“เมืองหลวงควันและฝุ่นมากมาย
พี่สูดดมเข้าไป ร่างกายก็เป็นภูมิแพ้
ผู้หญิงที่กรุงเทพฯ ก็อันตราย
เพราะพวกเธอหลายใจ หัวใจพี่เองก็แพ้”

บทเพลง “ภูมิแพ้กรุงเทพฯ” ของ “ป้าง” นครินทร์ กิ่งศักดิ์ กลับมากระหึ่มอีกครั้ง หลังวิกฤตการณ์ “ฝุ่นพิษ กทม.” พร้อมกับ “หมอกหรือควัน” เพลงอมตะของ “พี่เบิร์ด” ธงไชย แมคอินไตย์


สำหรับคอหนัง ใครที่เคยดูภาพยนตร์เรื่อง The Mist (2007) แล้วอยากแทนตนเองเป็นตัวละครในท้องเรื่องที่กำลังสยองกับ “หมอกและควัน” ของกรุงเทพฯ ยามนี้ ก็คงจะไม่แตกต่างกันมากนัก

“โรคภูมิแพ้กำเริบจนทนไม่ได้
หมอก็ขอให้หนีจากกรุงเทพฯ ไป
พี่เลือกมาจังหวัดนี้
พราะเห็นว่าอากาศดีกว่าที่ใด”

The Mist (2007)
อย่างไรก็ดี หลายคนอาจไม่ทราบว่า “กรุงเทพฯ” ไม่ใช่เมืองที่มี “ฝุ่นพิษ” มากที่สุดในประเทศไทย ดังนั้น ถ้า “ชาวกรุงเทพฯ” จะหนี “ฝุ่นพิษ” ไปตากอากาศต่างจังหวัดสุดสัปดาห์นี้ โปรดพิจารณาข้อมูลอีกทีก็ดี

เพราะ “กรุงเทพฯ” ไม่ใช่เมืองที่มี “ฝุ่นพิษ” มากที่สุดนะครับ “สระบุรี” ต่างหากที่ครองแชมป์ฝุ่นมลพิษขนาดต่ำกว่า 2.5 ไมครอนสูงที่สุด

เหตุผลหลักก็คือ “สระบุรี” เป็นฐานที่มั่นของบริษัทผลิตปูนซิเมนต์ มีการระเบิดภูเขาเพื่อเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตปูนซิเมนต์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ มาหลายสิบปีแล้ว

“เมืองฝุ่นพิษ” อันดับสองของไทยในเวลานี้ แน่นอนต้องเป็น “กรุงเทพมหานคร” ตามด้วย “สมุทรสาคร” “ราชบุรี” และ “เชียงใหม่” ส่วนค่าเฉลี่ยทั่วไทย พบว่าเกินมาตรฐาน WHO: World Health Organization หรือ “องค์การอนามัยโลก”


“องค์การอนามัยโลก” คาดการณ์ว่า
นับจากนี้ประชากรโลก 92%
หรือราว 6.76 พันล้านคน
อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศ

โดยเกือบ 90% คนที่เสียชีวิตจากมลพิษในอากาศอาศัยอยู่ในประเทศที่มีรายได้น้อยถึงรายได้ปานกลาง เช่น กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มแปซิฟิกตะวันตกรวมถึงจีน ที่มีแนวโน้มระดับความเข้มข้นของค่าฝุ่นละออง PM 2.5 เพิ่มสูงขึ้น

อีกทั้งเมืองใหญ่ของโลกจำนวน 30 เมืองเป็นเมืองที่ก่อให้เกิด “ฝุ่นพิษ” มากที่สุด โดย 25 แห่งอยู่ในทวีปเอเชีย


จากการคาดการณ์ปริมาณผู้เสียชีวิตในพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว “องค์การอนามัยโลก” จึงสรุปว่า ภัยร้ายจากมลพิษทางอากาศนี้มีอันตรายมากกว่าโรคเอดส์หรือเชื้ออีโบลา

และไม่ต้องตกใจหรือภูมิใจ เพราะ “คนกรุงเทพฯ” ไม่ใช่ประชากรกลุ่มแรกของโลกที่เคยเผชิญ “วิกฤตการณ์ฝุ่นพิษ” อย่างแน่นอน

เพราะ “ชาวลอนดอน” ในยุคทศวรรษที่ 1950 เคยสับสนกับ “หมอกหรือควัน” เหมือนกันแฟนเพลง “พี่เบิร์ด” ในบ้านเราเวลานี้มาก่อนเช่นกัน

นั่นคือเหตุการณ์ที่มีชื่อว่า Pea soup fog

ว่ากันว่า ปัจจัยหลักของ Pea soup fog ที่ปกคลุมไปทั่ว “ลอนดอน” ในขณะนั้น เกิดจากไอพิษของ “ถ่านหิน” เป็นหลัก สมทบด้วยปล่องของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม เครื่องยนต์โซลา และที่แทบไม่น่าเชื่อก็คือ ควันบุหรี่ ของ “ชาวลอนดอน” เอง

ปรากฏการณ์เช้าวันที่ 5 ธันวาคม ปี 1952 ใน “ลอนดอน” ไม่ต่างจากเช้าวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2562 ของกรุงเทพฯ เมื่ออยู่ๆ “คนกรุงเทพฯ” ก็ตื่นมาพบกับ “ฝุ่นพิษ” ปกคลุมทั่วพื้นที่ และพากันสับสนว่า นี่มัน “หมอกหรือควัน” กันแน่

อีกสาเหตุหนึ่งของการเกิด Pea soup fog เช่นเดียวกับบ้านเราเมื่อต้นสัปดาห์ก็คือ ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน ได้มีปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่า Anticyclone หรือการเกิดลมสัญจรวงกว้างรอบๆ บริเวณความกดอากาศสูง สภาพเช่นนี้ทำให้เกิดสภาพแรงกดไม่ให้ลมพัดขึ้นไปด้านบน ดังนั้น ฝุ่นควันมลพิษต่างๆ จึงลอยต่ำและอบอวลอยู่เหนือท้องฟ้า “พระนคร” ยามนี้

วิกฤตการณ์ Pea soup fog ที่ “ลอนดอน” คร่าชีวิตพลเมืองอังกฤษไปกว่า 10,000 คน จากโรคปอดเป็นหนอง และอีกเกือบ 100,000 คนที่ต้องป่วยหนักจากโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ

จาก “ลอนดอน” ขอข้ามมา “ปักกิ่ง”


“วิกฤตการณ์ฝุ่นพิษ” ในปี ค.ศ. 2015
ของ “ปักกิ่ง” มีสาเหตุมาจาก
ควันพิษของ “ถ่านหิน”
เช่นเดียวกับที่ “ลอนดอน”


นอกจาก “ปักกิ่ง” มีรายงานว่าในปีดังกล่าว เมืองอื่นๆ อีกเกือบ 300 เมืองต่างต้องเผชิญหน้ากับ “วิกฤตการณ์ฝุ่นพิษ” ปัจจัยหลักมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของจีน ทำให้สภาพแวดล้อมของประเทศ เช่น น้ำ ดิน โดยเฉพาะอากาศ ได้รับผลกระทบอย่างมาก

ดังที่กล่าวไป ว่า “ถ่านหิน” คือสาเหตุหลักของ “วิกฤตการณ์ฝุ่นพิษ” ใน “จีน”

ทั้งนี้เนื่องเพราะ 65% ของการผลิตไฟฟ้าใน “จีน” มาจากถ่านหิน และคิดเป็น 62% ของพลังงานทั้งหมดที่ใช้ในประเทศ โดยเฉพาะเมืองใหญ่อย่าง “เซี่ยงไฮ้” และ “ปักกิ่ง” ที่เศรษฐกิจเติบโตแบบก้าวกระโดด คนต่างจังหวัดเข้ามาทำงานในเมืองเศรษฐกิจมากขึ้น ทำให้เมืองใหญ่ดังกล่าว มีความต้องการใช้พลังงานมากกว่าผู้ที่อยู่ในชนบทถึงสี่เท่า

นอกจากนี้ จากสถิติพบว่า “จีน” มีอัตราการผลิตและใช้รถยนต์มากกว่าสหรัฐอเมริกาในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ระดับมลภาวะทางอากาศใน “ปักกิ่ง” สูงกว่า “นิวยอร์ก” ถึง 6 เท่า และจากตัวเลขของสำนักงานสิ่งแวดล้อมของ “กรุงปักกิ่ง” พบว่า 20% ของมลภาวะ PM 2.5 มาจากอุตสาหกรรมรถยนต์ในจีน

ยังไม่นับการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศตามหัวเมืองใหญ่ๆ ของ “จีน” ที่สร้างฝุ่นเป็นจำนวนมาก

เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ “คนจีน” ถึงกับกลัวกันว่า “จีนกำลังก้าวสู่วันสิ้นโลก”

“ชาวปักกิ่ง” หลายคนบอกว่า สภาพอากาศที่เลวร้ายดังกล่าวนี้ เทียบได้กับการสูบบุหรี่วันละ 2 ซองต่อวัน ซึ่งจะส่งผลให้ “คนจีน” ต้องตายก่อนวัยอันควร เนื่องมาจากระบบการหายใจล้มเหลว หรือไม่ก็โรคปอดต่างๆ

จาก “วิกฤตการณ์ฝุ่นพิษ” ดังกล่าว ทางการจีนได้ออกมาระบุว่า การแก้ปัญหาเรื่องมลภาวะ ควรต้องมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เป็นการบริหารวิกฤตแบบการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

จะเห็นได้ว่า ปัจจัยหลักของ “วิกฤตการณ์ฝุ่นพิษ” ทั้ง “ลอนดอน” และ “ปักกิ่ง” คือ “ถ่านหิน” แม้จะมีปัจจัยเสริมเรื่องปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่าง Anticyclone หรือควันพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ฝุ่นจากการก่อสร้าง ไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซล หรือการสูบบุหรี่

ทว่า จากสถิติที่ออกมา “ถ่านหิน” ดูจะเป็นสาเหตุหลักของ “วิกฤตการณ์ฝุ่นพิษ”

ดังนั้น ไทยเราจึงควรเดินหน้าโครงการ “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ต่อไป ใช่ไหมครับ?


อ่านเพื่อความเข้าใจเรื่องฝุ่นพิษ ควันพิษ แนวทางแก้ปัญหาและดูแลตัวเอง

อัปเดตปัญหาฝุ่นควันโลก พร้อมส่องวิธีแก้ปัญหา ‘มหันตภัยฝุ่น PM 2.5’ สุดสร้างสรรค์จากประเทศจีน

หลากเทคนิคเลือก หน้ากากอนามัย สู้มหันตภัยฝุ่นเมืองใหญ่