และแล้วก็มาถึงเทศกาลที่ลูกหลานชาวจีนรอคอยอย่าง เทศกาลตรุษจีน ซึ่งแน่นอนว่า เป็นเทศกาลที่เงินสะพัดไม่ใช่แค่ในหมู่ลูกหลานและครอบครัวชาวจีนเท่านั้น ทว่า ในแวดวงธุรกิจ การค้า เทศกาลนี้ก็ปลุกกระแสการจับจ่ายให้คึกคักด้วยเช่นกัน ยิ่งในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แม้ว่าที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวจีนอาจลดลงเพราะวิกฤตศรัทธาด้านการท่องเที่ยวที่เราต่างรู้กันดี แต่เมื่อเทศกาลวันหยุดยาว หรือ golden week ในช่วงตรุษจีนมาถึง ประเทศไทยก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางของชาวจีนส่วนใหญ่อยู่ดี

อาจารย์อุษณีษ์ เลิศรัตนานนท์

ดังนั้น เพื่อเตรียมตัวรับเทศกาลมงคลนี้ อาจารย์อุษณีษ์ เลิศรัตนานนท์ อาจารย์ประจำหลักสูตรจีนศึกษา วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มาให้คำแนะนำและอัปเดตความเชื่อมงคลรับ เทศกาลตรุษจีน ซึ่งหลายความเชื่อสามารถนำไปปรับใช้เป็นเทคนิคทำเงินสำหรับผู้ประกอบการ รับเทศกาลท่องเที่ยวตรุษจีนด้วย


อัปเดตความเชื่อมงคล สร้างจุดขายให้ทุกธุรกิจ ตลอด เทศกาลตรุษจีน

เชื่อว่าทั้งชาวไทยและชาวจีนเอง ต่างคุ้นหูกับคำอวยพรภาษาจีนที่คนไทยเชื้อสายจีนมักใช้กล่าวเพื่ออวยชัยให้พรกันตลอดเทศกาลตรุษจีนนี้ แต่สำหรับภาคการค้าและบริการ หรือแม้กระทั่งคนทั่วไป ที่ได้มีโอกาสพูดคุยและทักทายนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้ามาในไทยช่วงนี้ ซึ่งส่วนใหญ่สื่อสารกันด้วยภาษาจีนกลาง ก็ควรฝึกพูดคำอวยพรภาษาจีนกลางให้ติดปากไว้ ก็จะยิ่งสร้างความประทับใจและได้ใจคนจีนไปเต็มๆ โดยคำอวยพรภาษาจีนกลางแบบง่ายๆ ที่ควรรู้ไว้ ก็เช่น

ซินเหนียนไคว่เล่อ แปลว่า สวัสดีปีใหม่

ว่านซื่อหรูอี้ แปลว่า ขอให้สมหวังดังปรารถนาทุกประการ

เซินถี่เจี้ยนคัง แปลว่า ขอให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง

กงสี่ฟาฉาย แปลว่า ขอให้ร่ำรวยเงินทองไหลมาเทมา

นอกจากคำอวยพรง่ายๆ ที่ใช้กล่าวอวยพรกันในเทศกาลตรุษจีนแล้ว การมอบของขวัญเล็กๆน้อยๆ ก็เป็นธรรมเนียมที่ชาวจีนมักปฏิบัติกันในเทศกาลนี้ ไม่ว่าจะเป็น การมอบส้มจำนวนเลขคู่ ที่แสดงถึงความโชคดี หรือ การมอบอั่งเป่า เพื่อแสดงถึงความกตัญญูซึ่งเป็นปรัชญาจีนสำคัญที่ชาวจีนยึดถือ

สำหรับภาคบริการของไทยก็สามารถเอาใจนักท่องเที่ยวชาวจีนง่ายๆ ด้วยการสร้างกิมมิค อย่างการมอบซองแดงที่มีคำอวยพรจีนอยู่ข้างใน หรือการให้ใบเสร็จโดยใส่ในซองแดงเพื่อให้เข้ากับเทศกาล เป็นต้น รวมถึงอาจจัดกิจกรรมสนับสนุนการขาย หรือการร่วมสนุกผ่านแฮชแท็กเพื่อลุ้นรับรางวัล ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะขยายการรับรู้ไปยังชาวจีนจำนวนมาก และตอบโจทย์ความนิยมเล่นโซเชียลมีเดียเป็นชีวิตจิตใจของชาวจีนได้

นอกจากนั้น สำหรับสถานประกอบการท่องเที่ยวต่างๆ ก็ควรกำหนดให้พนักงานแต่งกายด้วยชุดกี่เพ้าที่ให้ความรู้สึกเป็นเครื่องแต่งกายชาวจีน เปิดเพลงจีนประกอบในสถานประกอบการตลอดเทศกาล รวมทั้งการประดับตกแต่งสถานที่ด้วยสิ่งของมงคล ไม่ว่าจะเป็น โคมแดง ป้ายอักษรมงคลจีน รูปภาพมงคลต่างๆ เช่น มังกร ปลา เด็กที่มีร่างกายสมบูรณ์ ดอกเก๊กฮวย ดอกโบตั๋น เป็นต้น เพราะของประดับตกแต่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่มีความหมายต่อชาวจีน และจะมีส่วนสร้างความประทับใจให้ชาวจีนได้ไม่น้อย

มาถึงประเด็นที่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับปัญหาวิกฤตฝุ่น ควัน ที่สังคมเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯเผชิญอยู่ในตอนนี้ จนเกิดคำถามว่า ตรุษจีนนี้ ประเพณีก็ยังต้องรักษา ต้องปฏิบัติ แต่ภาระในการช่วย ลดค่า PM 2.5 ก็ต้องทำด้วย แล้วจะจุดประทัด เผากระดาษเพื่อส่งให้บรรพบุรษชาวจีนได้อย่างไร อาจารย์อุษณีษ์ได้ตอบในประเด็นเรื่องการจุดประทัดไว้อย่างน่าสนใจว่า

“การจุดประทัดในช่วงเทศกาลตรุษจีน เป็นความเชื่อที่ถือปฏิบัติกันมา เพราะเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ เสียงดัง เหมือนเสียงประทัด นอกจากนั้น การจุดประทัดยังเชื่อว่าเป็นการใช้เสียงดังเพื่อขับไล่ปีศาจที่ชั่วร้าย คนจีนจึงนิยมจุดประทัดเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายตั้งแต่ต้นปี แต่ด้วยสถานการณ์ฝุ่นพิษ PM 2.5 ในตอนนี้ การจุดประทัดอาจจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมความเลวร้ายของสภาพอากาศ แต่เมื่อเรารู้ถึงที่มาของธรรมเนียมการจุดประทัดที่ต้องการเพียงแค่เสียงดังแล้ว ก็อาจจะปรับเปลี่ยนวิธีการทำให้เกิดเสียงดังโดยไม่เกิดมลพิษได้”

โดย อาจารย์ได้หยิบยกกรณีตัวอย่างในการปรับตัวของประเทศจีน ที่ประสบปัญหามลพิษทางอากาศก็เริ่มหันมาเปลี่ยนการจุดประทัดเป็นการใช้ลูกโป่งมาประดิษฐ์แทน ด้วยวิธีการผลิตลูกโป่งที่ทำให้เกิดเสียงเช่นเดียวกับประทัด จึงเป็นไอเดียที่ยังคงตอบโจทย์ความเชื่อเดิม แต่เปลี่ยนวิธีการใหม่ที่ไม่กระทบต่อมลพิษ สำหรับประเทศไทยในช่วงท่ามกลางวิกฤตฝุ่นพิษ ถ้าลองหันมาใช้วิธีแบบจีนก็จะช่วยป้องกันการเกิดมลพิษได้มากทีเดียว


ปรับเอาเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย กระตุ้นทุกการขาย & บริการให้โดนใจชาวจีน

อาจารย์อุษณีษ์ ให้เทคนิคที่สำคัญซึ่งจะทำให้ธุรกิจการค้าและบริการโดนใจนักท่องเที่ยวชาวจีนมากขึ้น ด้วยการปรับเอาเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียมาใช้กระตุ้นยอดขาย สร้างความประทับใจให้กับการบริการมากขึ้น

หากอ้างอิงจากสถิติการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีน อันดับหนึ่งอยู่ที่การชอปปิง ซึ่งประเทศไทยเองก็มีสินค้าและย่านชอปปิงที่หลากหลาย ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวจีนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ภาคการค้าของไทยควรพัฒนาเพิ่มเติมก็คือ การอำนวยความสะดวกพฤติกรรมการจับจ่ายของชาวจีนที่นิยมใช้จ่ายผ่านระบบ E-Commerce โดยการที่ร้านค้าทุกขนาดปรับตัวเพื่อรองรับการจ่ายเงินด้วย e-Money

ไม่ว่าจะเป็น การใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน Alipay หรือ WeChat ที่คนจีนนิยมใช้กัน ถ้าทำได้ ก็จะยิ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้ชาวจีนจับจ่ายได้ง่ายขึ้น และอาจทำให้ตัวเลขการใช้จ่ายของชาวจีนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ขณะเดียวกัน เหล่านักคิด หรือ นักพัฒนานวัตกรรม ก็ควรเร่งพัฒนาแอปพลิเคชันแนะนำแหล่งที่เที่ยว ชิม ชอป เจาะกลุ่มชาวจีนโดยเฉพาะ เพราะปัจจุบันรูปแบบของนักท่องเที่ยวจีนที่มาเที่ยวเมืองไทยก็จะเป็นการท่องเที่ยวที่อิสระมากขึ้น (non-group tour) ไม่เน้นมากับกรุ๊ปทัวร์ เนื่องจากเทคโนโลยีและแอปพลิเคชันในปัจจุบันสามารถทำให้นักท่องเที่ยวเหล่านี้สามารถเข้าถึงข้อมูลแหล่งที่กิน ที่เที่ยว ได้ง่ายขึ้น

โดยแอปพลิเคชัน ที่จะพัฒนาขึ้นมานี้ ต้องมีการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว แหล่งร้านอาหารที่น่าสนใจ การใช้บริการคมนาคมที่สะดวก ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวของชาวจีน ทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเข้าถึงข้อมูลการท่องเที่ยวไทยได้ง่ายขึ้นผ่านแอปพลิเคชัน หากทำได้ จะทำให้ในอนาคตชาวจีนหันมาท่องเที่ยวแบบอิสระ ไม่ผ่านกรุ๊ปทัวร์ และทำให้เม็ดเงินของชาวจีนกระจายไปสู่ธุรกิจภาคบริการ และการท่องเที่ยวไทยอย่างแท้จริง


ทั้งนี้ อาจารย์อุษณีษ์ ได้ให้ความเห็นไว้ตอนท้ายว่า

“การเอาใจนักท่องเที่ยวชาวจีน ก็เป็นเหมือนการค่อยๆ ซึมซับวัฒนธรรมจีนเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเข้าใจความชอบและความต้องการที่แท้จริงของชาวจีนซึ่งเปรียบเสมือนการลงทุนอันยิ่งใหญ่ในระยะยาว เพื่อปูทางตอบรับโอกาสอื่นๆ จากจีนที่จะตามมาในอนาคต”

อีกทั้งอาจารย์จากหลักสูตรจีนศึกษาท่านนี้ ยังมองว่าในปัจจุบันเทรนด์การเรียนรู้และทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ในอาณาบริเวณศึกษาแห่งหนึ่งโดยเฉพาะ เป็นเทรนด์การเรียนรู้ที่มาแรงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับจีนเอง ซึ่งเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการเติบโตในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ รวมถึงด้านวัฒนธรรม และภาษาที่ทรงอิทธิพลมากขึ้นทั่วโลก จีนจึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจในการศึกษาแบบอาณาบริเวณศึกษา ซึ่งการเรียนหลักสูตรจีนศึกษา ก็มีส่วนช่วยตอบโจทย์การเรียนรู้ที่ลึกซึ้งและรอบด้าน เพื่อรองรับอนาคตที่เติบโตอย่างก้าวไกลของจีนได้แน่นอน


สุดท้าย สำหรับคนชอบกิน…มีธรรมเนียมปฏิบัติที่คนเชื้อสายจีนเชื่อและทำกันมานาน ซึ่งทางบริษัท ฟู้ดแพนด้า (ประเทศไทย) จำกัด รวบรวมไว้ดังนี้

  1. กินเกี๊ยว

เกี๊ยวในความเชื่อของจีนนั้นเปรียบเสมือนเงินทองหรือความร่ำรวย คล้ายๆ ถุงเงินถุงทองบ้านเรา แป้งเกี๊ยวห่อไส้นั้นเปรียบเสมือนถุงที่ใส่เงินทองและความร่ำรวยอยู่ข้างใน ไส้ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในช่วงวันตรุษจีนคือ ไส้กะหล่ำปลี 

  1. ผัดหมี่หรือเมนูเส้น

การกินบะหมี่หรือเมนูเส้น ในความเชื่อของคนจีนนั้นจะทำให้อายุยืน ไม่ว่าจะเป็นเมนูผัดหมี่ หรือก๋วยเตี๋ยวน้ำหรือเเห้ง ก็ถือว่าเป็นข้อปฏิบัติที่ดีในช่วงวันตรุษจีน

  1. กินปลา

ปลานั้นเปรียบเสมือนความร่ำรวยและความเจริญก้าวหน้า นั่นเป็นเพราะในภาษาจีนคำว่า “ปลา” นั้นออกเสียงคล้ายกับคำว่า “มากขึ้น” หรือ “เพิ่มขึ้น” ดังนั้นจึงทำให้เกิดความเชื่อว่า การกินปลาจะทำให้คุณเก็บเงินได้และมีความมั่งคั่งมากขึ้น เมนูปลาที่สามารถกินช่วงวันตรุษจีนมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ปลาทอด ปลาลวก แต่เมนูที่ได้รับความนิยมมากที่สุดหนีไม่พ้น ปลานึ่ง

  1. ส้มแมนดาริน

ส้มหรือผลไม้รสเปรี้ยวที่มีลักษณะกลมและมีเปลือกสีส้มทองนั้นแสดงถึงความโชคดีและความสำเร็จ นอกจากนี้คำว่า “ส้ม” ในภาษาจีนนั้นยังออกเสียงคล้าย “สำเร็จ” อีกด้วย นอกจากนี้คนจีนยังใช้ต้นส้มเเมนดารินในการตกเเต่ง ดังนั้น ถ้าใครไปเที่ยวประเทศจีนหรือฮ่องกงในช่วงเวลานี้ คุณอาจจะเห็นต้นส้มวางอยู่ทั่วไปตามที่ต่างๆ

  1. ขนมเข่ง

ขนมเข่ง ทำมาจากข้าว จัดว่าเป็นเค้กที่ได้รับความนิยมของประเทศจีน โดยในภาษาจีน คำว่า เค้กข้าว นั้นออกเสียงคล้ายกับคำว่า “ก้าวหน้า” การรับประทานขนมนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ที่เเสดงถึงความเจริญ ก้าวหน้าและมีตำเเหน่งสูงขึ้น

恭喜发财 (กงสี่ฟาฉาย) เฮงๆ รวยๆ มีกินมีใช้กันถ้วนหน้านะคะ


อ่านเคล็ดลับทำเงินให้ทุกธุรกิจเพิ่มเติม

‘ธุรกิจ มวยไทย 4.0’ ต้นแบบธุรกิจกีฬาเกื้อหนุนธุรกิจท่องเที่ยว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ไปไกลกว่าเดิม

เมื่อถนนทุกสาย มุ่งสู่การช็อปออนไลน์ 2019 จึงเป็นปีแห่งการปรับ ‘กลยุทธ์ครองใจนักช็อป’ ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ตามติด ‘เทรนด์ Smart Packaging 2019’ ยุค Online Marketing แพ็กเกจจิงดี มีชัยไปกว่าครึ่ง