สังคมไทยได้ขยับไปอีกขั้นแล้ว จากการพูดคุยกันเรื่อง เทคนิคการเลือกหน้ากากป้องกันฝุ่น PM 2.5 วันนี้ เราต้องมาคุยกันถึง ‘เทคนิคการเลือก เครื่องฟอกอากาศ สู้ฝุ่น PM 2.5’ เมื่อมหันตภัยฝุ่น ได้ขยายวงกว้างคุกคามชีวิตชาวกรุงและชาวเมืองใหญ่ทั่วไทย ยกตัวอย่าง ในเขตบางขุนเทียน ชานเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นย่านที่มีหมู่บ้านและที่อยู่อาศัยมากมาย เมื่อวัดปริมาณฝุ่นโดยใช้แอปพลิเคชัน AIR4THAI เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา มีปริมาณสูงถึง 212 AQI ไอคอนรูปหน้าคนขึ้นเป็นสีแดง บอกให้รู้ว่าวิกฤตฝุ่นรุนแรงเข้าขั้นอันตรายแล้ว นอกจากการป้องกันตนเองด้วยการใส่หน้ากาก N95 เพื่อรับมือกับฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า PM 0.3 ละออง เชื้อโรค และฟูมโลหะ แล้ว ไอเดียในการซื้อ ‘เครื่องฟอกอากาศ สู้ฝุ่น PM 2.5’ ไว้สักเครื่องที่บ้าน ก็เป็นความคิดที่ไม่เลว

ทว่า ต้องทำความเข้าใจกันก่อน แม้เราจะแนะนำว่า เครื่องฟอกอากาศเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสู้ภัยฝุ่นที่ควรมีไว้ประจำบ้าน ก็ไม่ใช่ว่าทุกครอบครัวต้องพยายามเสียเงินไปซื้อเจ้าเครื่องนี้ด้วยเงินผ่อนมาไว้ที่บ้าน แนะนำให้ซื้อเมื่อพร้อมด้านการเงินเท่านั้น เนื่องจาก แม้ไม่มีเครื่องฟอกอากาศ คุณและสมาชิกในครอบครัวตระหนักในการป้องกันตัวเองจากภัยฝุ่นด้วยการใส่หน้ากากอนามัยเมื่อต้องออกนอกบ้าน และป้องกันปัจจัยเสี่ยงก่อฝุ่นควันในบ้านอย่าง การเผาขยะ การกินปิ้งย่าง หรือการจุดธูป ก็สามารถสร้างบรรยากาศสุขอนามัยที่ดี สู้ฝุ่น PM 2.5 ได้แล้ว 

แต่ถ้าครอบครัวไหนต้องการซื้อ ‘เครื่องฟอกอากาศ สู้ฝุ่น PM 2.5’ ล่าสุด เว็บไซต์ iurban.in.th ได้เผยแพร่บทความ “แนะ 5 เทคนิคเลือกเครื่องฟอกอากาศที่พิชิตฝุ่นจิ๋วได้อย่างเห็นผล” ซึ่งเรานำมาแชร์ให้นำไปปรับใช้ในการตัดสินใจซื้อเครื่องฟอกอากาศที่ถูกต้องกัน


เครื่องฟอกอากาศ สู้ฝุ่น PM 2.5′ ที่ดีจริง ต้องมี ความละเอียดของฟิลเตอร์ HEPA/EPA

หัวใจสำคัญที่สุดของเครื่องฟอกอากาศทุกเครื่อง คือ ไส้กรองอากาศ โดยระบบการทำงานของเครื่องฟอกอากาศเกือบทั้งหมด ฟอกอากาศด้วยการนำอากาศเสียวิ่งผ่านไส้กรองเพื่อให้ได้อากาศดีออกมา โดยมาตรฐานโลกของไส้กรองอากาศนั้นมีชื่อเรียกว่า HEPA (High Efficiency Particulate Air) ชื่อมาตรฐานของฟิลเตอร์เครื่องฟอกอากาศที่ใช้ในตลาดตอนนี้ถึง 90% โดยลักษณะจะเป็นแผงกระดาษที่มีเนื้อเป็นเส้นใยไฟเบอร์ทอความหนาระดับหนึ่ง วางสลับฟันปลากันไปมา เพื่อให้อากาศสามารถผ่านได้โดยที่ดักฝุ่นเอาไว้ให้ติดกับเนื้อฟิลเตอร์

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีไส้กรองอากาศตอนนี้ พัฒนาไปถึงไส้กรองที่มีระดับคุณภาพสูงกว่า HEPA นั่นคือ ULPA โดยแค่ในระดับ HEPA ก็ดักจับได้ 99.95% แล้ว ดังนั้น เครื่องฟอกอากาศส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยนำเทคโนโลยี ULPA มาใช้ให้สิ้นเปลือง สำหรับผู้บริโภคอย่างเรามองหาแค่ HEPA ก็ดีเยี่ยมแล้ว แต่ในตลาดวันนี้ยังคงมีเครื่องฟอกอากาศที่ใช้ไส้กรองอากาศระดับ EPA (รุ่นต่ำกว่า) จำหน่ายอยู่ด้วยเช่นกัน ในราคาที่พอกันกับ HEPA เพราะฉะนั้น เครื่องฟอกอากาศที่มีไส้กรองอากาศมาตรฐานที่ผู้บริโภคควรเลือกซื้อ คือ HEPA นั่นเอง

โดยการออกแบบฟิลเตอร์ HEPA ในเครื่องฟอกอากาศมีหลากหลายรูปแบบ ไม่มีแบบไหนที่ด้อยกว่ากัน แต่มีบางยี่ห้อที่นำอากาศผ่าน HEPA ถึง 2 ชั้น ก็อาจจะเพิ่มประสิทธิภาพในการกรองอากาศให้มากขึ้นได้ และต้องทำความเข้าใจด้วยว่า แม้ว่า HEPA จะสามารถดักจับแบคทีเรียได้ แต่ไส้กรองอากาศในเครื่องฟอกอากาศในปัจจุบันไม่ว่าแบบไหนก็ไม่สามารถดักจับไวรัสได้ แม้แต่ฟิลเตอร์ ULPA เนื่องจากมีขนาดเล็กกว่าไส้กรองลงไปอีก


ปริมาณอากาศและขนาดของห้องที่จะใช้เครื่องฟอกอากาศ อีกสองปัจจัยที่ต้องคิดก่อนซื้อ

แน่นอนว่าเครื่องฟอกอากาศที่สามารถฟอกอากาศได้จำนวนมากนั้นย่อมมีราคาสูงกว่าเครื่องฟอกอากาศสำหรับห้องนอน หรือพื้นที่ขนาดเล็ก ดังนั้น ก่อนการเลือกรุ่นเครื่องฟอกอากาศ เราจำเป็นจำต้องทราบว่าเราจะนำไปใช้กับห้องไหนเสียก่อน ถ้าหากห้องมีขนาดที่แตกต่างกันมาก เช่น ห้องนอน กับห้องนั่งเล่น อาจใช้เครื่องฟอกอากาศรุ่นเดียวร่วมกันไม่ได้

  • เทคนิคคํานวณขนาดห้อง ถ้าหากเป็นคอนโด อาจวางเครื่องฟอกอากาศไว้ที่ห้องที่มีพื้นที่มากที่สุดเพียงเครื่องเดียว โดยก่อนไปซื้อให้คํานวณขนาดของพื้นที่ห้องทั้งหมดรวมกัน ซึ่งวิธีการคํานวณห้องแบบง่ายที่สุด คือ กว้าง (เมตร) x ยาว (เมตร) ยังไม่ต้องนำความสูงของห้องมาคำนวณด้วย
  • ระวัง อย่าติดกับดักการคํานวณพื้นที่ เพราะพนักงานขายเครื่องฟอกอากาศเกือบทุกแบรนด์จะบอกคุณง่ายๆ ว่า เครื่องฟอกอากาศนี้จะสามารถใช้ได้กับห้องขนาดเท่าไหร่ เพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจ ขณะที่บางแบรนด์จะไม่ได้บอกถึงจำนวนรอบว่า ใน 1 ชั่วโมงจะฟอกอากาศจนครบหมดได้กี่รอบ “เพื่อป้องกันไม่ให้โดนเซลล์หลอกอีกต่อไป” ผู้เขียนบทความนี้จึงชี้แนะว่า ควรถามเซลล์ด้วยว่า “เครื่องนี้หนึ่งชั่วโมงฟอกได้กี่รอบ?” เพราะบางเครื่อง 1 ชั่วโมง ฟอกได้ 2 รอบ บางเครื่องได้ 4-6 รอบ ซึ่งต่างกันมาก

และเทคนิคในการสังเกตคุณสมบัติที่กล่าวมานี้ ให้มองหาค่า CADR หรือย่อมาจาก Clean Air Delivery Rate ที่เป็นค่ามาตรฐานสำหรับทดสอบเครื่องฟอกอากาศ หมายถึง “อากาศที่ฟอกแล้ว” ที่ออกจากเครื่อง ไม่ใช่แค่อากาศที่วิ่งผ่านโดยยังไม่ฟอก และจะบอกเป็น ลูกบาศก์เมตร (m³) ต่อชั่วโมง เช่น 200m³/h หรือ 500m³/h ซึ่งค่าตรงนี้เป็นค่าที่ควรให้ความสนใจอย่างแท้จริง เพราะเป็นค่าที่จะใช้เปรียบเทียบว่าเครื่องฟอกอากาศยี่ห้อไหนดี คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือไม่


เพราะฟิลเตอร์เครื่องฟอกอากาศมีวันหมดอายุ เมื่อไรต้องเปลี่ยนฟิลเตอร์ ‘ราคา’ จึงสำคัญ

นับแต่ใช้งานเครื่องฟอกอากาศ ประสิทธิภาพของฟิลเตอร์จะค่อยๆ ลดลงตามระยะเวลาการใช้งาน แต่ปัญหาอยู่ที่ผู้ใช้งานจะไม่สามารถรู้ด้วยการสังเกตจากภายนอกว่า ฟิลเตอร์หมดอายุแล้วหรือยัง ทั้งที่จริงแล้วฟิลเตอร์ในเครื่องฟอกอากาศที่คุณใช้อาจเก็บกักฝุ่นจนเต็ม ไม่สามารถดักจับเพิ่มได้แล้ว การเปิดเครื่องฟอกอากาศจึงเหมือนแค่เปิดพัดลมให้เปลืองไฟไปเท่านั้น ดังนั้น คุณจำเป็นจะต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนฟิลเตอร์เป็นอีกหนึ่งปัจจัย โดยคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้

  • จะรู้ได้อย่างไรว่าฟิลเตอร์หมดอายุ? ควรเลือกเครื่องฟอกอากาศที่มีตัวจับเวลาการเปิดปิดเครื่อง ซึ่งจะแจ้งให้ผู้ใช้ทราบว่าถึงเวลาที่ควรเปลี่ยนฟิลเตอร์หรือยัง ฟังก์ชันนี้ ทำมาเพื่อให้ใช้งานเจ้าเครื่องนี้ง่ายขึ้น แต่แน่นอนว่าเครื่องฟอกอากาศรุ่นเล็กๆ อาจไม่มีระบบแจ้งเตือนตรงนี้
  • ฟิลเตอร์ราคาเท่าไหร่? เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้ใช้ควรนำมาประกอบการตัดสินใจซื้อเครื่องฟอกอากาศด้วย เพราะต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเครื่องฟอกอากาศไม่ใช่อุปกรณ์ที่จ่ายครั้งเดียวแล้วจบ แต่ต้องใส่ใจดูแลเปลี่ยนฟิลเตอร์อยู่เป็นประจำ โดยตอนนี้ เครื่องฟอกอากาศยี่ห้อพรีเมียมก็ไม่ได้มีฟิลเตอร์ราคาแพงเสมอไป ข้อมูลนี้ควรสอบถามจากเซลล์จะดีที่สุด
  • จะซื้อฟิลเตอร์ได้ที่ไหน? การซื้อหาฟิลเตอร์ได้สะดวกก็จัดว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ลดต้นทุนการเดินทางไปซื้อได้ ยิ่งยุคนี้ถ้าสามารถสั่งออนไลน์ได้ ก็น่าสนใจ หรือถ้าไม่ได้ ให้ถามเซลล์เผื่อไว้เลยว่า จะซื้อกับผู้จำหน่ายเครื่องได้ไหม หรือต้องสั่งจากศูนย์อย่างเดียว มีฟิลเตอร์แบบไหนให้เลือกบ้าง และล่าสุดมีหลายรุ่นที่เพิ่มฟังก์ชันให้สามารถเพิ่มฟิลเตอร์ HEPA เข้าไปอีกได้ ที่เห็นได้บ่อยคือ การเพิ่มคาร์บอน (หรือถ่าน) เข้าไปเพื่อช่วยในการดูดซับกลิ่น และบางรุ่นเพิ่มการฆ่าเชื้อโรค เพิ่มการกำจัดกลิ่นพิเศษอีกด้วย

ฟังก์ชันเสริม ‘ฆ่าเชื้อโรค’ มีหรือไม่มี ดีกว่ากัน?

ในท้องตลาดตอนนี้ มีเครื่องฟอกอากาศหลายยี่ห้อพยายามพัฒนาฟังก์ชันที่เป็นลิขสิทธิ์หรือฟังก์ชันเสริมขึ้นมา อย่างการนำ Ion (ไอ-ออน) มาช่วยในการกำจัดเชื้อโรค ผสมสูตรเป็นพลาสมา ซึ่งบางฟังก์ชันอาจไม่เหมาะต่อการเปิดนาน เช่น Ozone ที่ฆ่าเชื้อโรคและเซลล์ขนาดเล็กมากได้ แต่ส่งผลไม่พึงประสงค์ต่อเซลล์ในร่างกายมนุษย์ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการเปิดฟังก์ชันนี้ หรือเปิดใช้บางเวลาที่จำเป็นเท่านั้น

ขณะที่ในอีกด้าน ก็มีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อแข่งขันกันอย่างสร้างสรรค์ เช่น การปล่อยประจุไฟฟ้าเพื่อฆ่าเชื้อโรค การใช้แสงอัลตราไวโอเล็ตเพื่อฆ่าเชื้อโรค การใช้ความชื้นผสมไฟฟ้าหรือไทเทเนียม และอีกมากมาย ซึ่งเป็นความพยายามของแต่ละยี่ห้อที่ต้องการนำเสนอเทคโนโลยีที่ทันสมัย สร้างความแตกต่างกันในแบบที่คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนแบบได้


ล้ำสมัยยิ่งขึ้น ต้องมีฟังก์ชันเสริม ‘การทำงานอัตโนมัติ’

ยุคนี้เป็นยุคที่เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายประเภทต้องใส่ฟังก์ชันเสริมการทำงานอัตโนมัติเข้าไปด้วย ถึงจะโดนใจผู้ใช้ยุคดิจิทัล เครื่องฟอกอากาศหลายเครื่องจึงสามารถเชื่อมต่อ WIFI และสามารถควบคุมผ่านทางแอปพลิเคชันบนมือถือได้ บางเครื่องสามารถวัดคุณภาพอากาศได้ว่าตอนนี้มีฝุ่นเยอะแค่ไหน สามารถเร่งเครื่องทำงานเองได้เมื่อตรวจจับว่าในบรรยากาศนั้นมีฝุ่นเยอะ และถ้าไม่มีฝุ่นก็ไม่จำเป็นต้องเปิดแรงให้เปลืองไฟ โดยฟังก์ชันเสริมล้ำสมัยที่กล่าวมานี้ เป็นตัวชี้วัดว่าเครื่องฟอกอากาศนั้นมีราคาสูงขึ้นนั่นเอง

ในตอนท้าย ผู้เขียนบทความสรุปให้อีกครั้งว่า “หากคุณมองหาเครื่องฟอกอากาศที่คุ้มราคาแล้ว สามารถเลือกโดยเน้นที่ 2 ปัจจัยอย่าง HEPA และปริมาณการผลิตอากาศ (CADR) ก็สามารถได้เครื่องฟอกอากาศที่เพียงพอต่อการใช้งานทุกวัน รวมถึงจัดการกับฝุ่น PM 2.5 ได้แล้ว”


ที่มา :

  • บทความเรื่อง “เครื่องฟอกอากาศ PM 2.5 มี 5 เรื่องต้องดูเพื่อเลือกซื้ออย่างมือโปร 2019” เผยแพร่ในเว็บไซต์ iurban.in.th (https://www.iurban.in.th/inspiration/pm25airpurifierhome/)
  • รายงานข่าว “เลือก ‘เครื่องฟอกอากาศ’ แบบมือโปรสู้ฝุ่นพิษ” เว็บไซต์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 31 มกราคม 2562

รอบรู้ทุกด้าน เพื่อสู้มหันตภัยฝุ่น PM 2.5 ไปด้วยกัน

หลากเทคนิคเลือก หน้ากากอนามัย สู้มหันตภัยฝุ่นเมืองใหญ่

5 เทรนด์ออกแบบบ้านสู้ ‘วิกฤตฝุ่น PM 2.5’ รุนแรงแค่ไหน ก็เอาอยู่

อัปเดตปัญหาฝุ่นควันโลก พร้อมส่องวิธีแก้ปัญหา ‘มหันตภัยฝุ่น PM 2.5’ สุดสร้างสรรค์จากประเทศจีน