โครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือ Eastern Seaboard เริ่มขึ้นในแผนพัฒนาฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) ภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์


ถือได้ว่าเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จในการพลิกประเทศไทยให้ก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมและเพิ่มรายได้รวมของประเทศขึ้นมาระดับหนึ่ง โดยหนึ่งในบุคคลสำคัญที่มีส่วนผลักดันให้โครงการดังกล่าวสำเร็จเป็นรูปธรรมก็คือ ดร.เสนาะ อูนากูล

ปี พ.ศ. 2534-2535 ดร.เสนาะได้รับการแต่งตั้งเป็น รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ในรัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน ดร.เสนาะมองว่าอุตสาหกรรมในอีสเทิร์นซีบอร์ดจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่ได้ หากขาดหัวใจสำคัญคือ ‘คน’ จึงได้พิจารณาสนับสนุนงบประมาณจัดตั้ง มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี โดยให้ความสำคัญกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะโลจิสติกส์ คณะบริหารธุรกิจ คณะวิทยาศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ ฯลฯ เพื่อพัฒนากำลังคนให้รองรับอุตสาหกรรมในอีสเทิร์นซีบอร์ด โดยเตรียมจัดทำโครงการความร่วมมือระหว่าง ‘อีสเทิร์นซีบอร์ด’ กับ ‘มหาวิทยาลัยบูรพา’ แต่น่าเสียดายที่ความหวังในครั้งนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม


จาก ‘อีสเทิร์นซีบอร์ด ถึง อีอีซี’

นับจากวันนั้น จนถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 30 ปี ตั้งแต่เกิดโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ท่ามกลางความอิ่มตัวของอุตสาหกรรมในอีสเทิร์นซีบอร์ดที่มิอาจพัฒนาต่อได้ เนื่องจากโลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน และอุตสาหกรรมหลักของโลกก็เปลี่ยนจากการใช้แรงงานมาสู่อุตสาหกรรมที่เน้นนวัตกรรมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นโยบายของรัฐบาลจึงต้องเดินหน้าไปสู่ อีสเทิร์นซีบอร์ด ภาค 2 หรือ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งเป็น 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (10 S-Curves)


ดึง ‘มหาวิทยาลัยบูรพา’ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยหลักในพื้นที่มาร่วมสร้างการศึกษาตามความต้องการของตลาดงานจริง

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้เชิญ ดร.เสนาะ อูนากูล มาดำรงตำแหน่ง ประธานคณะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พร้อมกับหยิบโครงการความร่วมมือกลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง ‘สกพอ. กับ มหาวิทยาลัยบูรพา’ เพื่อพัฒนาบุคลากรป้อนให้กับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในอีอีซี

ข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง สกพอ. กับ มหาวิทยาลัยบูรพา เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2562 เพื่อร่วมกันพัฒนาบุคลากรและการศึกษา โดยจะมุ่งพัฒนามหาวิทยาลัยบูรพาเป็นมหาวิทยาลัย EEC เพื่อประสานสร้างบุคลากรและปรับสร้างการศึกษาให้เป็นไปตามเป้าหมายของการพัฒนาประเทศ

ผลการลงนามในครั้งนี้ จะทำให้เกิดทิศทางและประสิทธิภาพการพัฒนาบุคลากรในพื้นที่ EEC มีความชัดเจนเป็นรูปธรรม สามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านบุคลากรและการศึกษายุคใหม่ได้อย่างแท้จริง ผ่านการดำเนินงานของคณะกรรมการการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC HDC

“ผมขอใช้คำว่ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติมาเป็นสักขีพยานการลงนามครั้งนี้ เป็นการพูดด้วยความจริงใจ เพราะผมได้รอวันนี้มาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว” ดร.เสนาะ กล่าวในฐานะประธานการลงนามดังกล่าว


30 ปีที่คุ้มค่ากับการรอคอย

ดร.เสนาะยังกล่าวอีกว่า ในฐานะที่มีส่วนริเริ่มในการจัดทำแผนอีสเทิร์นซีบอร์ด และได้เห็นความเจริญก้าวหน้า รวมถึงจุดอ่อนของโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด เนื่องจากขาดการพัฒนาที่ต่อเนื่อง จึงรู้สึกยินดีมากที่มีการจัดตั้ง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือที่เรียกชื่อย่อกันโดยทั่วไปว่า สำนักงานอีอีซี โดยได้มีการออกพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มีการปรับปรุงอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาลงทุนและเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย มีผู้ได้รับอนุมัติการลงทุนในอีอีซีแล้วหลายแสนล้านบาท มีการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) จึงเห็นได้ว่าผลงานของอีอีซีปรากฏเป็นรูปธรรม

“การจัดตั้งคณะกรรมการการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC HDC โดยมีบุคลากรดำเนินงานที่มีคุณภาพคับแก้ว ลงลึกในระบบการศึกษาให้ผลิตบุคลากรตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายในอีอีซี ผมขอแสดงความหวังว่าพวกเราทุกคนที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในครั้งนี้ จะร่วมสนับสนุนความร่วมมือระหว่างสำนักงานอีอีซีและมหาวิทยาลัยบูรพา ให้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย สร้างบุคลากรที่มีทักษะเพียงพอกับความต้องการของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายต่อไป”

เป็น 30 ปีที่คุ้มค่ากับการรอคอย!!!


ข้อสรุปสำคัญเกี่ยวกับการจัดทำแผนปฏิบัติการสำหรับ EEC HDC

เสริมพลังมุ่งอนาคต EEC HDC ตั้งทีมยุทธศาสตร์เสริมปฏิบัติการ ‘ผลิตสร้างบุคลากรป้อน 10 S-curves’

EEC HDC จัดสัมมนาให้บุคลากรภาคการศึกษา ชี้ ‘หลักการ Demand Driven’ ช่วยการศึกษาไทยรอด