การเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาตอนนี้ จะโฟกัสแค่การปรับหลักสูตรให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการปฏิบัติเพิ่มขึ้น หรือเพิ่มศักยภาพให้บุคลากรผู้สอน เพียงแค่นี้คงไม่พอแล้ว เพราะการศึกษาไทยในยุคที่การพัฒนาอุตสาหกรรมเดินหน้าไปแบบไม่หยุด พร้อมกับปัจจัยเสริมด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำหน้าที่มีพลวัตรเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สถาบันอุดมศึกษาจึงต้องหันมาให้ความสำคัญกับการวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่มีประสิทธิภาพแตกต่าง สอดคล้องกับสภาพสังคมไทยและสภาวะของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และแนวทางไหนจะเป็น ‘ทางรอดมหาวิทยาลัย ศตวรรษที่ 21’ บ้าง เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

เพื่อนำเสนอแนวทางที่เหมาะสมในการปฏิรูปการอุดมศึกษาไทย ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) จึงร่วมมือกันจัดงานแถลงข่าวเปิดตัว “How Cambridge Barkeley Stanford do Tech Transfer” การประชุมสัมมนาเพื่อปฏิวัติระบบนิเวศน์ด้านเทคโนโลยีของประเทศไทย เพื่อนำเสนอแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดจาก 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก คือ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ มหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่จะมาร่วมแบ่งปันความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีให้กับผู้นำและนักศึกษาในประเทศไทย ไปเมื่อวันที่ 30 มกราคม ที่ผ่านมา

โดยในครั้งนี้ มีตัวแทนผู้บริหารจากทั้ง 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำที่เอ่ยนามมา มาถ่ายทอดแนวทางที่เป็น ‘ทางรอดมหาวิทยาลัย ศตวรรษที่ 21’ ซึ่งได้นำไปใช้ปฏิบัติแล้วและได้รับผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ


งานวิจัยในนาม ม.เคมบริดจ์ ต้องตอบโจทย์สถานประกอบการ พร้อมจดสิทธิบัตร สร้างรายได้กลับสู่มหาวิทยาลัย

ผู้บริหารท่านแรกที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์การปฏิวัติระบบการศึกษาให้ก้าวเท่าทันเทคโนโลยีของโลก คือ พอล เจ. ซีไบรท์ รองผู้อำนวยการ เคมบริดจ์ เอนเตอร์ไพรซ์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่ให้มุมมองต่อการพัฒนาการศึกษาไทยที่น่าสนใจก่อนว่า

พอล เจ. ซีไบรท์

“ประเทศไทยมีความโดดเด่นเรื่องอุตสาหกรรมการผลิตที่ชัดเจน ทิศทางการศึกษาจึงต้องชัดเจนตามไปด้วย คือ มหาวิทยาลัยต้องมุ่งพัฒนานวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก ต้องมีบทบาทสร้างเทคโนโลยีที่เหมาะสมและไม่ได้มีมูลค่าแค่ในเชิงพาณิชย์อย่างเดียว แต่ต้องเป็นงานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย”

ส่วนบุคลากรที่มหาวิทยาลัยต้องปรับยุทธศาสตร์ให้สอดคล้อง เพื่อสร้างกำลังคนที่มีทักษะพร้อมสำหรับการดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 คือ เน้นปรับหลักสูตรเพื่อสร้างคนให้มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะด้านการคิดอย่างเป็นระบบ อีกด้านหนึ่งต้องส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถสร้างมูลค่า พัฒนาประเทศ สอดคล้องกับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต โดยต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม ภาคเอกชน และกลุ่มมหาวิทยาลัยด้วยกันในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีในอนาคต

“แนวทางที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ยึดถือปฏิบัติ คือ สนับสนุนให้ทำงานวิจัย สร้างนวัตกรรม เทคโนโลยี รวมถึงจดสิทธิบัตรต่างๆ ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้สามารถสร้างรายได้กลับมาที่มหาวิทยาลัยได้มากมาย นอกจากนั้นเรายังได้ต่อยอดทำงานร่วมกับภาคเอกชน โดยจัดตั้งศูนย์การทำงานร่วมกับภาคเอกชน โดยจัดตั้งศูนย์การทำงานร่วมกับภาคเอกชน และการประสานงานกับภาคสถานประกอบการนี้เองที่ทำให้ทางมหาวิทยาลัยได้รู้ว่า ทักษะของบุคลากรที่มหาวิทยาลัยต้องผลิตเพื่อป้อนให้กับสถานประกอบการคืออะไร ขณะเดียวกัน ได้ร่วมมือกันศึกษาวิจัยในหัวข้อที่ตอบสนองตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น รวมถึงเมื่อเกิดการร่วมมือวิจัยกับสถานประกอบการอย่างเป็นรูปธรรมทำให้ทางมหาวิทยาลัยได้รับทุนวิจัยจากรัฐบาลมากขึ้น เพราะนวัตกรรมที่ได้จากการศึกษา ค้นคว้า วิจัย สามารถสร้างมูลค่าและนำไปปรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ ได้ในวงกว้าง”


ม.เบิร์กลีย์ ย้ำ ‘ทางรอดมหาวิทยาลัย ศตวรรษที่ 21’ สถาบันอุดมศึกษาต้องต่อยอดสร้างผู้ประกอบการใหม่ด้วย

ด้าน แครอล มิมูรา ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยด้านทรัพย์สินทางปัญญาและอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ ย้ำแนวทางการพัฒนาภาคอุดมศึกษาว่า

แครอล มิมูรา

“การสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับภาคอุดมศึกษา ที่จะเข้ามามีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างตอบโจทย์ มหาวิทยาลัยต้องพัฒนาตนเองในทุกองคาพยพ ทั้งนักศึกษา อาจารย์  ผู้บริหารมหาวิทยาลัย เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนา สร้างสรรค์ นวัตกรรมเทคโนโลยี งานวิจัยต่างๆ ที่ตอบสนองกับภาคอุตสาหกรรม เพราะในตอนนี้แทบทุกสาขาการเรียนในมหาวิทยาลัยต่างต้องมีอาจารย์ที่เป็นนักวิจัย รวมถึงนักศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาโทขึ้นไปที่อาจเป็นนักธุรกิจ ที่มีไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ที่จะคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ และวิธีในการถ่ายทอดเทคโนโลยี นวัตกรรมที่เหมาะสมได้ ดังนั้น ผู้กำหนดกลยุทธ์การพัฒนามหาวิทยาลัยต้องรู้จักหยิบยกข้อดีตรงนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์”

นอกจากนั้น มหาวิทยาลัยควรเปิดกว้างให้อาจารย์ นักศึกษา และบุคลากรมหาวิทยาลัย ควรเปิดกว้างให้บุคลากรทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพตัวเองไปเป็นผู้ประกอบการหรือสตาร์ทอัพให้ได้ เพื่อสร้างเสริมมุมมองในการต่อยอดสร้างนวัตกรรมที่น่าสนใจและแปลกใหม่ให้กับบุคลากรทุกคนของมหาวิทยาลัยด้วย

“มหาวิทยาลัยต้องพาตัวเองออกไปเรียนรู้กับสถานประกอบการหรือองค์กรธุรกิจให้มากกว่าเดิม โดยแนวทางในการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยหลักปฏิบัติต่อไปนี้ คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ให้ทุนการศึกษาในการทำวิจัยและการพัฒนาศักยภาพเป็นผู้ประกอบการ ต้องเรียนรู้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ รู้จักบูรณาการทุกสาขาวิชาที่มหาวิทยาลัยเปิดสอนเข้ากับธุรกิจของทางภาคเอกชน เพราะยุคนี้ มหาวิทยาลัยจะทำงานลำพังไม่ได้ หากอยากได้โจทย์นวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ๆของทางภาคเอกชน ก็ต้องเปิดกว้าง ประสานความร่วมมือ เรียนรู้ร่วมกันไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย ย่อมจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด”


ต้องมองการณ์ไกล หาจุดร่วม ต่อยอดงานวิจัยสถาบันการศึกษา ไปสู่การขยายผลเชิงพาณิชย์ให้ได้

มหาวิทยาลัยแห่งสุดท้ายที่มาร่วมแชร์ แนวทางการพัฒนาตามหลัก ‘ทางรอดมหาวิทยาลัย ศตวรรษที่ 21’ คือ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดย แคทเธอรีน คู กรรมการบริหารสำนักงานใบอนุญาตเทคโนโลยีและสัญญาจ้างอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจว่า

แคทเธอรีน คู

“ปัญหาที่พบในการพัฒนาเทคโนโลยีในสถาบันการศึกษา คือ ต้องหาบริษัทที่สนใจจะร่วมทำงานวิจัยหรือเทคโนโลยี นวัตกรรม ที่จะต่อยอดไปสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ให้ได้ โดยภาคเอกชนนั้นจะต้องร่วมลงทุนหรือมอบทุนการศึกษาวิจัยในระบบการศึกษาด้วย ถึงจะก่อให้เกิดกระบวนการสร้างเทคโนโลยี นวัตกรรม ในมหาวิทยาลัยได้อย่างตอบโจทย์ โดยเฉพาะผู้บริหารมหาวิทยาลัย ต้องมีส่วนสร้างแรงจูงใจและมีบทบาทสนับสนุนให้คณาจารย์ นักศึกษา ได้สร้างนวัตกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับภาคอุตสาหกรรม และรู้จักการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการสร้างนวัตกรรมที่เหมาะสม และขยายผลไปสู่การนำไปใช้จริงเพื่อพัฒนาประเทศนั้นได้อย่างสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศ หากทำได้ มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษานั้นย่อมจะอยู่รอดได้ในศตวรรษที่ 21 นี้”

ดังนั้น สรุปแล้ว แนวทางที่จะนำทุกมหาวิทยาลัยสู่ทางรอดในศตวรรษที่ 21 นี้ มี 8 ประเด็น ต่อไปนี้

  • ผลิตบุคลากรที่มีความคิดสร้างสรรค์ และมีทักษะการคิดที่เป็นระบบ
  • สนับสนุนและส่งเสริมนักศึกษา คณาจารย์ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการใหม่
  • สนับสนุนให้นักศึกษา คณาจารย์ สร้างเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมใหม่ๆ
  • ให้ทุนการศึกษา คณาจารย์ ให้ทุกครั้งที่ทำวิจัยต้องพยายามบูรณาการกับสาขาวิชาอื่น
  • ทำงานร่วม สร้างองค์ความรู้ & นวัตกรรมใหม่ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ตลอดการทำงานวิจัย
  • สร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเห็นความสำคัญของการร่วมพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม เช่น การลดหย่อนภาษีให้กับภาคเอกชน
  • เปิดกว้างให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมกับการศึกษาวิจัยในสถาบันการศึกษา โดยโจทย์ของการศึกษาวิจัย ควรตอบสนองการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคการผลิตได้จริง
  • ต้องสร้างเทคโนโลยีที่เหมาะสม สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

ที่มา :

  • เรียบเรียงจาก บทความ เรื่อง “แนะเรียนรู้สถานประกอบการ ‘ทางรอด’ มหาวิทยาลัยไทย” (หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม 2562)
  • รูปและเรื่องจาก https://www.ananda.co.th/urbantech/blog-detail.php?id=46

ภารกิจการปฏิรูปการศึกษาไทย ต้องทำอย่างไรจึงจะตอบโจทย์ อ่านต่อเลย   

“การพัฒนาคน” ในโลกยุคใหม่ ต้องเริ่มจากนำพาความคิดผู้คนออกจาก “สังคมงมงาย” ไปสู่ “สังคมความรู้”

แตกแถวฉีกแนวระบบการศึกษาสู่นวัตกรรมการเรียนใหม่แบบ “ธรรมศาสตร์”

Education 2030 อนาคตการศึกษาไทย : กรณีศึกษาเปรียบเทียบ ฟินแลนด์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้