แม้ว่าในวันนี้ประเทศไทยจะพัฒนาโดยเบนเข็มไปยังภาคอุตสาหกรรมมากเพียงใด แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจัยสำคัญที่อยู๋เบื้องหลังและทำให้ประเทศพัฒนามาถึงทุกวันนี้คือภาคเกษตรกรรม ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนBackup อันแข็งแกร่งที่เกื้อหนุนให้ภาคอุตสาหกรรมทุกด้านเดินไปได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร การผลิตยา ไปจนถึงการนำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลากหลายป้อนให้ภาคการผลิต ดังนั้น การให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านการเกษตรจึงต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม โดยหนึ่งในกลไกที่มีส่วนอย่างมาก ในการยกระดับการเกษตรไทยให้ไปถึง การเกษตร 4.0 ได้ในทิศทางที่ควรจะเป็น คือ งานวิจัยด้านการเกษตร 4.0 ที่ผลการวิจัยสามารถนำไปปรับใช้แก้ปัญหาทางการเกษตรได้จริงนั่นเอง


เจาะลึกปัญหา&อุปสรรคระหว่างทางการสร้าง ‘งานวิจัยด้านการเกษตร 4.0’

จากบทความล่าสุดในคอลัมน์วาระทีดีอาร์ไอ เรื่อง หัวใจสำคัญของการพัฒนาการเกษตร คือ ‘งานวิจัย’ ที่เขียนโดย วิศาล บุปผเวส และ ขนิษฐา ปะกินำหัง นักวิจัยจาก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า

“การพัฒนาการเกษตรให้เกิดสัมฤทธิผลจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีงานวิจัยที่มีประสิทธิผลและมากเพียงพอ ในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการเกษตรงานวิจัยด้านการเกษตรจะช่วยลด ต้นทุนการผลิต เพิ่มผลิตภาพการผลิต พัฒนาคุณภาพผลผลิต สร้างผลิตภัณฑ์ ที่แตกต่างสนองความต้องการที่หลากหลาย สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร”

จากนั้น ผู้เขียนบทความได้ยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้นว่า งานวิจัย จะมีส่วนในการช่วยพัฒนาประเทศทุกด้านได้อย่างไร ผ่านต้นแบบของประเทศทั่วโลก ที่ได้ใช้งานวิจัยเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองช่วยขับเคลื่อนการเติบบโตของเศรษฐกิจประเทศ

“ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มีการลงทุนด้าน การวิจัยสูงมากถึง 2-4% ของ GDP ขณะที่ประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ลงทุนด้านการวิจัยที่ 0.89% และ 1.08% ของ GDP แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว การลงทุนด้านการวิจัยอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ คือ 0.5% ของ GDP เท่านั้น ซึ่งใน 0.5 % นี้ก็จัดสรรสำหรับ การวิจัยด้านการเกษตรเพียง 1 ใน 5 เท่านั้น”

ส่วนการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัย ประเทศไทยมีสัดส่วนนักวิจัยเพียง 0.8 คน ต่อประชากร 1,000 คน ซึ่งต่ำกว่ามาเลเซีย ที่มีอัตราส่วน 1.97 คนต่อประชากร 1,000 คน และในจำนวนนักวิจัยทั้งหมดของประเทศไทยนี้ ยังเป็นนักวิจัยด้านการเกษตรแค่ไม่เกิน 8%

ตัวเลขทางสถิตินี้สื่อได้อย่างชัดเจนว่า ถ้าประเทศไทยต้องการก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาการเกษตร และบุคลากรวิจัยการเกษตร ควรอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 ด้วย


วิเคราะห์ บทบาท สวก. มาถูกทางหรือยัง?

เมื่อฟันธงแล้วว่าการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาการเกษตร และบุคลากรวิจัยการเกษตร มีความสำคัญมากในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ Smart Agriculture 4.0 นักวิจัยจากทีดีอาร์ไอก็วิเคราะห์ต่อถึงบทบาทของ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร หรือ สวก. ซึ่งเป็นองค์กรหลักในการให้ทุนวิจัย และบริหารจัดการโครงการวิจัยด้านการเกษตรของประเทศว่าได้ทำหน้าที่ตามพันธกิจขององค์กรได้ครบถ้วนหรือยัง?

โดยในเบื้องต้น ได้ปูพื้นให้รู้ว่า สวก. คือองค์กรที่มีหน้าที่อะไร ซึ่ง สวก. เป็นองค์การ มหาชนภายใต้กำกับของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2546 มีพันธกิจสำคัญในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการวิจัยการเกษตร พัฒนา บุคลากรวิจัยด้านการเกษตร และพัฒนา และเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศด้านการเกษตร  มาถึงตอนนี้ สวก. ได้ดำเนินงานตามพันธกิจขององค์กรอย่างเต็มที่มาไม่น้อยกว่า 15 ปี จากเงินกองทุน แรกเริ่มก่อตั้งสำนักงาน

ในระยะแรกเริ่ม สวก. เน้นสนับสนุน ทุนโครงการวิจัยการเกษตรเชิงพาณิชย์  โดยพิจารณาให้ทุนโครงการวิจัยที่เห็นว่า มีศักยภาพที่จะได้รับการจดทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ และนำออกจำหน่ายสู่ท้องตลาดได้ ซึ่งทาง สวก. ก็จะมีรายได้จากการขายสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา เหล่านั้น

ด้วยโมเดลนี้ นักวิจัยทีดีอาร์ไอมองว่าต้องใช้เวลายาวนาน กว่าจะได้รับผลตอบแทนด้านการเงิน ซึ่งมีมูลค่าไม่มากนักเมื่อเทียบกับมูลค่า ทุนวิจัยที่ สวก. มีพันธกิจจะต้องสนับสนุน อีกมาก จึงเกิดคำถามว่าการหวังผลตอบแทนจากทรัพย์สินทางปัญญามาเป็นทุนสนับสนุนการวิจัยต่อไปเป็นวิธีการระดมทุนที่เหมาะสมและเพียงพอสำหรับ สวก. หรือสำหรับประเทศไทยแล้วหรือ?

“ในกรณีนี้ ควรพิจารณาให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ผลงานวิจัยให้มีการนำไปใช้และก่อประโยชน์ต่อสาธารณะหรือต่อประชาชนชาวไทยอย่างกว้างขวางทั่วถึงกว่านี้ ย่อมจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจการเกษตรขึ้นได้มากกว่าการ ได้รับผลตอบแทนเป็นเพียงตัวเงินจากการขายสิทธิให้เอกชนบางรายเพื่อมาเป็นทุนหมุนเวียนสนับสนุนการวิจัย ซึ่งยากที่จะ เพียงพอ”

เพราะที่ผ่านมา สวก. ก็ได้ปรับแนวทาง การสนับสนุนทุนวิจัยให้กับโครงการที่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตเกษตรกรและผู้บริโภค ซึ่งเป็นงานวิจัยเชิงสาธารณะและนโยบายมากขึ้นแล้ว ดังนั้นแค่ปรับแนวทางในประเด็นที่กล่าวถึงนี้ ย่อมจะสร้างประโยชน์และสนับสนุนให้เกิด ‘งานวิจัยด้านการเกษตร 4.0’ ที่จะได้นำไปปรับใช้พัฒนาภาคการเกษตรไทย ตอบสนอง และสร้างทางออกให้กับปัญหาที่เกิดขึ้นกับการเกษตรไทยได้จริง


ชี้เป้า งานวิจัยด้านการเกษตร 4.0 ที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ

ต่อมานักวิจัยทีดีอาร์ไอชี้ชัดว่า ประเทศไทยยังมีความต้องการงานวิจัยทางการเกษตรที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลิตภาพ พัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ พัฒนาเกษตรชีวภาพ เกษตรแม่นยำสูง เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว และแนวทาง การปฏิบัติที่ดีทางการเกษตรในแต่ละเรื่อง เพื่อแก้ปัญหาด้านการเกษตร โดยงานวิจัยด้านการเกษตรเหล่านี้ต้องสามารถตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“งานวิจัยด้านการเกษตรที่ดีจะต้องสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยรวมให้กับประเทศ พัฒนาคุณภาพชีวิต ของเกษตรกรและผู้บริโภค ขจัดปัญหา ความยากจน สร้างความเท่าเทียมด้านรายได้ และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับประเทศ”

“อย่างไรก็ตาม นโยบายด้านการเกษตรมีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งในปัจจุบันนโยบายด้านการเกษตรของไทยมุ่งแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรเป็นรายสินค้าเป็นหลัก ทำให้บ่อยครั้งเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เฉพาะจุด และเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมากกว่าที่จะเน้นแก้ที่ต้นเหตุ ยกตัวอย่างเช่น มาตรการแทรกแซงราคา สามารถบรรเทาปัญหาให้เบาบางลงชั่วขณะ ไม่ทั่วถึง และไม่ก่อเกิดประโยชน์ในทางที่ยั่งยืน”

นโยบายด้านการเกษตรที่ดีจึงต้องอาศัยการวิจัย เชิงลึกที่ครอบคลุม (Comprehensive) เพื่อเสริมสร้างขีด ความสามารถในการแข่งขัน สร้างรายได้ และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีแก่ เกษตรกรอย่างยั่งยืน พร้อมกับมีข้อเสนอแนะ เครื่องมือความช่วยเหลือเกษตรกรที่เหมาะสม

อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าดีใจที่เมื่อปี พ.ศ. 2555 ได้มีการพัฒนาระบบงานวิจัยในประเทศของหน่วยงานบริหารจัดการงานวิจัยที่เรียกว่า “เครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (คอบช.)” ขึ้น เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ให้ทุนวิจัยของประเทศซึ่งจะทำให้ระบบ ทำให้งานวิจัยมีเอกภาพเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และลดความซ้ำซ้อน

ในโอกาสนี้นี่เองที่ สวก. ได้รับมอบหมาย ให้บริหารโครงการวิจัยมุ่งเป้าด้านการเกษตร ของประเทศในหลายกลุ่มสินค้า รัฐบาลควร พิจารณาอนุมัติทุนวิจัยรายปีให้แก่ คอบช. มากขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณด้านการวิจัยการเกษตรมากขึ้น


ปัญหาการขาดแคลนนักวิจัยทางการเกษตรยังคงเป็นปัญหา

นอกจากนี้ ปัญหาการขาดแคลนนักวิจัย ยังเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ ที่ผ่านมา สวก. ได้พัฒนาบุคลากรวิจัยด้านการเกษตร ด้วยการให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาเอก ด้านการเกษตรโดยใช้ทุนจากกองทุนของ สวก. เอง แต่การเรียนระดับปริญญาเอก ต้องใช้งบประมาณสูงใช้เวลาเรียนนาน

ในขณะที่เงินกองทุน สวก. มีอยู่จำกัด จึงไม่สามารถให้ทุนการศึกษาแก่นักวิจัย ด้านการเกษตรได้ครอบคลุมครบถ้วน ในสาขาที่ขาดแคลนได้

เพื่อบรรเทาปัญหานี้ นักวิจัยทีดีอาร์ไอนำเสนอทางออกว่า รัฐบาลโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ควรจัดสรรอนุมัติทุนการศึกษาให้แก่ นักเรียนทุนระดับปริญญาโท-เอก ในด้าน การเกษตรให้มากขึ้น พร้อมประสาน ความร่วมมือและขอข้อมูลกับ สวก. ถึงจำนวนและสาขาที่ต้องการพัฒนาบุคลากรวิจัยด้านการเกษตร เพื่อสนับสนุนให้บุคลากรวิจัยเหล่านี้ได้ทำงานวิจัยการเกษตรในสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่สร้างเสริมศักยภาพในการทำวิจัยได้ดีที่สุดนั่นเอง


ที่มา : บทความจากคอลัมน์วาระทีดีอาร์ไอ เรื่อง หัวใจสำคัญของการพัฒนาการเกษตร คือ ‘งานวิจัย’ เขียนโดย วิศาล บุปผเวส และ ขนิษฐา ปะกินำหัง (เผยแพร่ใน หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2561)


แนวคิด Smart Agriculture เปลี่ยนโฉมหน้าการเกษตรไทยได้อย่างไร คลิกอ่านต่อ

5 นวัตกรรมจากเวทีประกวด ‘รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย’ แปลงร่างข้าวไทยให้แตกต่างด้วยนวัตกรรม

‘จัดการน้ำ’ ผ่าน ‘บอร์ดเกม’ การเรียนรู้แนวใหม่ เด็กหรือผู้ใหญ่ก็โหลดไปเล่นได้

‘ปราจีนบุรี สมาร์ทซิตี้สมุนไพร’ ต้นแบบการขับเคลื่อนเมืองด้วยแนวคิดธุรกิจสมุนไพรเพื่อสังคม