ภารกิจของ EEC HDC ไม่ใช่แค่การศึกษาและวิจัยความต้องการแรงงานของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ EEC เท่านั้น หากแต่เป็นการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ผลิตบุคลากรป้อนให้ตรงตามความต้องการนั้นๆ ซึ่งการสื่อสารทำความเข้าใจนี้ ต้องเริ่มตั้งแต่ระดับโรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนอนุบาล ที่เป็นเหมือนปราการด่านแรกของภาคการศึกษาไทย เพื่อความเข้าใจตรงกันในการผลิตกำลังคนตาม ‘หลักการ Demand Driven’ ที่ทาง ECC HDC เชื่อมั่นและต้องการนำเสนอให้กับภาคการศึกษาไทยได้ปรับเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกันเพื่อจุดประสงค์ในการผลิตกำลังคนให้ตอบโจทย์ความต้องการของภาคผู้ใช้บุคลากรหรือภาคอุตสาหกรรมนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ จึงได้เกิดโครงการสัมมนา “การจัดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชนต่อการพัฒนาชุมชน (ด้านการศึกษา) ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” สำหรับผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องขึ้น เมื่อวันที่ 18-19 มกราคม ที่ผ่านมา ณ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านร่วมฉายภาพรูปแบบการพัฒนาบุคลากร คุณสมบัติ ทิศทางวิชาชีพ ให้กับกลุ่มผู้เข้าอบรมซึ่งเป็นบุคลากรทางการศึกษาได้เห็นภาพชัดขึ้น


หลักการ Demand Driven’ ทางเลือกทางรอด พัฒนาการศึกษาเอกชน ให้ตอบโจทย์ความต้องการยิ่งขึ้น

การสัมมนาครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นด้วยการปูพื้นว่าการจัดการศึกษาตอบโจทย์ความต้องการตาม ‘หลักการ Demand Driven’ ซึ่งเป็นวิธีการผลิตกำลังคนที่เหมาะสมกับศตวรรษที่ 21 ที่มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ที่มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้เด็กต้องปรับตัวเรียนรู้ตลอดชีวิต โดย ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธาน EEC-HDC หรือ คณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่เกริ่นให้ความรู้ว่า

ดร.อภิชาต ทองอยู่

“การรื้อสร้างการศึกษาในภาคปฏิบัติเพื่อตอบสนองการผลิตบุคลากรในพื้นที่ EEC ต้องระดมความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ทุกระดับ ที่จะมาร่วมสร้างทิศทางการศึกษาใหม่ โดยเชื่อมการศึกษาเข้ากับระบบการผลิตยุคใหม่ สร้างหลักประกันการมีงานทำให้แก่นักศึกษาทุกระดับ และวางพื้นฐานความรู้ตั้งแต่ในโรงเรียนที่เชื่อมต่อถึงการผลิตบุคลากรและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อเดินหน้าสร้างอนาคตที่ดี มีประสิทธิภาพ แม่นตรงตาม ‘ความต้องการ’ จริง หรือตาม หลักการ Demand Driven โดยเฉพาะการผลิตกำลังคนเพื่อตอบสนองความต้องการบุคลากรใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ประเทศต้องการที่ต้องดำเนินการแบบเชิงรุก ตรงจุด และเร่งด่วนที่สุด”

โดยหนึ่งใน Key Success ที่ ดร.อภิชาตกล่าวว่า จะเป็นความหวังในการขับเคลื่อนภารกิจนี้ให้เป็นจริง คือ ความร่วมมือจากภาคการศึกษา อย่างในครั้งนี้ มีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากภาคสถาบันอุดมศึกษา อาชีวศึกษา ที่มาถ่ายทอดและแชร์ประสบการณ์ในการผลิตกำลังคนตาม S-Curves หรืออุตสาหกรรมเป้าหมายแต่ละด้านที่ตนรับผิดชอบ ให้แก่ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้เข้ารับการอบรมในวันดังกล่าว


พัฒนาบุคลากรป้อนภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย ความท้าทายอยู่ที่ไหน?

ไม่ใช่แค่ความต้องการกำลังคนเพื่อป้อนภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายเท่านั้น แต่ความท้าทายที่เกิดขึ้น และเป็นตัวแปรให้ภาคการศึกษาผู้ผลิตกำลังคนต้องปรับตัวมาจากปัจจัยภายนอก อย่าง ความเชื่อที่ค่อยๆเปลี่ยนไปว่า Skill หรือ ทักษะ ทวีความสำคัญมากกว่าใบปริญญา หรือการยอมรับว่าตอนนี้เราเข้าสู่โลกแห่ง Disruption Technology เต็มตัวแล้ว ใครหรือองค์กรใดที่ไม่ปรับตัว มีโอกาสสูงมากที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง

ปัจจัยเหล่านี้เองที่ ผศ.ดร.ณยศ คุรุกิจโกศล กรรมการผู้ประสานงาน EEC HDC ได้ชี้ให้ผู้เข้าอบรมเห็นถึงความสำคัญว่า ภาคการศึกษาไม่ปรับตัว ไม่ได้อีกต่อไป

“เพราะโลกยุคเก่า การศึกษายังเป็นแบบนกแก้วนกขุนทองอย่างที่เราพูดกัน หากพิจารณาตามทฤษฎี Cognition Domain เราเน้นกระบวนการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ คือ รู้ จำ เข้าใจ นำไปใช้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่า แต่ในความเป็นจริง ยิ่งในวิชาเชิงทฤษฎี เรามุ่งไปที่จุดประสงค์ในการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียน จึงเน้นแต่การสร้างทักษะด้านการรู้ จำ ส่วน เข้าใจ ก็ยังคงไม่แน่ใจว่าผู้เรียนจะเข้าใจไหม ดังนั้น การคาดหวังให้ผู้เรียนนำองค์ความรู้นั้นไปปรับใช้ให้ได้ ก็ต้องทำให้เขาสามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่า ซึ่งจะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในทางที่ถูกต้องและเหมาะสมให้ได้ นี่เอง คือ กระบวนการเรียนรู้ในฝันที่เราต้องการเห็นในการศึกษาไทย”

ผศ.ดร.ณยศ คุรุกิจโกศล

โดยรากฐานที่จะหล่อหลอมให้เด็กเกิดกระบวนการเรียนรู้อย่างที่กล่าวนี้ ผศ.ดร.ณยศ ย้ำว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยการปลูกฝัง บ่มเพาะ ที่ดีตั้งแต่ในระดับปฐมวัย

และที่กล่าวมานี้ ผศ.ดร.ณยศ ยังต้องการสื่อว่า ความท้าทายสำคัญที่สุดของการผลิตกำลังคนป้อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ กำลังคน คำถามที่ต้องถามกลับ คือ คุณภาพของกำลังคน ที่จะป้อนเข้าสู่ภาคการศึกษาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ นั้น มีความพร้อมแล้วหรือยัง

ยกตัวอย่างเกณฑ์หนึ่งที่ใช้ชี้วัดได้ว่า กำลังคนนั้นมีคุณสมบัติเพียบพร้อมสำหรับศตวรรษที่ 21 นั่นคือ 7 Survival Skill for 21st Century ประกอบด้วย

1. Collaboration ต้องทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

2. Communication ต้องมีทักษะการสื่อสารที่ดี

3. Critical Thinking ต้องคิดแบบตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ เป็น (ตรงนี้ครูต้องปรับตัว เพื่อตอบคำถามเด็กให้ได้)

4. Problem Solving มีแนวคิด หรือ Mindset ใหม่ เมื่อพบเจอกับปัญหาแล้ว ต้องสามารถมองเห็นทางออกของปัญหานั้นได้ ในเวลาไม่นาน

5. Agility Adaptability ต้องปรับตัวเก่ง

6. Entrepreneurship มีความเป็นผู้นำ และ

7. Global Citizen มีความพร้อมที่จะเป็นประชากรของโลกที่มีคุณภาพ

มาถึงตอนนี้ ผศ.ดร.ณยศ จึงทิ้งคำถามให้ผู้เข้าอบรมได้ไปคิดคำตอบกันว่า ในฐานะที่ทุกคนเกี่ยวข้องกับการเป็นบุคลากรการศึกษาและมีหน้าที่ผลิตกำลังคนคุณภาพ “คุณพร้อมเปลี่ยนหนอนแมลงวัน ให้เป็นผีเสื้อแสนสวยหรือยัง ?”


เปิดความจริง! ความต้องการบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่เคยเพียงพอ โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัด EEC

ใครๆ ก็อยากให้บุตรหลานเป็นหมอกันแทบทั้งสิ้น ความเชื่อนี้มีส่วนบดบังความจริงที่ว่าในขอบเขตความหมายของ “บุคลากรทางการแพทย์” นั้น ไม่ได้มีแค่หมออย่างเดียว แต่ยังมีอีกหลากหลายสาขาอาชีพ ที่ภาค “การแพทย์ครบวงจร” ต้องการ และยังขาดแคลนกำลังคน ซึ่งในประเด็นนี้ ผศ.ดร.มารุต ตั้งวัฒนาชุลีพร คณบดีคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ได้มาแชร์ประสบการณ์ ในฐานะบุคคลในภาคอุดมศึกษาที่ “คลุกวงใน” อยู่ในแวดวงการผลิตกำลังคนด้านการแพทย์มาอย่างยาวนาน

“ทุกวันนี้ หากเอ่ยถึง บุคลากรทางการแพทย์ ก็ไม่ได้หมายถึงแค่แพทย์หรือหมอเท่านั้น เพราะเภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ พยาบาลเทคนิค (ผู้ช่วย) นักเทคนิคการแพทย์ นักรังสีการแพทย์ นักกายภาพบำบัด นักกำหนดอาหาร ไปจนถึงแพทย์แผนไทย เหล่านี้ล้วนเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ภาคการแพทย์ครบวงจรขาดแคลนแทบทั้งสิ้น”

ผศ.ดร.มารุต ตั้งวัฒนาชุลีพร

จากนั้น ผศ.ดร.มารุต ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการสำรวจความต้องการบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะในพื้นที่อีอีซี แม้จะพบว่ามีจำนวนแพทย์เพียงพอ แต่ในส่วนของบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ เช่น นักรังสีการแพทย์ นักกายภาพบำบัด ผู้ดูแลผู้สูงอายุ ยังคงขาดแคลน ยิ่งสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ก็พบว่ามีความต้องการนักกายภาพบำบัด รวมถึงผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีความรู้ทางการแพทย์จำนวนมากขึ้นเช่นกัน

ส่วนในด้านการพัฒนาในภาคการแพทย์ครบวงจรของไทย ที่มุ่งขับเคลื่อนให้เกิดในพื้นที่อีอีซี คือ การให้บริการสมัยใหม่ (eHealth and mHealth) ที่ใช้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อและระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (EMRs) เพื่อให้คำปรึกษาทางการแพทย์และให้บริการรักษาทางไกลกับผู้ป่วยทั้งใน และต่างประเทศ โดยไร้ซึ่งข้อจำกัดด้านโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยนั้นรักษา เพราะข้อมูลสุขภาพอาการเจ็บป่วยของคนคนนั้น ได้ถูกเก็บไว้เป็น Data Base ซึ่งถ้าทำได้ย่อมเป็นทางเลือกแทนการเสียค่ารักษา หรือเพื่อให้บริการผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลได้

ในตอนท้าย ผศ.ดร.มารุตจึงย้ำว่าบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะครูในระดับมัธยมศึกษา มีส่วนอย่างมากในการแนะแนว หรือชี้ให้เด็กในความดูแลได้มองเห็นถึงโอกาสศึกษาต่อในวิชาชีพด้านบุคลากรทางการแพทย์ที่ขาดแคลนดังที่ได้กล่าวมา หากทำได้ ย่อมเป็นการช่วยทั้งตัวเด็กเองให้เรียนจบแล้วมีงานทำ มีอนาคตที่มั่นคง และช่วยประเทศชาติให้มีบุคลากรทางการแพทย์ให้บริการที่เพียงพอด้วย


ตอบโจทย์ความต้องการของภาคการผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ ต้องส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในทางที่ถูกที่ควร

อีกหนึ่งธุรกิจที่มาแรงแซงทางโค้ง แถมยังเป็นที่สนใจของเด็กรุ่นใหม่ ที่ต่างใฝ่ฝันว่าต้องการมาศึกษาต่อและต้องการได้ทำงานในภาคอุตสาหกรรมนี้ให้ได้ นั่นคือ ภาคดิจิทัล หรือให้โฟกัสลงไปชัดๆ นั่นคือ ภาคการผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ ในรูปแบบต่างๆ นั่นเอง

โดยวิทยากรคนต่อไปที่จะมาเปิดมุมมองและอัปเดตความเป็นไปในโลกดิจิทัลคอนเทนต์ คือ ผศ.ดร.กมล จิราพงษ์ คณบดีคณะดิจิทัลมีเดีย มหาวิทยาลัยศรีปทุม ที่มาฟันธงอีกเสียงว่า ภาคอุตสาหกรรมการผลิตดิจิทัลมีเดียและดิจิทัลคอนเทนต์นั้นมีความเติบโตอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่การเกิดขึ้นของอีอีซี นับเป็นอีกหนึ่งแรงกระตุ้นที่จะทำให้วิชาชีพด้านนี้เป็นที่จับตามองและแรงขึ้นอีก

ดร.กมล จิราพงษ์

“เทรนด์การนำเทคโนโลยีด้านดิจิทัลมาผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ เพื่อก่อให้เกิดมูลค่าในเชิงพาณิชย์กำลังมาแรงและได้รับการตอบรับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ด้านดิจิทัลคอนเทนต์ เช่น ภาพยนตร์ ภาพยนตร์โฆษณา ภาพยนตร์การ์ตูน เกมออนไลน์ วิดีโอเกม เกมมือถือ และสื่อผสม (Multimedia) ต่างๆ ที่นำมาสู่การเริ่มสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ของคนไทย เช่น การปั้นการ์ตูนแนวซูเปอร์ฮีโร่ หรือแอนิเมชั่นต่างๆ”

ทั้งนี้ ดร.กมล ยืนยันว่าจากประสบการณ์ที่อยู่ในภาคการผลิตกำลังคนเพื่อตอบสนองความต้องการของภาคสถานประกอบการดิจิทัลคอนเทนต์นี้ ขอยืนยันเลยว่า เด็กไทยเรามีความสามารถ มีไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงทักษะในด้านการสร้างดิจิทัลคอนเทนต์ที่ไม่เป็นสองรองชาติใดในโลกเลย

“เพียงแต่ว่า บุคลากรภาคการศึกษาทุกระดับและผู้ปกครอง ต้องหาความสนใจและความชอบของเด็กคนนั้นๆ ให้เจอ และไม่มองในทางลบว่าความชอบของเด็กนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ อย่างบุตรหลานของท่านที่เล่นเกมทั้งวัน อย่าเพิ่งตัดสินไปว่าเขาติดเกม ขอให้ได้พูดคุยว่าถ้าเขาชอบเกมจริงๆ อย่างเล่นเกมเป็นอาชีพไหม หากคำตอบของบุตรหลานคือ ใช่ ก็ควรส่งเสริมให้เขาได้เรียนรู้ไปแบบสุดทาง เพราะตอนนี้วงการกีฬาอีสปอร์ตนั้นเปิดกว้างและได้รับการยอมรับแล้ว รวมถึงจากความชอบเกม ยังพัฒนาไปเป็นอีกหลายวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นคนเขียนโปรแกรมเกม หรือนักพากย์เกมอีสปอร์ต หรือที่เรียกว่า นักแคสต์เกม (Game caster) ด้วย”


ลบค่านิยมแง่ลบ อาชีวะยุคใหม่ จบแล้วมีงานทำ เงินเดือนไม่น้อยหน้าคนจบปริญญา

เปลี่ยนจากฟากฝั่งของอุดมศึกษามายังภาคของอาชีวศึกษา ที่ได้รับโจทย์การผลิตคนตาม Demand Driven ไม่ต่างกัน ทว่า หากให้ย้อนไปมองดู ที่ผ่านมา ภาคอาชีวศึกษาก็เป็นภาคการศึกษาที่ผลิตกำลังคนตอบสนองภาคอุตสาหกรรมมาโดยตลอด

อาจารย์นิทัศน์ วีระโพธิ์ประสิทธิ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคชลบุรี เป็นผู้ยืนยันข้อเท็จจริงข้างต้น โดยได้อธิบายด้วยการยกตัวอย่างแนวทางที่ทางภาคอาชีวศึกษาคิดค้นขึ้นมาเป็นต้นแบบที่ตอนนี้เรียกกันว่า อีอีซีโมเดล ซึ่งมาจาก สัตหีบโมเดลเดิม ที่มีหลักการผลิตกำลังคนคุณภาพระดับหัวกะทิ ตอบสนองความต้องการของสถานประกอบการอยู่แล้ว

อาจารย์นิทัศน์ วีระโพธิ์ประสิทธิ์

“การจัดการศึกษาตามแบบ อีอีซีโมเดล ตั้งมั่นอยู่บนหลักการ ‘เรียนจริง รู้จริง ลงมือทำจริง’ ด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ ‘Work Integrated Learning’ ซึ่งถูกออกแบบในลักษณะบูรณาการเรียนกับการทำงานจริง เพื่อให้ผู้เรียนได้ประยุกต์ความรู้ภาคทฤษฎี ไปใช้ทำงานในที่ทำงานจริง ทำให้ผู้เรียนมีทักษะในการทำงาน และสามารถปฏิบัติงานได้จริงเมื่อสำเร็จการศึกษา โดยจะแบ่งผู้เรียนตามลักษณะของหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ ให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการและผู้เรียนเอง โดยผู้เรียนจะได้รับสิทธิประโยชน์ค่าตอบแทนในระหว่างการเรียนด้วย และมีหลักประกันในการได้งานทำที่แน่นอนเมื่อสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรแล้ว”

นอกจากนั้น อาจารย์นิทัศน์ยังย้ำความมั่นใจว่า ที่ผ่านมา ในพื้นที่ 3 จังหวัดอีอีซี มีสถิติยืนยันแล้วว่าผู้ที่เรียนจบอาชีวศึกษามีงานทำเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะในพื้นที่นี้เป็นพื้นที่เป้าหมายที่ภาคอุตสาหกรรมหลากหลายจะมาขยายกิจการ ทำให้เกิดความต้องการกำลังคนที่มีทักษะเฉพาะทางจำนวนมาก ซึ่งความสามารถของนักศึกษาอาชีวศึกษาก็ถือว่าตอบโจทย์ความต้องการนี้อย่างครบถ้วน ส่งผลให้นักศึกษาที่จบทางสายอาชีวศึกษามีงานทำเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ผู้ปกครองมีความมั่นใจที่จะส่งบุตรหลานมาเรียนในสายอาชีวะ


ได้เวลาเร่งเครื่องภาคการผลิตกำลังคน ตอบสนอง ‘อุตสาหกรรมหุ่นยนต์’ เต็มสูบ

ในส่วนของการบรรยายเพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมที่เป็นบุคลากรการศึกษาได้รับรู้นั้น มาถึงในภาคอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญมากในนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และเป็นหนึ่งพื้นฐานของ 10 S-Curves นั่นคือ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ซึ่ง ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ในฐานะผู้ก่อตั้ง FIBO : Institute of Field roBOtics (หรือ ฟีโบ้) สถาบันหุ่นยนต์แห่งเดียวของไทย ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้มาถ่ายทอดหลักคิดน่าสนใจในการผลิตกำลังคนด้านนี้ว่า

“ในช่วงแรกที่มีการก่อตั้งสถาบันหุ่นยนต์ฟีโบ้ อุตสาหกรรมการผลิตในไทยส่วนใหญ่ยังเป็นแบบใช้แรงงานคนอยู่มาก ผมจึงถูกตั้งคำถามในตอนนั้นว่า ‘ในไทยมีแรงงานมาก จะมีหุ่นยนต์ไปทำไมกัน?’ มาในวันนี้ คำตอบมันปรากฏเองโดยที่ผมไม่ต้องเอ่ยอะไรสักนิด”

ดร.ชิต เหล่าวัฒนา

และผลของการผลิตกำลังคนทางการศึกษาที่เดินมาผิดทางนี้ ดร.ชิต ก็ชี้ให้เห็นว่า มันมาปรากฏให้เห็นชัดเจน เมื่อประเทศเดินหน้าโครงการเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก เราจึงต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนกำลังคนทางวิชาชีพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะตอนนี้เมื่อโครงการ EEC เดินหน้า ก็มีภาคอุตสาหกรรมเข้ามาและพร้อมที่จะลงทุนในภาคอุตสาหกรรมแล้ว แต่คำถามที่ ดร.ชิต มักถูกถามไถ่มาคือ เรามีกำลังคนที่พร้อมจะทำงานในเขตอุตสาหกรรม EEC หรือไม่ ?

ทางออกของปัญหาแบบเร่งด่วนตอนนี้ คือการสร้างความเปลี่ยนแปลงและความร่วมมือของทุกฝ่าย

“ในการร่างหลักสูตรนำร่องเพื่อผลิตกำลังคนด้านหุ่นยนต์ จึงควรยึดเอาความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเป็น Key Success หลัก เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมทำงานกับภาคอุตสาหกรรมมาตลอด อย่างในการสร้างหุ่นยนต์ขึ้นมาสักตัว ไม่ใช่คิดจะสร้างก็สร้างขึ้นมาตามความต้องการของเรา แต่ต้องไปถามความต้องการของภาคอุตสาหกรรมด้วยว่า ต้องการสร้างหุ่นยนต์มาตอบโจทย์อะไรในสายงานการผลิต การผลิตกำลังคนก็เช่นกัน ต้องสำรวจก่อนว่ากำลังคนที่ภาคอุตสาหกรรมด้านนี้ต้องการนั้นขาดอยู่เท่าไร และทักษะที่ภาคผู้ประกอบการต้องการในตัวคนทำงานเป็นอย่างไร ซึ่งสองปัจจัยนี้มีความจำเป็นที่สุด”


อ่านบทความด้านการพัฒนาการศึกษาไทยที่น่าสนใจกันต่อ

‘อุตสาหกรรมหุ่นยนต์’ คงไปต่อยาก ถ้ายังสงสัยว่า จะมีหุ่นยนต์ไปทำไมกัน?

‘FameLab’ แพลตฟอร์มกระตุ้นคนสายวิทย์ คิดแล้วต้องสื่อสารสู่สาธารณะ

แตกแถวฉีกแนวระบบการศึกษาสู่นวัตกรรมการเรียนใหม่แบบ “ธรรมศาสตร์”