ไม่ว่าจะเป็น วิถีชีวิตที่เร่งรีบ เทรนด์การดูแลสุขภาพ การเน้นคุณภาพและความปลอดภัย การประยุกต์สู่ผลิตภัณฑ์ที่นอกเหนือจากการนำไปบริโภค เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ก่อร่างสร้างกรอบใหม่ให้กับ ข้าวไทย ที่ต้องได้รับการแปรรูปด้วยกรรมวิธีต่างๆ เพื่อเปลี่ยนรูปแบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและมีความเฉพาะกลุ่มมากขึ้น (Niche Market) โดยเครื่องมือหลักที่ต้องนำมาใช้แปลงโฉมข้าวไทยนั่นคือ นวัตกรรม และด้วยแนวคิดนี้เองที่ทำให้เกิดมิติใหม่ของการจับข้าวไทยใส่นวัตกรรม พร้อมกับการจัดประกวด ‘รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย’ ขึ้น

และการประกวด ‘รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย’ นี้จัดขึ้นติดต่อกันมานาน 10 ปีแล้ว โดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และ มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ด้วยเล็งเห็นว่าการ ‘จับข้าวไทยใส่นวัตกรรม’ ในรูปแบบต่างๆนี้ นับเป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่ท้าทาย ทำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรธุรกิจ ต้องเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมการผลิตข้าวไทย เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางการบริโภคข้าวให้มากขึ้น พร้อมโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้นได้ด้วยเช่นกัน

แต่ละปีมีสินค้านวัตกรรมที่ผลิตจากข้าวออกสู่ตลาดหลากหลายประเภท ทั้ง กลุ่มเวชภัณฑ์และยารักษาโรค กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ อาหารเพื่อสุขภาพ ไปจนถึงอุปกรณ์เพื่อการสร้างบ้าน ดังนั้น วันนี้ใครที่ยังคิดว่าข้าวมีไว้เพียงเพื่อจำหน่ายและรับประทานแล้วล่ะก็ คงต้องรีบกลับไปสำรวจตามห้างร้านตลาดกันดูใหม่ เพราะว่าชั่วโมงนี้ข้าวไทยไปไกลกว่าที่เราคิดไว้เยอะ และต่อไปนี้ คือ 5 นวัตกรรมระดับรางวัล จากการประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ที่ใครได้เห็น ได้ใช้ ก็ต้องร้องว่า “โอ้โห ข้าวไทย เป็นได้ขนาดนี้เลยหรือ”


เปิดตัวผลงานชนะเลิศ รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ปี 2561 ‘KD Care : ข้าวหอมโปรตีนต่ำพร้อมรับประทาน

สำหรับรางวัลชนะเลิศปี 2561 ตกเป็นของผลงาน “KD Care : ข้าวหอมโปรตีนต่ำพร้อมรับประทาน” ที่เมื่อฟังชื่อแล้วหลายคนอาจคิดว่าเป็นข้าวเพื่อใช้ในการไดเอท หรือควบคุมแคลอรี่สำหรับผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก แต่จริงๆแล้วนวัตกรรมข้าวชิ้นนี้ถูกคิดค้นมาเพื่อผู้ที่กำลังมีปัญหาด้านสุขภาพในกลุ่มผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

โดยผู้คิดค้น คือ บริษัท ไทย นิวทริชั่น เทคโนโลยี จำกัด ได้นำข้าวหอมปทุมธานี ซึ่งมีโปรตีนอยู่ระหว่างร้อยละ 5 – 8 มาผ่านกระบวนการย่อยโปรตีนด้วยเอนไซม์ แล้วนำไปทำให้แห้ง ทำให้ได้ข้าวที่ผ่านกระบวนการดังกล่าวแล้วมีปริมาณโปรตีนน้อยกว่า 1.19 กรัมต่อ 100 กรัม

จากนั้นนำข้าวที่ได้มาบรรจุใน retort cup แล้วผ่านกระบวนการสเตอริไลส์เป็นข้าวพร้อมรับประทาน ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการทดสอบแล้วว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคไต เพราะถ้าผู้ป่วยได้รับปริมาณโปรตีนในข้าวที่รับประทานลดลง ก็ย่อมทำให้ผู้ป่วยสามารถรับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้เพิ่มขึ้น เนื่องจาก จริงๆ แล้วผู้ป่วยโรคนี้ต้องการกรดอะมิโนจำเป็นจากเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพดีไม่ใช่จากพืช


GANFAI แปลงร่างข้าวไทย ให้เป็นวัสดุก่อสร้าง อย่างนี้ก็ได้นะ

ถัดมาเป็นผลงานนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากปี 2560 “GANFAI (Green and Fire Retardant Acoustic Decorative Item)” นวัตกรรมระดับโลกด้านผลิตภัณฑ์ฉนวนกันความร้อนและดูดซับเสียงสำหรับตกแต่งอาคารและที่อยู่อาศัย และเป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกให้กับสถาปนิกและวิศวกร ที่ถ้าบอกใครก็ยากที่จะเชื่อว่า นวัตกรรมชิ้นนี้ทำมาจากข้าวไทย

ฟางข้าวและเยื่อกระดาษเป็นวัสดุหลักที่ใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ฉนวนกันความร้อนและดูดซับเสียงนี้ โดยขั้นตอนการผลิตเริ่มจากการเตรียมแผ่นฉนวนโดยส่วนผสมฟางข้าวกับเยื่อกระดาษในอัตราส่วน 1 : 1 ถึง 4 : 1 แล้วอัดขึ้นรูปโดยแม่พิมพ์ จากนั้นแช่ในสารละลายสารหน่วงไฟ นำไปอบแห้ง ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติน้ำหนักเบาความหนาแน่น 0.12 – 0.18 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร มีค่าความทนแรงดึงสูงสุดถึง 150 นิวตันต่อเซนติเมตร มีค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อนเพียง 0.028 – 0.088 วัตต์ มีค่าความต้านการลุกไหม้ ตามมาตรฐาน ISO 5657 : 1997

นอกจากประสิทธิภาพโดดเด่นเหนือคำบรรยายแล้ว ว่ากันว่าความน่าสนใจของนวัตกรรมชิ้นนี้ยังอยู่ที่ สามารถช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับฟางข้าวได้กว่า 70 เท่ากันเลยทีเดียว


เปลี่ยนโฉมข้าวเหนียวดำเป็น ‘ชุดย้อมสีจากข้าวเหนียวดำสำหรับประเมินรูปร่างอสุจิ & ใช้ในงานนิติวิทยาศาสตร์        

ผลงานชิ้นนี้สร้างความฮือฮาให้วงการแพทย์และวงการนิติวิทยาศาสตร์ไม่น้อย เมื่อมีการนำเอาข้าวเหนียวดำมาสกัดด้วยน้ำที่มีส่วนผสมของ Potassium alum กรดซิตริก และเอทานอล ในกรณีย้อมสีประเมินรูปร่างอสุจิ หรือสกัดด้วยน้ำที่มีส่วนผสมของ Potassium alum ในกรณีย้อมสีตัวอย่างผ้าที่เปื้อนคราบอสุจิ ทดแทนสีสังเคราะห์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ และทดแทนสี Hematoxylin ซึ่งได้มาจากต้นไม้ Log Wood โดยสีย้อมจากข้าวเหนียวดำให้ผลไม่ต่างจากสีสังเคราะห์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังมีความน่าสนใจพี่พบว่าข้าวเหนียวดำ 1 กก. ราคา 50 – 80 บาท สามารถผลิตสีย้อมได้ 250 มิลลิลิตร จำหน่ายในราคา 500 บาท มีขั้นตอนการย้อมสีเพียง 9 ขั้นตอน เมื่อเปรียบเทียบกับสีสังเคราะห์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันราคาอยู่ที่ 5,000 บาท มีขั้นตอนการย้อม 20 ขั้นตอน นวัตกรรมชิ้นนี้จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อห้องปฏิบัติการตรวจพิสูจน์หลักฐาน รวมถึงห้องปฏิบัติการตรวจวัตถุพยานจากคดีข่มขืน ที่จะใช้นวัตกรรมนี้ในการย้อมตัวอย่างจากเศษผ้าที่เปื้อนคราบอสุจิ หรือตัวอย่างสำลีป้ายช่องคลอดจากคดีข่มขืน

ส่วนศูนย์บริการหน่วยผู้มีบุตรยากภาครัฐและเอกชน ยังสามารถนำ ‘BR Staining Kit ชุดย้อมสีจากข้าวเหนียวดำสำหรับประเมินรูปร่างอสุจิและงานนิติวิทยาศาสตร์’ ไปใช้เป็นสีย้อมสำหรับประเมินรูปร่างอสุจิ ซึ่งเป็นปัจจัยในการพิจารณาภาวะมีบุตรยากได้ด้วย


หยิบคุณค่าจากข้าวหอมมะลิ เนรมิตผิวสวยอ่อนเยาว์ สัมผัสได้

มาถึงนวัตกรรมเอาใจคนรักสวยรักงามกันบ้าง บริษัท วธูธร จำกัด ประสบความสำเร็จในการคิดค้น “HERBALIST SIAM : RED JASMINE RICE PHYTO CELL SERIES” ที่นำสารสกัดจากแคลลัสข้าวหอมมะลิแดง ที่มีสารสำคัญในกลุ่มของ Phenolic Compound, Procyanidin, Amino-acid โดยการใช้เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อให้เกิดแคลลัส ทำให้เกิดปริมาณสารสำคัญที่สูงกว่าการสกัดจากเมล็ดข้าว และมีฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าสารสกัดจากเมล็ดข้าวถึง 3 เท่า

จากนั้นเอาแคลลัสที่ได้มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สบู่ ครีม และเซรั่ม ที่ใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติในการผลิตนวัตกรรมชิ้นนี้ โดยใช้ข้าวเปลือก 3 กิโลกรัม นำมาแกะเป็นเมล็ดข้าวสารหอมมะลิแดงได้ 1 กิโลกรัม แล้วใช้ข้าวสารหอมมะลิแดง 1 กิโลกรัม เพาะเลี้ยงแคลลัส ซึ่งจะได้แคลลัส 1 กิโลกรัม นำมาสกัดเพื่อให้ได้สารสกัดจากสเต็มเซลล์ 1 ลิตร

ทั้งนี้ หากประเมินราคาของสารสกัดจะอยู่ที่ 18,000 บาท ต่อ 1 ลิตร และประเมินยอดการใช้สารสกัด 25 กิโลกรัมต่อการผลิตสินค้า 5,000 ชุด (Serum, Cream, Soap) แล้ว จะพบว่ากระบวนการผลิตนวัตกรรมนี้ สามารถช่วยเพิ่มมูลค่าสารสกัดคิดเป็น 900 เท่าของข้าวเปลือกหอมมะลิแดงได้เลย


‘Dr.O Anti-Aging Skin Essence’ ผลิตภัณฑ์ชะลอวัยจาก ขี้เถ้าแกลบข้าว ฝีมือคนไทย

ไม่ใช่แค่การนำเอาข้าวเป็นเม็ดๆ มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายเท่านั้น แต่ของเหลือทิ้งจากกระบวนการแปรรูปข้าวอย่าง ‘ขี้เถ้าแกลบข้าว’ ก็สามารถนำมาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ชะลอวัยได้เช่นกัน

‘Dr.O Anti-Aging Skin Essence’ เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิว Essence ที่เพิ่มประสิทธิภาพในการระงับกลิ่นกาย ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้เป็นผลจากความสำเร็จในการควบคุมปฏิกิริยา oxidation ของร่างกายผู้สูงอายุให้ลดลงได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ด้วยการนำเถ้าแกลบข้าวที่มีซิลิก้าประมาณร้อยละ 70 – 90 มาสกัดด้วยกระบวนการ ultrasonic extraction ซึ่งจะทำหน้าที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ lipoxidase ที่เป็นตัวเร่งในการทำให้เกิดกลิ่น

นอกจากนั้นน้ำด่างเถ้าแกลบยังมีแร่ธาตุต่างๆ ที่ช่วยดูดซับกลิ่นไว้ภายในและภายนอกโมเลกุล โดยจะเกิดปฏิกิริยาสะเทินกรด fatty acid อย่างไรก็ดีนวัตกรรมชิ้นนี้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขี้เถ้าแกลบได้มากถึง 770 เท่า เท่ากับเป็นการนำของเหลือทิ้งจากกระบวนการแปรรูปข้าวมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างชื่นชม ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์นี้ยังสร้างทางเลือกให้ผู้ผลิตภัณฑ์ชะลอวัย ที่จะได้คุณสมบัติในการระงับกลิ่นกายรวมเข้ามาไว้ในผลิตภัณฑ์ชะลอวัยอีกด้วย


ที่มา : รายงานข่าวจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02 – 0175555 เว็บไซต์ www.nia.or.th หรือ Facebook.com/NIAThailand


นวัตกรรมในแวดวงการเกษตร ยังมีอีกหลายเรื่องให้ได้อัปเดตกัน ไปอ่านต่อกันเลย

เปิดกลยุทธ์วิเคราะห์ตลาด ติดปีก การ แปรรูปข้าว ให้ไปไกลได้มากกว่าที่คิด

‘เพิ่มมูลค่ายางพาราไทยในตลาดโลก ด้วยนวัตกรรม’ ทางเลือกทางรอดยุคราคายางตกต่ำ

ดันแผน ‘เกษตรสมัยใหม่ อีอีซี’ มิติใหม่เชื่อมเกษตร ธุรกิจ เทคโนโลยี ไว้ด้วยกัน