การรักษาผลประโยชน์ของชาติที่แท้จริงในโลกปัจจุบันนั้น ไม่ต้องไปเขียนกฎหมายในรัฐสภาให้วุ่นวาย แต่ต้องไปหา ‘ผู้ปฏิบัติ’ เพื่ออนาคต และสิ่งที่สำคัญคือ ‘การปรับแนวคิดมาสู่การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง’ มากกว่ารอรับผลกระทบจากผู้เล่นรายใหญ่ของภูมิภาคแล้วค่อยมาหาทางออก ซึ่งรัฐอุกกาบาตส่วนใหญ่จะเจอปัญหานี้ เนื่องจากขาดการปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับภูมิรัฐศาสตร์ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา


อย่างในปี 2019 นี้ ทีมงานของทรัมป์ปรับปรุงกลยุทธ์ใหม่เพื่อโต้ตอบความสัมพันธ์กับมอสโควและปักกิ่ง ซึ่งเป็นผู้เล่นหลักที่กำหนดดุลยภาพในโลก ทั้งด้านการทหาร สันติภาพ และเศรษฐกิจ หากสังเกตด้านการทหาร เพนตากอนใช้แนวทางอดีตในช่วงสงครามเย็น คือ การต่อสู้แข่งขันด้านอาวุธ แม้ว่าสหรัฐจะไม่มีหลักประกันว่าจะได้รับชัยชนะก็ตาม เพราะด้านอาวุธที่มีความเร็วเหนือเสียงในขณะนี้ สหรัฐมีเทคโนโลยีที่ตามหลังรัสเซียอยู่ 15 ปี

แต่สหรัฐคาดหวังแค่การทำลายเศรษฐกิจของรัสเซีย โดยเชื่อว่าหากสหรัฐออกจาก สนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (Intermediate-Range Nuclear Forces Treaty : INF) เมื่อไร รัสเซียจะเร่งเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร ทำให้ขาดงบประมาณสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เมื่อนั้นก็จะเกิดการประท้วง จลาจลที่นำไปสู่การเปลี่ยนรัฐบาล ซึ่งอาจเป็นรัฐบาลที่เพนตากอนสามารถควบคุมได้หรือเจรจาได้ง่ายกว่ารัฐบาลปูติน 

ระยะทางที่ประกาศไว้ของนิวเคลียร์พิสัยกลางคือ 480 กม. แต่จริงๆ แล้ววอชิงตันต้านไม่อยู่ จึงขอถอนตัวจากสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง สืบเนื่องมาจากการเปิดตัวขีปนาวุธอแวนการ์ดของรัสเซีย ทำให้เพนตากอนต้องยอมรับความท้าทายและพร้อมจะทำงานกับอาวุธที่มีความเร็วเหนือเสียง การกระจายทรัพยากรสูงสุดจึงต้องเข้าสนับสนุนการแข่งขันด้านอาาุธ หลังจากกลยุทธ์ที่วางไว้ไม่สามารถช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้เพนตากอนได้

การแข่งขันอาวุธใหม่จึงเริ่มขึ้นแล้ว พร้อมกับการทำให้ราคาน้ำมันถูกลงคือ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยเพนตากอนมองว่ารัสเซียพึ่งพาวัตถุดิบเป็นหลัก ราคาน้ำมันจึงน่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจในรัสเซีย ดังนั้น จึงจ้องที่จะทำให้รัสเซียประสบปัญหางบประมาณ เนื่องจากรัสเซียสามารถควบคุมปริมาณการผลิตน้ำมันกับโอเปกและเป็นผู้คุมเกมการผลิตที่สำคัญ แต่เอลริยาดคงไม่ยอมเพราะส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ 

ในขณะที่ประสบการณ์การคว่ำบาตรอิหร่าน ไม่ได้พิสูจน์ว่า กลยุทธ์ของเพนตากอนนั้นถูกต้อง เพราะอิหร่านสามารถเพิ่มยอดการค้าของตนเองในทะเลสาบแคสเปียนได้กว่าร้อยละ 40 และอินเดียก็ตกลงซื้อขายน้ำมันกับอิหร่านด้วยเงินรูปี แทนการชำระเงินระหว่างประเทศผ่านระบบ SWIFT 

ที่สำคัญการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจนั้นเกี่ยวข้องกับการซื้อและโอนเทคโนโลยี เมื่อก่อนฝั่งตะวันตกเป็นผู้จำหน่ายหลัก แต่ในปัจจุบันทั้งจีนและเกาหลีใต้เป็นผู้จำหน่ายเทคโนโลยี ในขณะที่รัสเซียเร่งแก้ปัญหาการนำเข้าเทคโนโลยีด้วยตนเองและให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ในฝั่งตะวันออกมากกว่า โดยเฉพาะการควบคุมตลาดพลังงาน อาวุธ และอาหารแปรรูป

นั่นหมายความว่าเป็นการต่อสู้กันในด้านเทคโนโลยี การเพิ่มมูลค่า การแปรรูป และการเพิ่มแรงงานการผลิต แม้ว่ารัสเซียยังมีปัญหาด้านแรงงานและการสร้างความร่วมมือในโครงการเส้นทางการค้าระหว่างประเทศก็มักจะถูกยั่วยุหรือสกัดกั้นเม็ดเงินลงทุนโดยสหรัฐและพันธมิตร 

ในขณะที่เพนตากอนใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกับปักกิ่ง เนื่องจากจีนไม่ได้เป็นผู้เล่นด้านอาวุธเหมือนรัสเซีย จึงไม่ถือเป็นคู่แข่งทางทหารอย่างจริงจัง แต่ในด้านเศรษฐกิจและการเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี สหรัฐให้การยอมรับว่า เป็นอันตราย คือเมื่อก่อนสหรัฐให้จีนเป็นแค่ ‘โรงงานโลก’ เพื่อการผลิตสินค้าต้นทุนต่ำตามคำสั่งซื้อของบริษัทในสหรัฐ อย่างการผลิตชิ้นส่วนที่ราคาไม่แพง แต่จีนทิ้งกลยุทธ์ดังกล่าวไปสู่กลยุทธ์ Made in China 2025 จึงมีการจัดสรรทรัพยากรขนานใหญ่ ด้วยเป้าหมายที่จะขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอย่างหลากหลาย รวมถึงเทคโนโลยีขั้นสูง ขณะที่สหรัฐไม่ต้องการให้ใครขึ้นมาเป็นผู้นำนอกจากตนเอง

เรื่องนี้ส่งผลให้การส่งออกสินค้าถูกจำกัดอย่างรุนแรง โดยอุปกรณ์ไฮเทคของยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมจีนแบรนด์ หัวเว่ย และ ZTE ถูกสั่งห้ามจัดจำหน่ายในสหรัฐ แม้ว่าสหรัฐจะต้องประสบปัญหาในการปรับใช้เครือข่าย 5G ก็ตาม

ส่วนกลยุทธ์ที่สองคือ One Belt One Road (OBOR) หรือ โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน ซึ่งสหรัฐไม่ชอบอย่างมาก โดยเชื่อว่าจะช่วยให้จีนวางแผนการแบ่งงานการทำเส้นทางการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศและระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ จีนยังวางแผนที่จะควบคุมเส้นทางการจัดส่งวัตถุดิบที่จำเป็นและตำแหน่งที่ตั้งของวัตถุดิบ สิ่งนี้มีความสำคัญสำหรับประเทศจีน เนื่องจากเมื่อเกิดความตึงเครียดในด้านความสัมพันธ์กับสหรัฐ สหรัฐสามารถสกัดจีนออกจากเส้นทางทางทะเลได้อย่างง่ายดาย แม้ในช่วงเวลาสั้นๆ จีนก็ประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้

นอกเหนือจากประโยชน์ต่อจีนแล้ว OBOR ยังให้ประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ และเป็นแรงผลักดันใหม่ที่ช่วยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ต่างจากเดิมที่เศรษฐกิจโลกขยับตัวจากการเติบโตของ GDP ในแต่ละประเทศ 

การเติบโตของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ส่งผลให้การขนส่งของทุกประเทศที่เข้าร่วม ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก อย่างจีน อินเดีย อาเซียน และสหภาพศุลกากรยูเรเชีย นำไปสู่การเจรจาสงครามการค้าอาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เพนตากอนคิดว่าจะทำสงครามกับทั้ง 2 ประเทศนี้อย่างไรให้บรรลุประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ที่จีนสามารถยอมรับได้และให้ตนเองนั้นได้เปรียบด้านการทำธุรกรรมทางการค้าสูงสุด หลังจากนั้นก็เข้าร่วมการแข่งขันทางอาวุธกับรัสเซีย ซึ่งเป็นแนวทางที่เคยนำมาใช้แล้วประสบความสำเร็จในช่วงของสงครามเย็น ส่งผลให้รัสเซียอ่อนแอและจีนก็ไม่สามารถรับภาระดังกล่าวนั้นได้ ซึ่งก็ต้องรอดูกลยุทธ์ของทรัมป์ที่จะเปิดตัวใหม่เร็วๆ นี้ต่อไป

ส่วนรัฐบาลกรุงเทพฯ คงต้องหันมาสนใจโครงการระดับชาติตามเทรนด์ดังกล่าว ด้วยการแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศที่อยู่ตาม OBOR และใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มมูลค่าแรงงานในอุตสาหกรรมที่เราถนัด ในรูปแบบที่สอดคล้องกับโครงการระดับทวีปมากยิ่งขึ้น


ความเหลื่อมล้ำ เกษตรกร ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย เรื่อง : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย