พูดถึงทอล์คออฟเดอะทาวน์ตอนนี้ คงไม่มีกระแสข่าวใดมาแรงเท่าสถานการณ์ ‘มหันตภัยฝุ่น PM 2.5’ คุกคามคนกรุงและคนในเมืองใหญ่ทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย ซึ่งจากการมอนิเตอร์หรือติดตามกระแสข่าว ก็มีรายงานอัปเดตสถานการณ์ที่ดูจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ ทั้งจากปัจจัยสภาพอากาศที่ปิด อากาศจึงลอยตัวได้ไม่ดี และปัจจัยก่อฝุ่น PM 2.5 อย่างมลพิษบนท้องถนนจากไอเสียของรถยนต์ที่ไม่ได้ลดน้อยลง ทำให้คุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ในระดับ ‘เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ’ ของคนเมืองทุกเพศทุกวัย นำมาสู่การนำเสนอข่าวเพื่อเป็นทางออกของปัญหา และวิธีการป้องกันตนเองและคนรอบข้างจากฝุ่น PM 2.5 นี้

แน่นอนว่า ‘หน้ากากอนามัย’ เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่คนทั่วไปนิยม ทำให้ตอนนี้หน้ากากอนามัยขายดีเป็นเทน้ำเทท่า โดยทางเว็บไซต์สาลิกา เคยนำเสนอบทความเรื่อง “หลากเทคนิคเลือก ‘หน้ากากอนามัย’ สู้มหันตภัยฝุ่นเมืองใหญ่” ซึ่งนำเสนอวิธีเลือกหน้ากากอนามัยที่ถูกต้องเพื่อสู้ ‘มหันตภัยฝุ่น PM 2.5’ ให้ผู้อ่านได้นำไปปรับใช้เพื่อป้องกันตนเอง

มาในวันนี้ เพื่อสะท้อนแง่มุมการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ปกคลุมเมืองในวงกว้าง ซึ่งก็ต้องอาศัยความร่วมมือของชาวเมืองทุกคนด้วย จึงขออัปเดตความน่ากลัวของปัญหาฝุ่นควันที่ทั่วโลกต้องเผชิญ พร้อมนำเสนอวิธีการสู้มหันตภัยฝุ่น PM 2.5 ของประเทศจีน อีกหนึ่งประเทศที่ต่อสู้กับปัญหาฝุ่นควันพิษมานานหลายทศวรรษ ด้วยการวางมาตรการตอบสนองปัญหาระยะสั้นและระยะยาวมาแชร์กัน


‘มหันตภัยฝุ่น PM 2.5’ ปัญหาสุขภาพที่ก่อตัว คุกคามคนทั่วโลก

จากรายงานเมื่อปี 2018 ของ องค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า ประชากรโลก 9 ใน 10 คน หายใจเอาอากาศปนเปื้อนมลพิษเข้าไป และระดับมลพิษทางอากาศยังอยู่ในระดับสูง ‘อย่างอันตราย’ ในหลายภูมิภาคของโลก และยังมีการประเมินไว้ด้วยว่า การใช้ชีวิตท่ามกลางมลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากถึง 7 ล้านคน ในปี 2016

ตามฐานข้อมูลล่าสุดขององค์การอนามัยโลกในปีดังกล่าว เมืองกันเปอร์ ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย มีสภาพอากาศย่ำแย่ที่สุดในโลก โดยมีระดับฝุ่นละออง PM 2.5 เฉลี่ยทั้งปีที่ 173 มก./ลบ.ม (ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ซึ่งนับว่าสูงกว่าระดับปลอดภัยถึง 17 เท่า ขณะเดียวกัน จากการจัดอันดับเมืองที่มีค่าฝุ่นละอองสูงที่สุด 20 อันดับแรกของโลก ยังมีอีก 14 เมืองจากอินเดียติดอันดับ เช่น ฟาริดาบัด พาราณสี คยา นอกจากนี้ยังมีเมืองที่อยู่ในจีน คูเวต และมองโกเลีย ร่วมด้วย

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องปัญหาฝุ่นพิษนี้ องค์การอนามัยโลกระบุว่า ทุกประเทศทั่วโลกตื่นตัวกับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศเพิ่มขึ้นไม่น้อย โดยตั้งแต่ปี 2016 มีจำนวนเมืองที่ตรวจวัดสภาพอากาศและส่งข้อมูลให้องค์การอนามัยโลกเพิ่มขึ้นถึง 1,000 แห่ง จากทั่วโลก ทว่า สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากการเปิดเผยฐานข้อมูลครั้งนี้ คือ องค์การอนามัยโลกยังขาดข้อมูลด้านสถิติของมลพิษทางอากาศในหลายภูมิภาค อย่างเช่น ภูมิภาคอาเซียน ที่มีข้อมูลอยู่ไม่ถึง 50 เมือง

ยิ่งบริบทของไทย ตามฐานข้อมูลขององค์การอนามัยโลกในปีดังกล่าว มีเพียง 18 จังหวัดเท่านั้นที่มีข้อมูลคุณภาพอากาศ โดยจังหวัดที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สระบุรี เชียงใหม่ นครสวรรค์ เชียงราย และเลย

ดังนั้น นี่อาจมีอิทธิพลต่อการรับรู้โดยรวม แต่ก็ยังไม่จริงจังมากพอที่จะบอกว่า ปัญหาฝุ่นควันพิษส่งผลต่อสุขภาพในระดับประเทศซึ่งพบได้ทุกภาคในไทย เราจึงต้องให้ความสำคัญในการแก้ไข มหันตภัยฝุ่น PM 2.5 อย่างที่ชาวไทยพบเจอกันในขณะนี้ 


รีวิวมาตรการรับมือ ‘มหันตภัยฝุ่น PM 2.5’ ของประเทศจีน เมืองที่ต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นควันมาหลายทศวรรษ

เมื่อมองไปยังประเทศทั่วโลก ก็พบว่าประเทศจีน เป็นอีกหนึ่งประเทศในลำดับต้นๆ ที่ประชากรต้องทนทุกข์ทรมานจากปัญหาฝุ่นควันพิษทำร้ายสุขภาพ สาเหตุหลักส่วนหนึ่งเป็นเพราะการพัฒนาเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด นำมาซึ่งปัญหามลพิษทางอากาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ของจีนล้วนมีค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกแทบทั้งสิ้น

วิกฤตปัญหาหมอกควันในจีนที่เรื้อรังได้ทวีความรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในปี 2015 ค่าฝุ่นละอองขนาด PM 2.5 พุ่งสูงถึง 568 ไมโครกรัม ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยรวมทั้งประเทศ และที่เมืองเสิ่นหยาง ค่าฝุ่นละอองขนาด PM 2.5 พุ่งสูงเกินกว่า 1400 ไมโครกรัม

ด้วยเหตุนี้ ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา จีนจึงประกาศสงครามกับปัญหาหมอกควันแบบตาต่อตาฟันต่อฟันมาโดยตลอด แต่ก็มีการประมาณการกันว่า จีนต้องใช้งบประมาณราว 2 แสนดอลลาร์ หรือประมาณ 7 ล้านล้านบาทจึงจะลดปัญหาหมอกควันได้

เฉพาะที่ เมืองปักกิ่ง แค่เมืองเดียว ทางการจีนก็เตรียมโครงการลดปัญหาหมอกควันภายใน 5 ปี ไว้มากถึง 81 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการลดการใช้พลังงานถ่านหินลงครึ่งหนึ่ง ลดจำนวนรถบนท้องถนน ตลอดจนแนะนำหรือผลักดันให้ขนส่งสินค้าทางเครื่องบิน ควบคู่ไปกับการกระตุ้นและควบคุมไม่ให้โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยควันเสียในที่สาธารณะด้วย

จากบทความเรื่อง “ดูวิธีแบบจีนสไตล์ อยู่และจัดการปัญหาหมอกควัน” บนเว็บไซต์ประชาธรรม โดย อานนท์ ตันติวิวัฒน์ ได้รีวิวไอเดียการจัดการหมอกควันของจีนที่คัดมาบางส่วนจากทั้งทางรัฐบาลจีน นักวิชาการ เอ็นจีโอ และคนจีน ซึ่งมีตั้งแต่วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบบ้าระห่ำ ไปจนถึงการพยายามเปลี่ยนโครงสร้างกฎหมายสิ่งแวดล้อม เพื่อเอาชนะปัญหาหมอกควันให้ได้ โดยวิธีที่เราคัดเลือกมาแนะนำ มีทั้งแบบที่แปลกและมีเหตุผล ดังนี้

  • บาร์บีคิว อาหารต้องห้ามช่วงมีปัญหาหมอกควัน

เมื่อต้นปี 2013 รัฐบาลจีนได้ร่างข้อเสนอแนวทางการลดปัญหาหมอกควันหลายเรื่อง และหนึ่งในข้อเสนอที่สร้างกระแสความไม่พอใจให้กับชาวเมืองปักกิ่ง คือ กฎหมายที่ห้ามย่างบาร์บีคิว ซึ่งออกมาพร้อมกับการรณรงค์ให้ชาวจีนลดการบริโภคอาหารปิ้งย่าง และทันทีที่กฎหมายนี้ออกมา ก็โดนวิพากษ์วิจารณ์ผ่านสื่อออนไลน์ทุกช่องทางอย่างหนัก ในทำนองที่ไม่เชื่อว่าหมอกควันจะลดลงเมื่อไม่มีการย่างบาร์บีคิว และมองว่ารัฐบาลไม่ควรมาแก้ปัญหาที่ตัวบุคคล แต่ควรไปแก้ปัญหาที่ภาคอุตสาหกรรมให้รับผิดชอบการปล่อยมลพิษออกมามากกว่า

  • ใช้โดรนพ่นสารกำจัดหมอกควัน

นอกจากกฎหมายแปลกๆ แล้ว จีนยังยืมมือเทคโนโลยีแห่งยุคอย่างโดรน ขึ้นไปพ่นสารเคมีบนชั้นบรรยากาศ เพื่อกำจัดหมอกควันในช่วงที่เกิดปัญหาหมอกควันติดต่อกันหลายปี โดยสารเคมีตัวนี้ เมื่อถูกพ่นออกไปแล้วก็จะจับกับตัวฝุ่นควันทำให้ฝุ่นควันค่อยๆ เคลื่อนตัวตกลงมายังพื้นดิน

เมื่อเดือนเมษายน ปี 2014 บริษัท Aviation Industry Corporation of China พัฒนาโดรนพ่นสารกำจัดหมอกควันขึ้น และทดสอบร่วมกับตัวแทนรัฐบาล ซึ่งต่อมา บริษัทที่พัฒนาโดรนตัวนี้อ้างว่า ได้พัฒนาโดรนพ่นสารกำจัดหมอกควันจนมีต้นทุนที่ถูกกว่าเดิมถึงร้อยละ 90 และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นี่จึงนับเป็นต้นแบบการแก้ปัญหาฝุ่นควันด้วยนวัตกรรมที่น่านำไปปรับใช้ โดยร่วมมือกับภาคเอกชนที่ทำธุรกิจด้านการผลิตโดรน และสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนด้านวิศวกรรม เพื่อการพัฒนาโดรนที่มีประสิทธิภาพมาช่วยแก้ปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้น

  • ติดสปริงเกอร์ขนาดยักษ์ ทำฝุ่นควันให้เจือจาง

ขณะที่ตอนนี้หลายเขตในกรุงเทพฯ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการฉีดน้ำกำจัดฝุ่นควัน แต่ในประเทศจีน ใช้น้ำแก้ปัญหาฝุ่นควันในเมืองใหญ่และมุ่งหมายผลเป็นวงที่กว้างกว่า โดย Yu Shaocai นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ได้เสนอวิธีการใช้น้ำจัดการกับมลพิษทางอากาศ ผ่านบทความทางวิชาการในหัวข้อ Environmental Chemistry Letters ด้วยการติดสปริงเกอร์ขนาดยักษ์บนตึกสูงแล้วฉีดน้ำลงมา ซึ่งการติดสปริงเกอร์จะทำให้เราสามารถควบคุมการเปิดปิดน้ำได้ตามต้องการ นอกจากนั้น การติดสปริงเกอร์ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้การกำจัดฝุ่นละอองขนาด PM 2.5 ที่ลอยอยู่ในอากาศไม่เกิน 300 ฟุตจากพื้นดิน ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และการใช้สปริงเกอร์ยังสามารถกำหนดพื้นที่ได้อีกด้วย

  • พัฒนาแอปพลิเคชันตรวจเช็คสภาพอากาศ มอนิเตอร์ไปที่ภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก

แน่นอนว่าการสร้างแอปพลิเคชันรายงานสภาพอากาศ หรือตรวจเช็คปริมาณมลพิษในอากาศ อาจไม่ใช่สิ่งที่แปลกใหม่เพราะประเทศอื่นก็ใช้กัน แต่บริบทที่จีนได้ออกแบบแอปพลิเคชันรายงานสภาพอากาศ นับเป็นการนำเสนอผลลัพธ์ในอีกแง่มุมที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะในเมื่อตัวการที่ก่อปัญหาฝุ่นควันพิษในอากาศที่สำคัญคือ ภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น จึงควรมีแอปพลิเคชันตรวจเช็คสภาพอากาศเพื่อควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมไม่ให้ปล่อยควันเสีย และเมื่อแอปนี้ตรวจเช็คเจอฝุ่นหรือควันเสียเกินปริมาณที่กำหนดก็ต้องมีบทลงโทษทางกฎหมายด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม การสร้างแอปพลิเคชันทำนองนี้และนำไปบังคับใช้ก็พบว่ามีปัญหา เพราะโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่งติดสินบนเจ้าหน้าที่เพื่อไม่ให้ตรวจพบการกระทำผิด ทำให้ไม่เกิดผลในการบังคับใช้อย่างแท้จริง แต่ก็ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่จำเป็นต้องต่อสู้และรณรงค์เพื่อให้มาตรการนี้มีผลบังคับใช้ เพื่อบรรเทาปัญหามลพิษทางอากาศในระยะยาวต่อไป

แม้ว่าการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยควันเสียอาจต้องพบอุปสรรคและไม่สามารถทำให้จีนแก้ไขปัญหาหมอกควันได้เร็ววัน แต่อย่างน้อยปรากฏการณ์นี้ก็ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศ เพราะประเทศที่พยายามปิดกั้นข้อมูลมาโดยตลอด กลับเริ่มทำข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณะ สะท้อนให้เห็นว่าจีนจริงจังกับแก้ไขปัญหาหมอกควันมากแค่ไหน ในขณะที่บ้านเรา บางพื้นที่ยังสาละวนกับการฉีดน้ำใกล้กับเครื่องวัดคุณภาพอากาศเพื่อให้ค่าฝุ่นควันลดลง

  • เปลี่ยนเพื่ออนาคตลูกหลาน ใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

มาถึงไอเดียของผู้ประกอบการที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นควัน ด้วยการริเริ่มผลิต วัสดุก่อสร้างที่มีประสิทธิภาพช่วยกรองอากาศ รวมถึงมีการร่วมมือกันออกแบบอาคารสีเขียว ที่มีส่วนช่วยทำให้อากาศสะอาดอีกด้วย โดยทฤษฎีการสร้างอาคารช่วยกรองอากาศซึ่งนำไปสู่การผลิตและพัฒนาวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในจีนนั้น เกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2016 โดย Kaier New Materials บริษัทในจีนที่ออกมาประกาศว่า จะพัฒนาการสร้างวัสดุเคลือบตึกที่สามารถย่อยสลายมลพิษทั้งฝุ่นละออง PM 2.5 คาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และแร่ธาตุ

และบริษัทนี้ก็ได้ออกแบบและสร้างอาคารต้นแบบโดยใช้สีที่มีส่วนผสมของสารเคมี ไทเทเนียมไดออกไซด์ (titanium dioxide) ซึ่งสารเคมีตัวนี้สามารถกลืนกินไนโตรเจนออกไซด์ สารพิษหลักที่ก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศด้วยการทำให้ระเหยไปอย่างมีประสิทธิภาพ

  • ปรับแผนการใช้พลังงานถ่านหินของชาติ ให้เป็นมิตรกับธรรมชาติ ตัดวงจรการเกิดฝุ่นควัน

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า เพื่อประกาศสงครามกับฝุ่นควันอย่างจริงจัง ทางการจีนมีความพยายามมาตลอดในการเปลี่ยนโครงสร้างทางกฎหมายสิ่งแวดล้อม ผ่านการปรับแผนลดมลพิษทางอากาศของจีนในรอบ 5 ปี โดยแผนปี 2012-2017 ที่ผ่านมา ทางรัฐบาลจีนได้ตั้งเป้าลดควันพิษให้ได้ร้อยละ 10 ซึ่งสิ่งหนึ่งที่จีนเดินหน้าเปลี่ยน คือ การเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานถ่านหินไปสู่พลังงานที่สะอาด และปักกิ่งก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นเมืองนำร่องสนองตอบนโยบายนี้ทันที โดยตั้งเป้าว่าจะลดการใช้พลังงานถ่านหินในเมืองนี้ลงครึ่งหนึ่งให้ได้

เมื่อช่วงต้นปี 2016 เมืองเหอเป่ยซึ่งอยู่ติดกับเมืองปักกิ่ง และเป็น 1 ใน 10 เมืองที่ปล่อยมลพิษมากที่สุดในจีน ออกกฎหมายห้ามดำเนินโครงการก่อสร้างที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงซึ่งก่อให้เกิดมลพิษ เช่น ถ่านหิน น้ำมันที่มีความหนาแน่นสูง (heavy oil) รวมถึงมีนโยบายผลักดันให้สิ่งปลูกสร้างที่ต้องพึ่งพาพลังงานแบบเดิม เปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด โดยกระตุ้นให้หันมาใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์และก๊าซธรรมชาติ และตั้งเป้าว่าจะลดค่าฝุ่นควันขนาด PM 2.5 ให้ได้ร้อยละ 6 และลดการใช้ถ่านหินประมาณ 5 ล้านตัน ให้ได้ภายในปี 2016 ซึ่งจากการตั้งเป้าเช่นนี้ไว้ เมื่อสิ้นระยะเวลาและมีการประเมินก็พบว่า ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

  • ออกมาตรการจัดระเบียบยานพาหนะและการจราจรบนท้องถนน ลดปัญหาฝุ่นควัน

ปัจจัยที่เป็นตัวการก่อปัญหาฝุ่นควันพิษไม่น้อยกว่าภาคอุตสาหกรรมก็คือ ควันเสียจากยานพาหนะและการจราจรบนท้องถนน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่การจัดการเรื่องการจราจรบนท้องถนน จะเป็นเรื่องที่จีนให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ ด้วยการออกกฎหลายรูปแบบ ดังนี้

หนึ่ง ออกกฎกำหนดค่ามาตรฐานการปล่อยไอเสีย ย้อนกลับไปในปี 2013 เมืองปักกิ่งเป็นเมืองแรกที่นำค่ามาตรฐานการปล่อยควันในยุโรปมาเป็นแนวทางตั้งค่ามาตรฐานบังคับใช้ โดยจะไม่แจกทะเบียนรถที่ไม่เป็นไปตามค่ามาตรฐาน นอกจากนี้ใครที่ขับรถปล่อยมลพิษเกินค่ามาตรฐานจะต้องถูกปรับ 100 หยวน หรือประมาณ 500 กว่าบาททันทีที่ถูกตรวจพบ

สอง ตรึงราคาน้ำมันให้สูงกว่าราคาโลก เพื่อลดการใช้ยานพาหนะ

สาม สลับรถวิ่งบนท้องถนนในวันคู่-วันคี่ ตามเลขทะเบียนที่ลงท้าย

สี่ ซื้อรถเก่าไปทำลาย รถป้ายทะเบียนสีเหลืองของจีนคือ รถเก่า ซึ่งเป็นรถยนต์หรือรถบรรทุกที่ปล่อยมลพิษและจะต้องปลดระวางตามกฎหมายจีน

ห้า หนุนใช้รถพลังงานไฟฟ้า อย่างในเขตเมืองปักกิ่ง ก็มีการออกนโยบายกระตุ้นให้คนหันมาใช้รถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าตั้งแต่ช่วงปลายปี 2015 โดยกำหนดว่าใครใช้รถพลังงานไฟฟ้าจะสามารถวิ่งได้ทุกเวลา แม้แต่ในช่วงประกาศใช้นโยบายวิ่งรถวันคู่ หากคุณภาพอากาศอยู่ในภาวะวิกฤต


ที่สุดแล้ว เราต้องขอบคุณบทความของ อานนท์ ตันติวิวัฒน์ จากเว็บไซต์ประชาธรรม ที่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามและความตระหนักของเพื่อนร่วมโลกอย่างชาวจีน ในฐานะผู้ประสบภัยที่มีประสบการณ์มายาวนานหลายสิบปี กับความพยายามของทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อจัดการปัญหาฝุ่นควันพิษ ซึ่งในบทสรุปของบทความนี้ยังกล่าวถึงการที่ชาวจีนถ่ายทอดให้ชาวโลกได้เห็นถึงความพยายามที่จะอยู่กับปัญหาของคนจีนและการเอาชนะปัญหาด้วยการพึ่งพาตัวเองด้วย

โดย เซาท์ไซน่ามอร์นิ่งโพสต์ ได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ นางวู หุย หญิงชาวปักกิ่ง ที่เล่าว่า ภายใน 1 ปี เธอใช้เงินราว 20,000 หยวน (108,730 บาท) เพื่อซื้ออุปกรณ์ป้องกันหมอกควัน แถมการเปิดเครื่องกรองอากาศทั้งวันทำให้เธอจ่ายค่าไฟฟ้าสิ้นเดือนราว 200 หยวน(1,100 บาท) และเธอยังซื้อหน้ากากช่วยหายใจแบบใช้แล้วทิ้ง 50 ชิ้น ราคา 285 หยวน(1,500 บาท) แต่ผลคือ เธอ และลูกชายวัยสามขวบของเธอป่วยจากหมอกควัน ทำให้ต้องจ่ายค่ารักษาราว 500 หยวน (2,700บาท) อยู่ดี

ดังนั้น ขอใช้พื้นที่บทความนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ที่ทุกภาคส่วนจะต้องประกาศสงครามกับปัญหาฝุ่นควันพิษที่คุกคามชาวโลกอยู่ ด้วยสรรพปัญญา สรรพกำลังที่มี อย่างน้อยแม้จะไม่เห็นผลในยุคเราๆท่านๆ แต่อาจเกิดผลในรุ่นลูกรุ่นหลานที่พวกเขาจะได้มีอากาศดีๆ ไว้ให้หายใจบ้าง ก็คงจะดีไม่น้อย


ที่มา : เรียบเรียงจากบทความเรื่อง “ดูวิธีแบบจีนสไตล์ อยู่และจัดการปัญหาหมอกควัน” เผยแพร่บนเว็บไซต์ประชาธรรม โดย อานนท์ ตันติวิวัฒน์ (https://prachatham.com/article_detail.php?id=)

ข้อมูลอ้างอิง : https://www.bbc.com/thai/international-43987154


อัปเดตวิธีเอาชนะทุกปัญหาสุขภาพกันต่อ 

หลากเทคนิคเลือก หน้ากากอนามัย สู้มหันตภัยฝุ่นเมืองใหญ่

ทำความรู้จักคอมมูนิตี้ในซานฟรานซิสโก รักษา ‘ซึมเศร้า’ โดยผสานศาสตร์ ‘ฝังเข็ม ชี่กง และเทคโนโลยี TMS’

บอกลา Office Syndrome ด้วย ‘Pomodoro Technique’