ข่าวใหญ่ในวงการ ICT โลกเมื่อช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ผ่านมา คือการเปิดตัวสิทธิในการบริหารจัดการ IPv9 ของ “จีน”


เมื่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ได้ลงมติสนับสนุนการลงทุน IPv9 ของ “จีน” โดยยืนยันการลงนามสัญญามอบสิทธิดูแลเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโลกเป็นเวลา 100 ปี ให้กับ “จีน” ทันทีที่สัญญาฉบับปัจจุบันที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าของสิทธิสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 2020

“จีน” ริเริ่มโครงการ IPv9 หรือชื่อเต็มว่า Internet of Things IPv9 มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 หลังจากกระแส Y2K กลายเป็นประเด็นหลักของโลก ICT ในเวลานั้น

ปัญหา Y2K หมายถึง เมื่ออุปกรณ์ ICT ทั่วโลกเข้าสู่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2000 แต่ระบบกลับเข้าใจว่าเป็น ค.ศ. 1900 ทำให้การทำงานของระบบผิดเพี้ยนปั่นป่วน

“จีน” แปลงวิกฤตให้เป็นโอกาส ใช้ Y2K เป็นกรณีศึกษาสำหรับการมองไปข้างหน้า จึงมาลงเอยที่โครงการ IPv9

ซึ่งในขณะนี้ “จีน” ได้ตระเตรียมกองทัพ Server และก่อสร้างสถานีรับ-ส่งสัญญาณทั้งหมดอย่างเต็มรูปแบบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ มีประเทศต่างๆ สนใจเข้าร่วมโครงการ IPv9 และลงนามในสัญญาเช่ากับจีนแล้วมากถึง 25 ชาติ

โดยเมื่อวันที่ 1 มกราคม ที่ผ่านมา “จีน” เริ่มทดลองใช้งาน IPv9 อย่างเต็มรูปแบบแล้ว รอเพียงการเปิดตัว IPv9 ในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2021 ทันทีที่สิทธิในสัญญาเช่าระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหประชาชาติหมดลง ในวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 2020 ก็จะปิดการใช้งาน IPv4 ทั่วโลก ณ วันนั้นด้วย


IPv คืออะไร?

แฟน SALIKA หลานท่านคงสงสัย ผมขอถือโอกาสนี้อธิบายรายละเอียดของ IPv ซึ่ง ณ วันนี้ โลกของเรามี IPv4 IPv6 และ IPv9

ก่อนจะไปที่ IPv4 IPv6 และ IPv9 เรามาดูความหมายของ IP กันก่อนครับ

IP ย่อมาจาก Internet Protocol แปลว่า ข้อตกลงในการเชื่อมโยงข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยการที่ใครก็ตามที่ใช้งานระบบอินเทอร์เน็ตจะเชื่อมโยงข้อมูลหรือพูดคุยกันรู้เรื่องได้ จำเป็นต้องมี “รหัสเฉพาะตัว”

“รหัสเฉพาะตัว” ดังกล่าว เปรียบไปก็คล้ายกับหมายเลขบัตรประชาชนหรือเบอร์โทรศัพท์ของแต่ละคนนั่นเอง

“รหัสเฉพาะตัว” มีชื่อเรียกว่า IP Address หรือ Internet Protocol Address แปลว่า เลขหมายประจำอินเทอร์เน็ตของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครือข่ายที่วิ่งอยู่บนระบบอินเทอร์เน็ตนั่นเองครับ

IPv4 ย่อมาจาก Internet Protocol Version 4 วัตถุประสงค์ตั้งต้นของ IPv4 ก็คือ การทำขึ้นเพื่อ “ศึกษา” ถึงระบบการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์เครือข่าย โดยกำหนดให้มีกลุ่มหมายเลขจำนวน 4 ชุด และแต่ละชุดก็ประกอบด้วยตัวเลขจำนวน 3 หลัก ซึ่งมีรูปแบบดังนี้คือ 999.999.999.999 ก่อนที่ชุดตัวเลขดังกล่าวจะถูกแปลงเป็น URL หรือชื่อเว็บไซต์ที่เรารู้จักกันในเวลาต่อมานั่นเอง

ทว่า จากการทำ Internet Protocol สำหรับ “การศึกษา” แต่ระบบดังกล่าวกลับมีเสถียรภาพมาก ทำให้องค์กรธุรกิจนำ IPv4 ไปประยุกต์ใช้กับการทำงานเป็นจำนวนมาก จึงนำมาสู่ปัญหา IPv4 เต็ม ซึ่งหมายถึง การที่พวกเราได้ใช้ IPv4 หมดไปตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 2010

ร้อนถึง IETF หรือ The Internet Engineering Task Force องค์กรระหว่างประเทศผู้ทำหน้าที่กำกับควบคุมดูแลเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จึงได้ลงมือพัฒนา Internet Protocol Version ใหม่ขึ้น เพื่อให้มาแทนที่ IPv4 ซึ่งก็คือ IPv6 นั่นเองครับ

IPv6 ในเวลานั้น มีชื่อเล่นว่า Next Generation Internet Protocol หรือ IPNG นั้นก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า การเพิ่มหลักหมายเลขให้กับ IPv4 จาก 999.999.999.999 มาเป็น 9999:9999:9999:9999:9999:9999:9999:9999:

อานิสงส์การมาถึงของ IPv6 ก็มิใช่เอื้อประโยชน์ให้กับวงการ ICT เท่านั้น แต่แวดวงเครื่องใช้ไฟฟ้าก็จะได้รับประโยชน์โภชน์ผลไปเต็มๆ เช่นกันครับ

เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า ห้วงเวลานี้ คือยุคทองของ IoT หรือ Internet of Things ที่นอกจากอุปกรณ์ ICT ทั้งหลายจะมี IP Address แล้ว ต่อไปนี้ วิทยุ โทรทัศน์ เครื่องทำน้ำอุ่น ตู้เย็น ไมโครเวฟ แอร์ เครื่องปั๊มน้ำ เตาแก๊ส และสวิตช์ปิด-เปิดดวงไฟในบ้านต่างก็จะมี IP Address กันทุกเครื่องครับ

“จีน” จึงมองการณ์ไกล ว่า IPv9 คือคำตอบสุดท้ายของปัญหา IP Address ทั้งมวล จึงตั้งชื่อไว้ว่า Internet of Things IPv9

อันนำมาสู่ “พาดหัวข่าว” ข้างบนที่กล่าวว่า IPv9 เสริมเขี้ยวเล็บ “มังกร” สยายปีก ขยุ้มโลก IoT นั่นเองครับ


ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ IoT ในประเทศไทย

ฮิตาชิผุดศูนย์ ‘Lumada’ พี่เลี้ยง IoT นอกญี่ปุ่น ครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย บนพื้นที่ EEC

IoT ช่วยดูแลผู้สูงวัยใน “เมืองแสนสุข” ด้วยอุปกรณ์สวมใส่ “Aider”

ถอดรหัสความสำเร็จ IoT ขับคลื่อน Smart Agriculture สู่ยุค 4.0 ได้อย่างไร ?