เมื่อได้อ่านข่าวล่าสุด ที่อัปเดตผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยปรินต์ตัน และมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่ได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกันมากกว่า 3,500 คน เกี่ยวกับข้อเขียนที่พวกเขาแชร์ลงในเฟซบุ๊ก พบว่าคนอายุมากกว่า 65 ปี ขึ้นไป เป็นกลุ่มประชากรที่แชร์ข้อเขียนที่เป็น ‘ข่าวปลอม (Fake News)’ มากที่สุด เมื่อเทียบกับคนในช่วงอายุอื่น

ทำให้ตระหนักถึงภัยจากการแชร์ การรับรู้ ‘ข่าวปลอม (Fake News)’ ที่จัดเป็นภัยคุกคามคนทุกเพศทุกวัยในยุคที่สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียกำลังครองโลกอย่างทุกวันนี้ ซึ่งคาถาที่จะป้องกันตัวคุณเองและคนรอบข้างจากภัยนี้คือ เคล็ดลับสั้นๆง่ายๆ “รู้ก่อนแชร์” ที่เรานำมาฝากนี้


อัปเดตผลการวิจัยชี้ภัยจาก ‘ข่าวปลอม (Fake News)’ กำลังคุกคามคนทั่วโลกอย่างหนักหน่วง

รายงานข่าวเรื่อง “พบคนวัย 65 ปี แชร์ข่าวปลอมมากที่สุด” โดย อรรถภูมิ อองกุลนะ (หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2561) ได้อัปเดตให้เห็นภัยจากข่าวปลอมในยุคสื่อออนไลน์ ด้วยการอ้างอิงผลการวิจัยของ มหาวิทยาลัยปรินต์ตัน และมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

โดยนอกจากจะฟันธงผลการค้นพบสำคัญว่า คนวัย 65 ปี ขึ้นไป เป็นกลุ่มคนเป้าหมายที่แชร์ข่าวปลอมและคาดเห็นได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่เสพข่าวปลอม ที่แชร์ต่อๆ กันมาในกลุ่มเพื่อน กลุ่มโซเชียลเน็ทเวิร์คมากที่สุดแล้ว ยังได้เผยถึงข้อค้นพบอื่นที่น่าสนใจบ่งบอกถึงภัยจากข่าวปลอมที่คุกคามคนทั่วโลกอย่างหนักหน่วงขึ้นทุกวันว่า

“อายุเป็นตัวบ่งชี้ถึงพฤติกรรมการแชร์ข่าวปลอมอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่การศึกษา เพศ เชื้อชาติ รายได้ หรือจำนวนลิงก์เว็บที่พวกเขาแชร์ออกไป”

เพราะจากการสำรวจพฤติกรรมการแชร์ข่าวในช่วงก่อนการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาในปี 2559 ผ่านทางเฟซบุ๊ก พบบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 8.5 แชร์ข้อมูลข่าวปลอมผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยในกลุ่มตัวอย่างนี้ ส่วนนมากเป็นผู้สนับสนุนประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์

นอกจากนั้นยังพบว่าผู้สนับสนุนพรรครีพับรีกัน และไม่ฝักใฝ่พรรคใดมีสถิติแชร์ข่าวปลอมมากกว่าผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต แต่นักวิจัยชีว่า ที่ผลการวิจัยออกมาเช่นนี้เพราะข่าวปลอมจำนวนมากเป็น ‘ข่าวปลอม (Fake News)’ เกี่ยวกับการสนับสนุนทรัมป์นั่นเอง

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาเฉพาะผู้มีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดก็ยังคงพบว่าผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป จะตกเป็นเหยื่อและแชร์ข่าวปลอมมากกว่าคนกลุ่มอายุน้อยถึง 7 เท่า

ต่อผลการวิจัยในประเด็นนี้ นักวิจัยตั้งสมมุติฐานว่าน่าจะเป็นเพราะการขาดความรู้เท่าทันทางดิจิทัล ซึ่งผู้สูงอายุส่วนใญ่มักมีทักษะการใช้ดิจิทัลที่น้อยกว่ากลุ่มผู้มีอายุน้อยกว่า กลุ่มคนทำงานหรือกลุ่มคนรุ่นใหม่อยู่แล้ว ขณะที่ในมุมบวก ก็เป็นที่น่าดีใจ เนื่องจากงานวิจัยนี้พบว่ากลุ่มผู้ใช้อายุ 18-29 ปี มีเพียงร้อยละ 3 เท่านั้นที่แชร์ข่าวลวง


เรียนรู้ เข้าใจ ธรรมชาติของ ‘ข่าวปลอม (Fake News)’ เพื่อรับมือได้ถูกทาง

ได้รับรู้ภัยจากข่าวปลอมที่เป็นภัยเงียบคุกคามสังคมชาวอเมริกาไปแล้ว ขอชวนมาเรียนรู้อีกหนึ่งเรื่องที่จะปกป้องทุกคนจากข่าวปลอมได้อย่างได้ผล นั่นคือ การรู้ทันวงจรการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของข่าวปลอม ซึ่งจะเป้นภูมิคุ้มกันตัวคุณและคนรอบข้างให้ห่างไกลจากภัยจากสื่ออนไลน์ โซเชียลมีเดีย อย่างได้ผล

จากเว็บไซต์ okmd.tv ได้เผยแพร่ข้อเขียนของ อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ เรื่อง “Fake News ข่าวปลอม ปัญหาใหญ่ของโลกอินเทอร์เน็ต” ซึ่งได้ให้ความรู้เพื่อให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจกับภัยข่าวปลอมได้มากขึ้น

“ปัญหาข่าวปลอมไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เมื่อพฤติกรรมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนไป หันมาเสพข่าวจากโลกโซเชียลมากขึ้น จากเดิมที่เคยติดตามข่าวสารจากสำนักข่าวที่มีชื่อเสียง (ซึ่งมีการคัดกรองคุณภาพในระดับหนึ่ง) ก็เปลี่ยนมาเป็นการอ่าน feed หรืออ่านข่าวจากห้องแชตที่ “เพื่อนแชร์มา” โดยเชื่อมั่นว่าเพื่อนของเราคัดกรองข่าวที่เหมาะสมมาให้แล้ว”

โดย อิสริยะ ชี้ว่า ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะควาไม่เฉลียวใจว่า เมื่อข่าวจากโซเชียลได้รับการยอมรับมากขึ้น เพิ่มสัดส่วนมากขึ้นจากข่าวทั้งหมดที่เราเสพในแต่ละวัน บวกกับพฤติกรรมของมนุษย์ที่มักมีแนวโน้ม “เชื่อในสิ่งที่เราเชื่ออยู่แล้ว” ก็ทำให้ข่าวที่อาจไม่ถูกต้องในข้อเท็จจริง (fact) แต่ถูกใจคนอ่าน ได้รับความนิยมมากขึ้นตามไปด้วย

และปัจจัยเหล่านี้นี่เองที่ผู้เขียนชี้ว่า ได้ประกอบสร้างให้เกิดช่องทางที่เอื้อให้เกิดสำนักข่าวหน้าใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก เพราะสำนักข่าวเหล่านี้รู้ว่าผู้อ่านชอบข่าวแบบไหน จึงพยายามประดิษฐ์หรือสร้างสรรค์ข่าวที่คนชอบ เพื่อให้เกิดการไลค์การแชร์จำนวนมาก สิ่งที่ตามมาคือรายได้จากโฆษณาที่มากขึ้นตามไปด้วย และหลายครั้งที่สำนักข่าวบางแห่ง “ล้ำเส้น” ถึงกับ “เต้าข่าว” หรือสร้างข่าวปลอมขึ้นมา จะปลอมทั้งหมด 100% หรือปลอมเพียงบางส่วนก็ได้ทั้งนั้น

โดยอิสริยะได้อัปเดตอีกว่า สำหรับประเทศไทย ในอดีต ข่าวปลอมแบบนี้อาจจำกัดเฉพาะข่าวเฉพาะด้าน เช่น เนื้อหาด้านสุขภาพ (กินสมุนไพรนี้แล้วจะหายจากมะเร็ง) แต่เมื่อวงการสื่อเปลี่ยนแปลงไป ข่าวปลอมก็เริ่มพัฒนามาเป็นข่าวการเมืองหรือข่าวต่างประเทศ

นอกจากนั้น ยังคาดเห็นได้ว่า ภัยจากการเสพและแชร์ข่าวปลอมในประเทศไทยอาจทวีความรุนแรงขึ้น ด้วยปัจจัยเร่งปฏิกริยาอย่างปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองมานานหลายปี การสร้างข่าวปลอมเพื่อใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้ามเกิดขึ้นมานาน และการใช้ช่องทางตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวทำได้ยาก (เช่น การคัดลอกข่าวแล้วส่งต่อผ่าน LINE Group แทนการส่งลิงก์เพื่อไปอ่านยังเว็บไซต์ต้นฉบับ) ส่งผลให้ข่าวปลอมระบาดง่ายขึ้น


มุ่งสู่ทางออกของปัญหาร่วมกัน ด้วย เคล็ดลับ ‘รู้ก่อนแชร์’

การสังเกตว่าข่าวที่ได้รับนั้นเป็นข่าวปลอม แล้ว “รู้เท่าทัน” พร้อม “คิดไตร่ตรอง” ให้ถี่ถ้วยก่อนแชร์ จะเป็นคาถาที่ช่วยป้องกันทั้งตัวผู้เสพข่าว ผู้แชร์ข่าว ตลอดจนผู้รับรู้ข่าวนั้นจากการแชร์ต่อๆกัน ได้อย่างทรงประสิทธิภาพที่สุด

จาก เฟซบุ๊กของ : ETDA Thailand หรือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ได้เผยแพร่บทความให้ความรู้ประชาชนเรื่อง “ข่าวปลอม (Fake News) ออนไลน์ สังเกตยังไง ? ก่อนเชื่อและแชร์” โดยให้ข้อสังเกตเพื่อให้รู้เท่าทันว่าข่าวไหนคือข่าวปลอม ดังนี้

  • พิจารณาความน่าเชื่อถือเว็บไซต์ที่เผยแพร่ข่าว หากพบเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ที่มีเพียงไม่กี่หน้าเว็บไซต์ ไม่ระบุที่อยู่ติดต่อ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าเป็นเว็บไซต์ที่ถูกสร้างเพื่อเผยแพร่ข่าวปลอม
  • ตรวจสอบว่ามีเว็บไซต์หรือแหล่งข่าวอื่นที่เผยแพร่ข่าวเดียวกันหรือไม่ หากมีเพียงแหล่งข่าวเดียว ก็อาจเป็นไปได้ว่าเป็นข่าวที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • บ่อยครั้งที่ข่าวปลอมมักจะใส่ภาพจากข่าวเก่าที่ไม่เกี่ยวข้องเพื่อทำให้ดูน่าเชื่อถือ ผู้ใช้อาจพิจารณาใช้งานบริการค้นหาเว็บไซต์จากรูปภาพของ TinEye หรือ Google Reverse Image Search เพื่อค้นหาว่ารูปดังกล่าวปรากฎอยู่ในข่าวเก่าหรือไม่
  • ตรวจสอบโดยการนำชื่อข่าวหรือเนื้อความในข่าวมาค้นหาใน Google ซึ่งจากผลลัพธ์การค้นหา ผู้ใช้อาจพบเว็บไซต์แจ้งเตือนว่าข่าวดังกล่าวเป็นข่าวปลอม หรือดูวันที่เผยแพร่ข่าว อาจพบว่าข่าวดังกล่าวเป็นข่าวจริง แต่ถูกเผยแพร่เมื่อในอดีต
  • ผู้ใช้อาจพิจารณาขอความช่วยเหลือจากบุคคลอื่น เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาโดยการสอบถามบนเว็บบอร์ดหรือติดต่อสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือให้ช่วยตรวจสอบ
  • ปัจจุบัน สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียหลายรายได้มีช่องทางให้ผู้ใช้สามารถแจ้งหากพบข่าวปลอมได้ทางช่องทาง official ที่สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียนั้นได้จัดไว้

อย่างไรก็ตาม คาถาป้องกันตนเองจากภัยข่าวปลอมที่ได้ผล ทรงประสิทธิภาพที่สุด คงเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากสติและปัญญา หากผู้ใช้พบข่าวบนโซเชียลมีเดีย และพิจารณาแล้วเห็นว่าน่าจะเป็นข่าวปลอมแต่ยังไม่แน่ใจ ทางที่ดีสุดเพื่อป้องกันความผิดพลาดควรหลีกเลี่ยงการแชร์เพื่อลดผลกระทบความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งนี้จัดเป็นจิตสำนึกต่อสังคมที่ทุกคนควรมีร่วมกันที่สุด


อ้างอิง :

  • รายงานข่าวเรื่อง “พบคนวัย 65 ปี แชร์ข่าวปลอมมากที่สุด” โดย อรรถภูมิ อองกุลนะ (หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2561)
  • ข้อเขียนของ อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ เรื่อง “Fake News ข่าวปลอม ปัญหาใหญ่ของโลกอินเทอร์เน็ต” (http://www.okmd.tv/blogs/all-things-digital/fake-news)
  • บทความให้ความรู้ประชาชน เฟซบุ๊กของ : ETDA Thailand หรือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) เรื่อง “ข่าวปลอม (Fake News) ออนไลน์ สังเกตยังไง ? ก่อนเชื่อและแชร์”

ชวนมารู้เท่าทันภัยจากสื่อออนไลน์หลากหลายรูปแบบ อ่านกันต่อ

อยู่เป็น! ด้วยวิชา ‘รู้เท่าทันสื่อ’ บทเรียนช่วยทุกชีวิตรอดจากเงื้อมมือ สื่อไม่สร้างสรรค์ ในยุคโซเชียลมีเดียครองเมือง

เปิดพฤติกรรมเสี่ยง โลกดิจิทัล เด็กไทยยุคดิจิทัล IQ & EQ สูงไม่พอ ต้องมี DQ สูงด้วย

5 เครื่องมือใหม่แห่งยุค รับมือภัยไซเบอร์ สร้าง ‘ความปลอดภัยทางไซเบอร์’ อย่างได้ผล