นับเป็นมวยถูกคู่อย่างยิ่ง สำหรับหนุ่มใหญ่วัยคุณปู่สุดซู่ซ่ายี่ห้อ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ วัย 73 ปี เจ้าของตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา กับสาวใหญ่วัยคุณย่าสุดเซ็กซี่ยี่ห้อ ‘แนนซี่ เพโลซี่’ วัย 79 ปี เจ้าของตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฏรและประธานรัฐสภา แห่งสหรัฐอเมริกา ที่ระเบิดสงครามน้ำลายการเมืองหักเหลี่ยมเฉือนคมกันมันหยดติ๋งๆ…


ศักดิ์ศรีประธานรัฐสภาเสมอด้วยประธานาธิบดี :

ไม่กี่วันหลังขึ้นนั่งบัลลังก์ครองตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฏรและประธานรัฐสภาของ ‘แนนซี่ เพโลซี่’ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐแคลิฟอร์เนีย สังกัดพรรคเดโมแครท เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2562 เธอได้รับเชิญจากประธานาธิบดีทรัมป์ให้ไปร่วมหารือที่ทำเนียบขาว เพื่อโน้มน้าวให้ผ่านงบประมาณก่อสร้างกำแพงกั้นชายแดนระหว่างสหรัฐอเมริกากับเม็กซิโก วงเงิน 5,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาความมั่นคงและปัญหาอาชญากรรม แต่เธอปฏิเสธ กระทั่งเป็นที่มาของการตัดพ้อของทรัมป์ผ่านทวิตเตอร์ทำนองว่า “เสียเวลาเปล่า”

ผ่านมาถึงวันที่ 16 มกราคม 2562 เพียงแค่ 13 วันของเพโลซี่ ในตำแหน่งประธานรัฐสภา เธอก็สำแดงให้ประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับรู้ พร้อมๆ กับประกาศให้โลกทั้งใบได้ประจักษ์ว่า สถานะความเป็นประธานรัฐสภา ในฐานะผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่ “ไก่รองบ่อน” ไม่ใช่ “คอหอยลูกกระเดือก” ของประธานาธิบดี ที่เป็นผู้นำฝ่ายบริหารและมีอิสระโดยสมบูรณ์ในการคิดและลงมือทำอะไรต่อมิอะไรได้ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

รูปธรรมสะท้อนให้เห็นความเท่าเทียมกันระหว่างผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติ กับ ผู้นำฝ่ายบริหาร ซึ่งเพโลซี่วาดลวดลายให้คนทั้งโลกได้ประจักษ์แจ้งชัดคือ การทำหนังสือส่งตรงถึงประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งมีสาระสำคัญระบุถึงการ “ยกเลิก” กิจกรรมที่เรียกว่า “State of the Union-SOTU” หรือ การแถลงผลงานรัฐบาล โดยประธานาธิบดีต่อที่ประชุมรัฐสภา ทั้งที่กำหนดไว้ล่วงหน้าว่าเป็นวันที่ 29 มกราคม 2562 เรียบร้อยแล้ว

เหตุผลสำคัญประกอบการยกเลิก SOTU ในหนังสือที่ประธานรัฐสภาส่งไปถึงประธานาธิบดี ได้แก่สถานการณ์ทั่วไปของประเทศอยู่ในภาวะ “ไม่ปกติ” ตามที่ประธานาธิบดีเคยกล่าวอ้างเอาไว้เอง อีกทั้งภาวะ “ชัตดาวน์” ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2561 ยังดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยที่ฝ่ายบริหารไม่สามารถยืนยันให้ชัดเจนได้ว่า จะยุติลงและกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เมื่อใด

อย่างไรก็ดี ในหนังสือฉบับที่ว่ายังขมวดทิ้งท้ายในทำนองว่า ฝ่ายบริหารมีอิสระที่จะจัดแถลงผลงานรัฐบาลได้เองที่ทำเนียบขาว หรือในสถานที่อื่นใดที่เห็นว่าเหมาะสม แต่ต้องไม่ใช่อาคารรัฐสภา


ทรัมป์ ตีรวน :

ประธานาธิบดีทรัมป์เก็บอาการสงวนท่าทีอยู่หลายวัน หลังจากได้รับหนังสือ “ยกเลิก” จากประธานรัฐสภา กระทั่งสบโอกาสเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2562 จึงเปิดปากยอมรับการถูกยกเลิก พร้อมกับยินยอมว่าจะไม่มีการแถลงผลงานรัฐบาล ตราบใดก็ตามที่สถานการณ์ “ชัตดาวน์” ยังไม่ได้รับการแก้ไข และเจ้าหน้าที่รัฐกว่า 800,000 คน ที่ต้องว่างงานตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2562 ก็ยังไม่ได้กลับเข้าทำงานตามปกติ

อย่างไรก็ตามเบื้องหลังการยอมจำนนต่ออำนาจของประธานรัฐสภา ก็แฝงการตีรวนป่วนแผนงานของประธานรัฐสภาไว้แบบเนียนๆ ด้วยการใช้อำนาจปฏิเสธการอนุมัติใช้เครื่องบินของกองทัพในการเดินทางไปพบปะกำลังพลในอัฟกานิสถาน แต่แนะนำให้ใช้เครื่องบินพาณิชย์ในการเดินทางแทน

กรณีนี้เพโรซี่ออกมาสับแหลกท่าทีรัฐบาลว่า เป็นการนำหมายการเดินทาง ซึ่งควร “ปิดลับ” เพื่อความปลอดภัย มาเปิดเผยในที่แจ้งอย่างไม่พึงกระทำ


เพโรซี่…ว่าที่ประธานาธิบดี :

ใครต่อใครหลายคนอาจตั้งข้อสงสัยในความซ่าของเพโรซี่ ที่กล้าท้าทายอำนาจประธานาธิบดีทรัมป์ชนิดไม่ยอมลดลาวาศอก…ทำไม???

นักวิเคราะห์การเมืองอเมริกัน ประเมินว่าปฏิกิริยาแข็งกร้าวห้าวเป้งที่เพโรซี่มีต่อทรัมป์ น่าจะมาจากความที่ตอนนี้ทรัมป์ อุปมาเหมือน “เสือลำบาก” เนื่องจากถูกขึ้นบัญชีสืบสวนสอบสวนอย่างเข้มข้นในพฤติกรรมเกี่ยวกับการ “ขายชาติ” มีผลประโยชน์ร่วมกับรัสเซีย และหากปะเหมาะเคราะห์ร้าย “ถูกสอย” ตกเก้าอี้ประธานาธิบดีก่อนเวลาอันควร พร้อมๆ กันกับรองประธานาธิบดีไมค์ เพนน์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นพยานปากเอกรับประกันความสะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่องให้แก่ทรัมป์มาตลอด…เก้าอี้ประธานาธิบดีจะเปรียบเหมือนส้มที่หล่นมารองสองแก้มก้นของเพโรซี่ทันที ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ