เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือน ที่เราจะได้ไปชมเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ‘บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018’ Bangkok Art Biennale 2018 งานเทศกาลศิลปะที่ศิลปินระดับปรมาจารย์ชาวไทยหลายท่านต่างมุ่งหมายและตั้งใจจัดขึ้น โดยครั้งนี้มี ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ผู้อำนวยการศิลป์ นำทัพ 75 ศิลปินร่วมสมัยทั้งไทย และระดับโลก พร้อมใจกันนำผลงานศิลปะทุกแขนงมาจัดแสดงให้คนทั่วไปได้ชม ณ สถานที่อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม ทั้ง 20 จุด ทั่วกรุงเทพมหานคร ตามแนวคิด ‘Beyond Bliss’ หรือ ‘สุขสะพรั่ง พลังอาร์ต’ 

ต้องยอมรับว่าความโดดเด่นและความแปลกใหม่ของการจัดงานเทศกาลศิลปะครั้งประวัติศาสตร์นี้ ไม่ใช่แค่การจัดงานเทศกาลศิลปะ อาร์ต เบียนนาเล่ หรือ Art Biennale ที่มีความเป็นมาอันยาวนานของโลกในกรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรกเท่านั้น หากแต่ยังอยู่ที่การวางแผนนำงานศิลป์อันทรงคุณค่านั้น ไปจัดแสดงยังสถานที่อันมีความเป็นมาและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอย่างที่กล่าวมา ถึง 20 จุด ซึ่งมีทั้ง อาคารที่มีประวัติความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ วัดสำคัญริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงสถานที่ที่ผู้คนนิยมไปเดินเล่น ไปชอปปิง อย่างห้างสรรพสินค้า

นับว่าเป็นมิติใหม่ของการจัดแสดงงานศิลปะนอกพิพิธภัณฑ์ศิลปะ นอกแกลลอรี ซึ่งปรากฏการณ์นี้ ได้ก่อให้เกิดทั้งเรื่องราวแง่บวกและแง่ลบ ที่สามารถถอดบทเรียนและนำไปปรับใช้เพื่อพัฒนาการจัดเทศกาลงานศิลปะในกรุงเทพมหานครต่อไปได้มากมาย


ย้อนประวัติศาสตร์ ต้นกำเนิดการจัดงาน อาร์ต เบียนนาเล่ ระดับโลก เวนิส อาร์ต เบียนนาเล่

เพื่อเผยแพร่และถอดบทเรียนที่น่ารู้จากประสบการณ์การจัดงาน ‘บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018’ ในงานเสวนา Museum in Focus ครั้งล่าสุดที่จัดขึ้น ณ มิวเซียมสยาม จึงได้กำหนดหัวข้อเสวนาที่น่าสนใจว่า “บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018 เมื่อศิลปะปะทะชุมชนนอกพิพิธภัณฑ์” โดยได้เชิญคนทำงานที่คลุกวงในและเป็นผู้หนึ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการจัดงานเทศกาลศิลปะนี้อย่าง คุณลักขณา คุณาวิชยานนท์ ภัณฑารักษ์โครงการบางกอกอาร์ตเบียนนาเล่ มาแชร์ประสบการณ์เจาะลึกประเด็นน่าสนใจที่ได้จากการจัดงานนี้ให้ผู้สนใจได้ฟังกัน

โดยก่อนอื่น คุณลักขณา ได้ปูพื้นให้เห็นภาพการจัดงาน บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018 ก่อนว่า

“ในส่วนของพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะครั้งนี้ เราแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือโลเคชันจัดแสดงงานที่อยู่ในเมืองหรือ Urban กับพื้นที่จัดแสดงที่มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ หรือ Historical ที่น่าสนใจ โดยมีผลงานที่จัดแสดงทั้งหมด 200 ชิ้น สร้างสรรค์โดยศิลปินทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ 75 ท่าน เรียกได้ว่าเป็นเทศกาลงานศิลปะที่รวบรวมเอาศิลปินทั้งไทยและนานาชาติไว้มากที่สุดครั้งหนึ่งในประเทศไทย งานนี้เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและเอกชน เจ้าภาพหลักคือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร และภาคเอกชน คือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)”

จากนั้น ในมุมของงานเทศกาลศิลปะระดับโลกที่มีความเป็นมาอย่างยาวนานร้อยกว่าปีมาแล้ว อย่างการจัด อาร์ต เบียนนาเล่ นั้น คุณลักขณา ได้ให้ความรู้ว่า คำว่า เบียนนาเล่ หรือ Biennale เป็นภาษาอิตาเลียน แปลว่า ทุกสองปี ซึ่งเมื่อนำมาตามหลังคำว่า Art จึงได้กลายเป็นแบรนด์ของงานเทศกาลศิลปะที่จัดขึ้นทุก 2 ปี โดยสถานที่แรกที่เป็นถิ่นกำเนิดการจัดงานนี้คือ เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี (Venice, Italy) โดยงาน เวนิส เบียนนาเล่ ได้รับการยกย่องว่าเป็นมหกรรมศิลปะที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในโลกทีเดียว

“มีการบันทึกทางประวัติศาสตร์ไว้ว่า ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ได้ทรงเสด็จประพาสยุโรป และทรงเสด็จไปเยี่ยมชมงาน เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 2 ซึ่งนับจากครั้งนั้น ก็เป็นการจุดประกายให้มีการนำเข้างานศิลปะตะวันตก และเปิดโอกาสให้สถาปนิก ช่างศิลปะ รวมถึงศิลปินชาวตะวันตกได้เข้ามาทำงานในสยามประเทศมากมาย นับแต่นั้นมา”

โดยการเตรียมจัดงาน อาร์ต เบียนนาเล่ ขึ้นในประเทศไทย คุณลักขณา ถือว่าเป็นโอกาสอันดี ที่จะใช้สื่อกลาง คือ ศิลปะ นำทางไปก็สร้างสัมพันธไมตรีกับคณะผู้จัดงาน อาร์ต เบียนนาเล่ทั่วโลกหลายแห่ง ที่พร้อมมาเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำกับคณะผู้จัดงานของไทย ได้เปิดหน้าประวัติศาสตร์ การจัดงาน อาร์ต เบียนนาเล่ ซึ่งในแวดวงศิลปะระดับโลก มองว่า งานเทศกาลนี้ เปรียบเหมือน การจัดโอลิมปิคทางศิลปะ ก็ว่าได้

เนื่องจาก ทุก 2 ปี ศิลปินทุกคนจะใจจดจ่อสร้างผลงานศิลปะชิ้นเอก เพื่อนำมาแสดงในงานอาร์ต เบียนนาเล่ นี้ โดยการจัดงานที่ เวนิส เบียนนาเล่ นั้นจะมีรูปแบบการจัดงานที่เป็น พาวิเลียน (Pavilion) คือในพื้นที่สวนและพื้นที่ที่เป็นโรงต่อเรือของที่นั่น โดยในพาวิเลียนจะจัดแบ่งเป็นศาลแสดงงานของประเทศต่างๆไว้ โดยตัวแทนผู้จัดงานของแต่ละประเทศก็จะคัดเลือกงานศิลปะที่มีชื่อเสียงระดับประเทศไปโชว์ ดังนั้น งาน อาร์ต เบียนนาเล่ จึงเรียกได้ว่าเป็นทั้งเวทีจัดแสดงงานและเป็นเสมือนสนามแข่งขันของทุกประเทศทั่วโลก ที่จะมาประกาศศักดาในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ด้านศิลปะสู่สายตาชาวโลก

นอกจากนั้น สำหรับประเทศที่ไม่สามารถเช่าพื้นที่พาวิเลียนแสดงงานในเทศกาล เวนิส เบียนนาเล่ ก็จะไปเช่า Palazzo ในเมืองเวนิสเพื่อจัดแสดงงานศิลปะของประเทศตนแทน

ดังนั้น ศิลปินทั่วโลก จึงยึดเอางาน เวนิส เบียนนาเล่ ที่จัดขึ้นทุก 2 ปีนี้ เป็นแหล่งอัปเดตไอเดีย และกระแสศิลปะ ว่าในตอนนี้มีศิลปินคนไหนเป็นผู้นำในวงการศิลปะโลกบ้าง เรียกได้ว่าในช่วงที่มีการจัดงานเวนิส เบียนนาเล่ ถ้าใครมีศิลปินที่ชื่นชอบ และมีโอกาสได้เดินทางไปเวนิสในช่วงนั้น อาจได้กระทบไหล่ศิลปินในฝัน ผู้ที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยไม่รู้ตัวก็ได้

“ด้วยความยิ่งใหญ่และชื่อเสียงของการจัดงาน เวนิส เบียนนาเล่ ทำให้ทุกครั้งที่มีการจัดงานนี้ จะเกิดการกระจายรายได้ให้กับคนในเมืองเวนิสอย่างมหาศาล ทุกภาคส่วน เพราะย้อนเวลากลับไป ต้นกำเนิดของเวนิสเบียนนาเล่ ก็เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งตอนนั้น ทางยุโรปต้องการการฟื้นฟูในทุกด้าน เทศกาล เวนิส เบียนนาเล่ จึงเป็นเหมือนเครื่องมือหนึ่งที่ทางประเทศอิตาลีใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ หารายได้เข้าประเทศตั้งแต่นั้นมา จนถึงตอนนี้ด้วย” นี่นับเป็นอานิสงส์และตัวอย่างของการใช้การจัดงานเทศกาลศิลปะเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างฉลาดวิธีหนึ่ง

โดยตอนนี้ ในหลายประเทศในทวีปเอเชีย ก็มีการจัดงาน อาร์ต เบียนนาเล่ ติดต่อกันมาหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศไต้หวัน ประเทศเกาหลีใต้ หรือประเทศญี่ปุ่น


ย้ำปณิธานการจัดงานที่แท้จริง คือ ศิลปินชาวไทย และชุมชน

หลังจากที่คุณลักขณาเล่าให้ฟังถึงต้นกำเนิดของงาน อาร์ต เบียนนาเล่ ในระดับโลก แล้ว ก็เข้าสู่ช่วงเวลาของการถอดบทเรียนจากประสบการณ์การจัดงาน ‘บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018’ ที่เธอเน้นย้ำถึงวัตถุประสงค์ในการจัดว่า สำหรับการจัดงานเทศกาลศิลปะระดับโลกขึ้นที่กรุงเทพมหานครนี้ ไม่ได้มีจุดประสงค์เป็นการไปนำงานศิลปะของศิลปินระดับโลกมาแสดง ทว่า ทางคณะผู้จัดงานมีความตั้งใจที่จะจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุน รวมถึงการเปิดเวทีให้กับศิลปินชาวไทยเป็นหลัก

“เพราะในจำนวนผลงานศิลปะ จาก 75 ศิลปินนี้ กว่าครึ่งเป็นศิลปินไทย ซึ่งเรามองว่า ผลงานของศิลปินไทยที่เลือกนำมาจัดแสดง ก็ไม่ได้ด้อยกว่าผลงานของศิลปินชาวต่างชาติที่นำมาจัดแสดงแต่อย่างใด นี่แสดงว่า ศิลปินไทยก็มีศักยภาพที่จะสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่ได้รับการยอมรับทัดเทียมกับศิลปินระดับโลกเช่นกัน”

นอกจากนั้น ผลงานของศิลปินไทยที่นำมาจัดแสดงในงานนี้ ยังเป็นผลงานของศิลปินรุ่นใหม่เกินครึ่ง ดังนั้น การจัดงานนี้จึงเป็นเวทีที่เปิดพื้นที่ให้กับศิลปินไทยรุ่นใหม่ได้แสดงผลงานในเวทีที่มีความเป็นมายาวนานงานหนึ่งของโลก อย่าง อาร์ต เบียนนาเล่ด้วย

จากนั้น คุณลักขณาได้นำเข้ามาสู่มิติการจัดงานบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018 กับชุมชน โดยสิ่งแรกที่เธอได้เล่าให้ฟังคือความตั้งใจให้งานนี้เป็นกุญแจดอกหนึ่งที่ไขไปสู่แหล่งวัฒนธรรม สถานที่ที่ล้ำค่า ที่ซ่อนอยู่ในชุมชนน้อยใหญ่ของกรุงเทพมหานคร

“จริงๆ แล้ว กรุงเทพเป็นเมืองน่าเดิน น่าเที่ยว และเป็นเมืองที่ยังคงมีประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต มีลมหายใจ บอกเล่าต่อกันได้โดยชาวกรุงเทพฯหรือคนในชุมชน กรุงเทพฯจึงเป็น Content หรือเนื้อหาหลักที่ใช้ดำเนินเรื่องในการจัดงานครั้งนี้ และเป็น Backdrop ของงานนี้ไปด้วยในเวลาเดียวกัน เราจึงใช้สมมุติฐานนี้นำทางเพื่อกำหนดพื้นที่จัดแสดงงานในสถานที่ต่างๆของกรุงเทพฯ โดยต้องการใช้งานศิลปะนี้กรุยทางไปสู่สถานที่ที่บางครั้งคนกรุงเทพฯอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีสถานที่แบบนี้อยู่ เราจึงมีความพยายามที่จะสร้าง กิจกรรม Art walk ขึ้น และในอีกทางหนึ่ง เราก็พยายามทำความเข้าใจ สื่อสาร กับพื้นที่ถึงการจัดเทศกาลในรูปแบบนี้ ที่เราต้องการความร่วมมือของภาคชุมชน มาเป็นพลังในการขับเคลื่อนให้งานนี้บรรลุจุดมุ่งหมายลงได้ด้วยดี”

ยกตัวอย่าง การจัดให้มีการอบรม เด็ก BAB หรือไกด์เยาวชนท้องถิ่น ที่จะนำชมผลงานศิลปะที่กระจายอยู่ตามโลเคชันที่ใช้แสดงงานในชุมชน เป็นต้น ซึ่งโครงการนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่คุณลักขณาหยิบยกขึ้นมาว่าเป็นผลสำเร็จของการทำงานระหว่างคณะผู้จัดงานกับชุมชน


ถอดบทเรียนการจัดงาน ‘บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018’ เมื่อศิลปะปะทะชุมชนนอกพิพิธภัณฑ์ อะไรจะเกิดขึ้น?

มาถึงในมุมของการวางแผนจัดงาน การคัดเลือกศิลปินควบคู่ไปกับการคิด พิจารณาว่า ผลงานของศิลปินคนนั้น ควรได้รับการจัดแสดงไว้ที่ไหน ซึ่งคุณลักขณาได้แชร์ประสบการณ์ว่าขั้นตอนนี้เป็นอีกกระบวนการทำงานหนึ่งที่ไม่ง่ายเลย ต้องผ่านไตร่ตรองและอาศัยคำแนะนำจากที่ปรึกษาและผู้มีประสบการณ์มาก

“กระบวนการเลือกและพิจารณาว่า ศิลปินคนไหน น่าจะทำงานศิลปะที่ไหน ผลงานศิลปะของเขาควรจะได้รับการนำเสนอในสถานที่ไหน โดยเราใช้เวลาเตรียมงานกันปีกว่า ในการพาศิลปินลงพื้นที่ ดูว่าศิลปินคนนั้นมีความสนใจในพื้นที่ไหน ต้องการทำงานกับพื้นที่ไหน เพราะเรามองว่า งานนี้ไม่ใช่อยู่ๆ ก็เอางานศิลปะไปตั้งไว้ แต่ต้องการให้ผลงานศิลปะทำงานร่วมไปกับบริบทของพื้นที่ด้วย”

“ดังนั้น ทางคณะผู้จัดงานจะมีการพูดคุย สื่อสาร ในเรื่องของสถานที่ที่จะจัดแสดงงานของศิลปินคนนั้นตลอดเวลา ทั้งศิลปินชาวไทย และศิลปินต่างประเทศ ด้านตัวศิลปินเอง เมื่อได้รับการแจ้งและสื่อสารในข้อมูลของพื้นที่ที่จัดแสดง ก็จะสร้างสรรค์ผลงงานที่มีจุดเกาะเกี่ยวและสื่อสารถึงพื้นที่ที่ผลงานตัวเองจะไปจัดแสดงด้วย และเมื่อแนวคิดนี้ผสมผสานกับตัวปูมหลังหรือแนวคิดในการสร้างผลงานของศิลปินคนนั้นเอง และความหลากหลายของพื้นที่จัดแสดงงานทั้ง 20 จุดที่เลือกไว้ เรื่องราวที่นำเสนอในงานเทศกาลศิลปะ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ นี้จึงมีเสน่ห์ มีสตอรี่หรือเรื่องราวเบื้องหลังที่มีความน่าสนใจดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปชมงานนั้นถึงที่”

ส่วนมุมมองของชุมชนในแต่ละจุดที่ใช้เป็นสถานที่แสดงงาน ก็มีความหลากหลายมาก อย่างแค่ที่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ที่เดียว คุณลักขณาก็เล่าให้ฟังว่า ณ วัดแห่งนี้ ก็ไม่ได้แค่มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และมีเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังมีมิติด้านชุมชนที่หลากหลายรวมอยู่ในที่แห่งนี้มากมาย ไม่ว่ามิติของชุมชนฆราวาส ชุมชนสงฆ์ และชุมชนนักท่องเที่ยว ซึ่งก็ต่างผสมผสานลงตัวกันได้มาเป็นเวลานาน

ต่อมา ในประเด็นตามหัวข้อเสวนา ที่ว่า “เมื่อศิลปะปะทะชุมชนนอกพิพิธภัณฑ์” จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง โดยสิ่งที่เกิดขึ้น คุณลักขณามองว่าเป็นบทเรียนและเป็นข้อค้นพบที่สามารถนำมาปรับใช้ในการจัดงานเทศกาลศิลปะ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ในครั้งต่อไป หรือ งานเทศกาลศิลปะในรูปแบบที่ต้องจัดในพื้นที่ชุมชนแบบนี้ ต่อไป

  • หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ ใช้งานศิลปะสื่อสารกับชุมชนเมือง ด้วยประเด็นทางสังคมหนักๆ

ด้วยชัยภูมิที่ตั้งอยู่ในใจกลางเมือง ทำให้ผลงานที่เลือกมาจัดแสดงที่ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ หรือ BACC มาจากศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานที่มีนัยสะท้อนปัญหาทางสังคมของไทย โดยคณะผู้จัดงานให้เหตุผลว่า จะช่วยให้ประเด็นที่ต้องการสื่อนั้นกระจายไปยังคนในสังคมได้ในวงกว้าง ขณะเดียวกัน พื้นที่ของ BACC ได้ถูกใช้เป็นพื้นที่จัดนิทรรศการงานศิลป์หรือแม้แต่งานเสวนาในประเด็นทางสังคมหนักๆมาแล้ว ซึ่งนี่ก็เป็นการหล่อหลอมให้คนที่มาเสพย์งานศิลป์ที่นี่รับกับการนำเสนอผลงานที่สื่อถึงการเรียกร้องสิทธิหรือปัญหาทางสังคมของไทยได้อยู่แล้ว

ยกตัวอย่าง ผลงาน: ‘Asian Workers Covered’ 2018, photographs ซีรีส์ภาพพอร์ทเทรตผู้ใช้แรงงานที่ศิลปิน ราฟ ทูเทน เปลี่ยนแรงงานผู้ที่เคยถูกมองข้ามให้มีเกียรติและศักดิ์ศรี แม้จะมีผ้าคลุมหน้าแต่ไม่อาจหลีกเลี่ยงต้องทุกข์ทรมานจากมลภาวะรอบตัวและความยากลำบากในการทำงาน ผลงานจะเตือนคนกรุงเทพฯ ว่าพวกเขาเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่สร้างเมืองกรุงเทพฯ

  • ความผิดพลาดที่เกิดจากการจัดแสดงผลงานในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม

งานศิลปะทุกชิ้นของเจ้าของผลงาน ล้วนมีเงื่อนไขในการจัดแสดงมาด้วย อย่าง งานชิ้นนี้ต้องจัดแสดงในอาคาร หรือ In door เท่านั้น และห้ามสัมผัส พอมีเงื่อนไขเช่นนี้ก็ต้องมีการจ้าง รปภ. หรือจัดแสดงในพื้นที่ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี ทำให้ที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อเริ่มแสดงงานแล้ว ก็ต้องมีการสลับสับเปลี่ยนที่แสดงงานที่เหมาะสมเพราะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ทั้งจากปัจจัยของดินฟ้าอากาศ หรือ ปัจจัยของผู้เข้าชมงาน ที่อาจฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ ไปสัมผัสชิ้นงาน หรือแม้กระทั่งแค่งานนั้นเกิดความเสี่ยงที่ไม่สมควรขึ้นก็ต้องรีบย้ายชิ้นงงานนั้นไปในที่ที่ปลอดภัย เป็นต้น

โดยปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ คุณลักขณามองว่าเกิดจากสาเหตุทั้งความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ในการจัดวางแสดงผลงาน และเพราะการจัดงงานศิลปะในรูปแบบที่มีการนำผลงานศิลปะไปจัดวางในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นชินกับการเสพย์งานศิลปะแบบนี้ ทำให้ไม่รู้กฎเกณฑ์ในการชมงาน ซึ่งหากงานรูปแบบนี้ได้รับการจัดบ่อยขึ้น ผู้ชมก็จะเริ่มปรับตัวและคุ้นชินกับกฎเกณฑ์ในงานศิลปะแบบนี้มากขึ้นไปเอง

  • งานศิลปะ vs. ความเชื่อของชุมชนและคนไทย ที่สวนทางกันโดยไม่ได้ตั้งใจ

อีกหนึ่งประเด็นที่คุณลักขณาหยิบยกขึ้นมากล่าวถึง คือ บางครั้ง คอนเซปของงานศิลปะที่ศิลปินได้สร้างสรรค์ขึ้นมานั้น ก็มีสิทธิที่จะค้านกับความเชื่อในแบบไทยๆ หรือความเชื่อของคนในชุมชนโดยไม่ได้ตั้งใจ กอปรกับพื้นที่ที่เราเลือกจัดแสดงผลงานหลายแห่งที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จัดเป็น Living Museum คือไม่ใช่แค่มีคุณค่าและมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่มีชาวชุมชน มีผู้คนอาศัยกันอยู่เป็นเวลานาน ดังนั้น เหตุการณ์ขัดแย้งกันทางความคิดความเชื่อเช่นนี้มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้แน่นอน ทั้งที่ คุณลักขณาย้ำแล้วว่า เวลาศิลปินไปทำงานในพื้นที่ก็จะยึดเอาบริบท ความเชื่อ ของพื้นที่นั้นๆมาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์งานเป็นสำคัญ แต่การตีความนั้นอาจไปขัดกับความเชื่อได้โดยไม่มีใครรู้มาก่อน

ยกตัวอย่าง การนำเสนอผลงานของศิลปินชาวไทย คมกฤษ เทพเทียน ที่นำเอารูปร่างมหึมาของยักษาและลักษณะของนักรบจีนมาควบรวม และสร้างสัญรูปที่เป็นตัวแทนความสัมพันธ์ไทย-จีน และเขายังใช้ชิ้นส่วนเลโก้ที่ผลิตขึ้นในประเทศจีนในการสร้างผลงาน ‘ครุฑ’ ประติมากรรมสิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งนก ซึ่งมีคนออกมาต่อต้านว่าเป็นการเอาของศักดิ์สิทธิ์มาลบหลู่ ซึ่งนี่คุณลักขณาชี้ว่า เป็นผลกระทบที่เกิดจากการจัดแสดงงานนอกพื้นที่พิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์ ที่เป็นพื้นที่ที่ผู้พบเห็นหรือผู้มาชมงานเองไม่ได้มองในมุมของศิลปะอย่างชัดเจน

โดยในกรณีนี้ ผู้ที่จะเข้ามามีบทบาทเป็นสื่อกลาง สร้างความเข้าใจกับชาวชุมชนได้ดี นั่นคือ เจ้าอาวาส ของวัดที่จัดแสดงงานนี้ ซึ่งอยู่ในฐานะของผู้ที่คนทั้งชุมชนเคารพและศรัทธา ดังนั้น ประเด็นนี้จึงกลายมาเป็นบทเรียนสำคัญ ที่ต้องบันทึกไว้ว่า การสื่อสาร ทำความเข้าใจ กับชุมชน เป็นสิ่งสำคัญในการจัดงานศิลปะในพื้นที่ชุมชน ซึ่งถ้าเราสื่อสารไม่ได้กับชาวชุมชนทุกคน อย่างน้อยต้องหา Key person หรือบุคคลที่ชาวชุมชนให้ความเคารพและศรัทธา เพื่อเป็นผู้ที่จะมาช่วยสื่อสารแนวคิดของงานศิลปะ ทำความเข้าใจกับชาวชุมชนให้เข้าใจอีกต่อหนึ่ง นั่นเอง


อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า งาน ‘บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018’ ยังคงจัดไปจนถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 ดังนั้น ผู้ที่สนใจก็ยังสามารถไปชมและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์งานเทศกาลศิลปะระดับโลก อาร์ต เบียนนาเล่ ได้ โดยสามารถหาข้อมูลงานศิลปะ และสถานที่การจัดแสดงงานทั้ง 20 จุด ได้ตามช่องทาง www.bkkartbiennale.com หรือ www.facebook.com/bkkartbiennale หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน BAB ได้ เพื่อไม่พลาดทุกข่าวสาร และข้อมูลสำคัญของการจัดงานนี้


ที่มา : รูปประกอบและข้อมูลการจัดงาน จาก เว็บไซต์ www.bkkartbiennale.com


สร้างแรงบันดาลใจด้านศิลปวัฒนธรรม เพิ่มเติม คลิกอ่านต่อเลย

‘ธุรกิจ มวยไทย 4.0’ ต้นแบบธุรกิจกีฬาเกื้อหนุนธุรกิจท่องเที่ยว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ไปไกลกว่าเดิม

น้อมรำลึกถึง ส.ค.ส. ในหลวง ร.9 พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย

งานวิจัยนานาชาติ เผย ‘ดนตรีบำบัดใจ’ ต้องที่จังหวะ 72 บีท ต่อนาที ถึงจะดีต่อใจ