดพลาด ตกหล่นเกี่ยวกับเรื่องตัวเลขเป็นประจำ


เปิดตัว ‘AI คัดกรองเด็กบกพร่องทางการเรียนรู้’ ฝีมือนักวิจัยไทย แก้ปัญหาความบกพร่องได้ตรงจุด

ด้วยตระหนักในปัญหาความบกพร่องทางการเรียนรู้ ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่คุกคามเด็กไทยจนน่าเป็นห่วง ทำให้คณาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasart School of Engineering : TSE) ประยุกต์เอาเทคโนโลยีแห่งยุค คือ AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ มาพัฒนานวัตกรรม “หนูขออ่าน” ซึ่งเป็นชุดตรวจคัดกรองผู้มีความบกพร่องในการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยอยู่บนแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน

รศ.ดร.จาตุรงค์ ตันติบัณฑิต

ผู้ริเริ่มศึกษาโครงการวิจัยนี้ คือ รศ.ดร.จาตุรงค์ ตันติบัณฑิต อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TSE) โดยพัฒนาโปรแกรมนี้ร่วมกับ ดร.จุฑามณี อ่อนสุวรรณ อาจารย์ภาควิชาภาษาอังกฤษและภาษาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

จุดเด่นของนวัตกรรม “หนูขออ่าน” คือ สามารถใช้ตรวจคัดกรองเด็กได้ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ต่างจากโปรแกรมแบบเดิมที่สามารถคัดกรองได้หลังอายุ 8 ขวบเท่านั้น และใช้เวลาตรวจคัดกรองเพียง 30 นาที ก็จะได้ผลการคัดกรองที่แม่นยำถึงร้อยละ 95 ตามลักษณะของความบกพร่องทางการเรียนรู้ทั้ง 3 แบบ ที่กล่าวมา

อย่างไรก็ตาม เด็กบางคนอาจมีภาวะความบกพร่องด้านใดด้านหนึ่ง ในขณะที่เด็กบางคนอาจมีความบกพร่องร่วมกันทั้ง 3 ด้าน โดยความบกพร่องประเภทที่พบมากที่สุด คือ ความบกพร่องด้านการอ่าน ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญในการเรียน

โปรแกรมดังกล่าวสามารถต่อยอดไปสู่การรักษาเพื่อฟื้นฟูทักษะในรายที่มีความบกพร่อง และจะช่วยให้เด็กได้รับการช่วยเหลือและได้รับการดูแลที่เหมาะสม โดยเฉพาะด้านการเรียนและจัดการศึกษาในรูปแบบที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน เพื่อให้เด็กสามารถพัฒนากระบวนการเรียนรู้ได้เท่าเทียมกับเด็กทั่วไป

ในทางการแพทย์มีการยืนยันอย่างชัดเจนด้วยว่า ยิ่งตรวจคัดกรองเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ได้รวดเร็วและแม่นยำมากเท่าไร ก็จะยิ่งช่วยฟื้นฟูความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กได้เร็วขึ้นเท่านั้น และจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการเรียนและการดำเนินชีวิตต่อไป เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในทุกมิติ


ที่มา : รายงานข่าวเรื่อง “มธ. เปิดตัว เอไอ คัดกรองเด็กบกพร่องทางการเรียนรู้” เผยแพร่ในเว็บไซต์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพ (สสส.) http://www.thaihealth.or.th/Content/46794-มธ.%20เปิดตัว%20เอไอ%20%20คัดกรองเด็กบกพร่องทางการเรียนรู้%20.html


อัปเดต นวัตกรรมที่ใช้ AI มาปรับใช้แก้ปัญหาสังคมทุกด้านอย่างตรงจุด

ส่องความล้ำหน้าด้าน HealthCare ที่นำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาช่วย (ดูแล) ชีวิต

‘AI for Thais’ แนวคิดยกระดับปัญญาประดิษฐ์ และการสนับสนุน ‘วงการแพทย์’ โดย ไมโครซอฟท์

ดร.พญ.พิจิกา วัชราภิชาต คุณหมอ AI ศึกษาและเทใจให้ Healthcare