ปลายยุคทศวรรษ 1990 มีภาพยนตร์ 2 เรื่องที่สร้างความฮือฮาในหมู่คอหนัง และนักสร้างภาพยนตร์ด้วยกัน


หนึ่งนั้นคือ Sliding Doors (1998) ซึ่งผ่ากฎเกณฑ์การเล่าเรื่องแบบที่ฮอลลีวูดเคยทำมา ด้วยการกำหนดเส้นทางชีวิตของตัวละครให้แบ่งเป็น 2 สาย ทางเดินแรกคือ ความสุขสมหวัง และทางเลือกที่สองคือ ชีวิตสุดแสนรันทดหดหู่

การตัดสินใจเดินผ่านประตูเลื่อนเข้าในโบกี้รถไฟไปยังจุดหมายปลายทาง กับการไม่ขึ้นรถไฟเที่ยวนั้น ให้ผลแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง Sliding Doors เล่าเรื่องคู่ขนานจากทางสองแพร่งดังกล่าว ที่นำตัวละครไปพบกับจุดจบของชีวิตที่ต่างกัน

ภาพยนตร์ที่สร้างความฮือฮาอีกเรื่องออกฉายในปีเดียวกัน นั่นคือหนังที่มีชื่อว่า Run Lola Run (1998) คราวนี้ ไม่มีเพียง 2 ทางให้เลือกแต่เพิ่มเข้ามาอีก 1 รวมเป็น 3 ที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นทางสามแพร่งแห่งชีวิตอย่างแท้จริง

การเล่าเรื่องสามรูปแบบที่แตกต่างกันของ Run Lola Run นั้น แม้จะกำหนดให้นางเอกผมแดงของเราออกวิ่ง ทว่า หนังใส่ 3 ทางเลือกในการวิ่งที่ได้นำพา 3 ชะตากรรมมาสู่ตัวเธอและคนรอบข้างที่เธอวิ่งผ่าน

ทั้ง Sliding Doors และ Run Lola Run
เป็นแนวภาพยนตร์หนึ่งซึ่งเรียกกันว่า
What if movie ซึ่งมีความหมาย
ประมาณว่า “รู้งี้ไปทางนั้นดีกว่า”
หรือ “ถ้าเลือกได้คงไม่มาทางนี้”

โดยภาพรวมแล้ว ถือได้ว่า เป็นความบังเอิญที่หนังแปลกใหม่ทั้งสองเรื่องดังกล่าวสร้างเสร็จและออกฉายในปีเดียวกัน

แม้ฮอลลีวูดมีความพยายามฉีกรูปแบบการเล่าเรื่องเพื่อให้เกิดความตื่นตาตื่นใจในการชมภาพยนตร์ ด้วยการสร้างหนังที่ไม่เดินเรื่องแบบเล่าเรียงไปตามเวลาจากอดีต-ปัจจุบัน-อนาคต

แต่กระจายเส้นเรื่องหรือ Timeline ของหนังที่ควรจะมีเพียงเส้นเดียว แบ่งออกเป็นส่วนๆ แล้วนำมาปะติดปะต่อหรือจัดลำดับจากหลังมาหน้า

โดยบางเรื่องใช้เทคนิคเอาเส้นเรื่องที่แยกขาดออกจากกันมาเรียงตัวใหม่ และหลายเรื่องใช้เงื่อนเวลาเดียวกันในการเล่าแต่เหตุการณ์เกิดขึ้นคนละสถานที่แล้วมาบรรจบกัน

หนังในตระกูลนี้ที่ดังๆ ก็มี Pulp Fiction (1994) Memento (2000) Mulholland Dr. (2001) 21 Grams (2003) Irreversible (2002) ซึ่งต้องบอกว่า แม้จะตัดสลับกันไปมาอย่างไร แต่รูปแบบหลักไม่เหมือนกับ Sliding Doors และ Run Lola Run

และความเป็น What if movie ของ Sliding Doors และ Run Lola Run ก็แตกต่างจากอีกหนึ่งแนวหนังที่รู้จักกันในชื่อ Multi-screen film หรือการ Split screen ออกเป็น 2 ช่อง เล่าเรื่องคู่ขนานกันไป

Split screen ที่มีชื่อเสียงก็เช่น Jackie Brown (1997) The Virgin Suicides (1999) Requiem for a Dream (2000) Snatch (2000) Femme Fatale (2002)

หนักข้อที่สุดคือการแบ่งหน้าจอออกเป็น 4 ช่อง คือหนังเรื่อง Timecode (2000)

What if movie อีกเรื่องหนึ่งซึ่งฮือฮาไม่น้อยไปกว่าหนังใหญ่อย่าง Sliding Doors และ Run Lola Run ก็คือหนังสั้นที่มีชื่อว่า The Angry River ซึ่งเป็นการปฏิวัติรูปแบบการดูหนังครั้งสำคัญ

นอกจาก The Angry River จะใส่ทางเลือกที่มากกว่า Sliding Doors และ Run Lola Run ที่มี 2 และ 3 ทางเลือก โดย The Angry River ใส่เข้ามาถึง 5 ทางเลือกแล้ว The Angry River ยังก้าวขึ้นไปถึงขั้นการสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนดู ด้วยการให้ผู้ชมมีส่วนในการเลือกเส้นทางเดินหนัง 1 จาก 5 เส้นทาง เพื่อร่วมกำหนดชะตากรรมของตัวละคร

The Angry River เป็นการผสานเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ากับสื่อบันเทิงอย่างภาพยนตร์ได้อย่างกลมกลืน โดยใช้โปรแกรมพิเศษจับระยะสายตาของคนดูว่าต้องการจะเลือกเส้นทางเดิน 1 ใน 5 เส้นทางใดให้กับตัวละคร

หลังจาก The Angry River ถากถางเส้นทางนวัตกรรมการดูหนังแบบ Interactive ล่าสุด Netflix ได้เปิดตัว Series เรื่อง Black Mirror ซึ่งต้องถือว่า Netflix นั้น “จัดหนัก” พอสมควร

ทันทีที่เปิดตัว ชื่อเสียงของ Netflix ที่โด่งดังคับจออยู่แล้วยิ่งกระฉูดมากขึ้นไปอีก เมื่อ Black Mirror เป็น Series ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมมีส่วนร่วมกับภาพยนตร์ ชนิดที่เรียกว่า 100% โดยหนังได้ถ่ายทำฉากทางเลือกทุก Case ที่คนดูกดรีโมทกำหนดทางเลือกของตัวละคร ซึ่ง Black Mirror ใส่ไว้เกือบจะทุกฉากเลยทีเดียว

Black Mirror จึงถือเป็นการนำเทคโนโลยีมาประสานกับอุตสาหกรรมบันเทิง เสมือนการแสดงตัวอย่างให้เห็นว่า Technology ไม่จำเป็นต้องมา Disruptive ของเดิมที่มีอยู่แต่อย่างใด

แต่เสนอตัวเป็น Alternative แบบอยู่ร่วมกันได้

“ของเก่าที่ดีกว่าใหม่มีตั้งเยอะแยะ” จริงไหมครับท่านผู้ชม?


ติดตามความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ 3 ตอนแรก

Alternative หรือ Disruptive เมื่อสื่อบันเทิงเดินมาถึงทางแยก (ตอนที่ 3)

Alternative หรือ Disruptive เมื่อสื่อบันเทิงเดินมาถึงทางแยก (ตอนที่ 2)

Alternative หรือ Disruptive เมื่อ ‘สื่อบันเทิง’ เดินมาถึงทางแยก (ตอนแรก)