มีข้อมูลชวนคิด – วิเคราะห์จากวงเสวนา ‘มองเมืองไทย ให้ไกลกว่าได้เลือกตั้ง’ มาเผยแพร่ต่อ โดยงานเสวนานี้เป็นส่วนหนึ่งของการอบรม หลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับสูงด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บสส.) รุ่นที่ 8 สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย


นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิที่ร่วมเวทีสัมมนาในเรื่องที่มีผลต่อคนไทย ต่อการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น ประกอบด้วย

  • ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา
  • รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง
  • รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านกฎหมาย
  • ดร.วรชาติ ดุลยเสถียร ผู้เชี่ยวชาญโซ่อุปทานด้านเกษตร CLMV
  • สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
  • สุภาพชาย บุตรจันทร์ และ ดร.รุ่งทิพย์ โชติณภาลัย ดำเนินการเสวนา

เลือกตั้ง ปฏิรูปการศึกษา

 ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา : รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขวิกฤตการศึกษา 

ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา กล่าวว่า ด้านการศึกษามีปัญหาหนัก 4 ข้อ ได้แก่

  • หนึ่ง คุณภาพต่ำการเรียนการสอนยังไม่ดีขึ้น เน้นการท่องจำจึงเทียบต่างประเทศไม่ได้
  • สอง ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษารุนแรงมาก ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้จนเป็นปัญหาข้ามรุ่น
  • สาม ไร้ความสามารถด้านการแข่งขันกับต่างชาติ จึงตกอยู่ในอันดับที่ 56 ของโลก ถือเป็นตัวถ่วงประเทศไทย
  • สี่ ใช้งบประมาณสูงถึง 150,000 ล้านบาท เพื่อการศึกษาแต่กลับไม่ได้ผล

“เกือบยี่สิบปีให้หลัง ประเทศไทยปฏิรูปการศึกษาไม่สำเร็จ ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษาต้องสำเร็จให้ได้ เพราะจะมีผลการพัฒนาเศรษฐกิจตามไปด้วย ขณะนี้มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษา 10 ล้านกว่าคน ขณะที่ในระดับอุดมศึกษา จากที่ก้าวหน้ามากกลับถูกฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซียนำ ทั้งที่ระบบการศึกษาของเขาพัฒนาหลังไทย จนสถาบันศึกษาระดับอุดมศึกษาไทยไม่ติดใน 200 อันดับแรกของโลก ส่วนใน 300 อันดับมีติดที่เดียว” นายแพทย์จรัสกล่าว

พระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาก็ประกาศใช้แล้ว ศ.กิตติคุณ นพ.จรัสกล่าวว่า เพื่อให้เกิดการผลักดันบางส่วน เนื่องจากไทยประสบกับวิกฤตการศึกษา โดยมีโรงเรียนกว่า 30,000 โรงเรียน แต่โรงเรียนที่มีปัญหามีถึง 10,000 โรงที่ต้องแก้ไข โดยวิธีการแก้ไขต้องจัดการที่ระดับครูและโรงเรียน ไม่ใช่ระบบด้านบนสั่งการลงมา และปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีดิจิทัลแล้วควรให้นักเรียนเข้าถึง รวมทั้งต้องเปลี่ยนหลักสูตรจากท่องจำมาเป็นการ ‘สร้างสมรรถนะ’ หากทำได้จะทำให้ระบบการศึกษาพัฒนาผู้เรียนทุกระดับ

วิกฤตการศึกษาไทยจึงต้องรีบแก้ไขให้ได้ผลแม้ต้องใช้เวลา แต่บางด้านสามารถแก้ไขได้ในระยะเวลา 3 – 5 ปี เพราะไม่ว่ารัฐบาลชุดไหน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนระดับไหน เปลี่ยนรัฐบาลก็ต้องมีการแก้ไขต่อเนื่องโดยต้องมีกลไกแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง มีการแก้ไขกฎระเบียบบางอย่างที่เป็นข้อจำกัด เช่น ข้อกำหนดการมีใบประกอบวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา


 รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ : ก้าวให้ทันภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยน 

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ให้ความเห็นว่า ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกเป็นสิ่งที่ท้าทายประเทศไทยในยุคดิจิทัล ดังนั้น การเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและข้อตกลงระหว่างประเทศทั้งในลักษณะทวิภาคีหรือพหุภาคจึงมีความสำคัญ เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์ที่ให้ผลประโยชน์ต่อประเทศ

แต่การที่ไทยเป็นสมาชิกข้อตกลงระหว่างประเทศหลายกลุ่มแต่กลับไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้มาก เช่น ข้อตกลง AFTA หรือ เขตการค้าเสรีอาเซียน ที่ไทยได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตเท่านั้น และการผลักดันการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เริ่มในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น ข้อตกลงระหว่างประเทศที่ไทย ‘ต้องให้ความสำคัญและวางแนวปฏิบัติเพื่อได้ให้ประโยชน์’ ได้แก่

  • Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP) หรือ กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง ASEAN 10 ประเทศกับคู่ภาคี อีก 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ 
  • Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement (TPP) หรือ ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก เป็นความตกลงการค้าเสรีกรอบพหุภาคีของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

“ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางเทคโนโลยี เพราะจะทำให้มีความไม่เท่าเทียมเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้และทางการศึกษาอยู่แล้ว เพราะความก้าวหน้าทางดิจิทัลทำให้คนส่วนหนึ่งที่ฉลาดอยู่แล้วมีโอกาสมากขึ้น จากการเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม ช่องว่างจะกว้างมาก โลกกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง การเมืองต้องตอบคำถามนี้ให้ได้” รศ.ดร.สมชายกล่าว


เลือกตั้ง ปฏิรูปการศึกษา ประเทศไทย

 รศ.ดร.เจษฏ์ โทณะวณิก : ประชาชนต้องมีส่วนร่วม 

รศ.ดร.เจษฏ์ โทณะวณิก ให้ความเห็นว่า อย่าฝากความหวังไว้กับนักการเมือง เนื่องจากมีตัวอย่างให้เห็นมาหลายยุคแล้ว เห็นได้ชัดจากผลสำรวจความเห็นของประชาชนที่ให้คำตอบเดิมในด้าน ‘ความต้องการพื้นฐานที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข’ ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจจากหน่วยงานใดและสำรวจช่วงใด ได้แก่ ต้องการให้แก้ไขปัญหาปากท้อง ต้องการนักการเมืองที่มีคุณธรรม เสียสละ ต้องการเห็นการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียม ต้องการให้พัฒนาการศึกษา ชีวิตความเป็นอยู่

“คำตอบเหล่านี้สะท้อนถึงความเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา และเป็นคำตอบที่จะไม่ได้เจอในประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ว่าเขียนกฎหมายได้ดีแค่ไหน ก็ยังวนเวียนอยู่ในการแย่งชิงอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นยุคไหน ยุคเลือกตั้งก็เป็นการแย่งชิงระหว่างพรรคการเมือง ยุคปฏิวัติรัฐประหารเป็นการแย่งชิงระหว่างทหารกับพลเรือน” ดร.เจษฏ์กล่าว

รศ.ดร.เจษฏ์มองว่า การพัฒนาทางการเมืองให้เป็นผลดีกับบ้านเมือง เป็นโจทย์ใหญ่มากสำหรับไทยที่ไม่เคยทำได้ เนื่องจากไทยมีการดำเนินนโยบายพัฒนาประเทศแบบตั้งรับ รวมทั้งขาดการตระหนักและคำนึงถึงผลประโยชน์จากความสัมพันธ์และข้อตกลงระหว่างประเทศ และนับจากการปฏิวัติยึดอำนาจในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ไม่มีการปฏิรูปประเทศ แม้มีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในปี 2560 ก็ยังไม่ช่วยให้ไทยพัฒนาได้มาก เนื่องจากยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนจากทุกกลุ่มในทุกด้าน

“สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นคิดว่า เมื่อไปหย่อนบัตรแล้ว ภายหลังการหย่อนบัตร ชีวิตจะเป็นอย่างไร เราฝากความหวังกับนักการเมืองไม่ได้ แต่ฝากความหวังกับตัวเองได้ ที่ผ่านมาทุกเรื่องของประเทศประชาชนมีส่วนร่วม ดังนั้นสุดท้ายแล้ว หย่อนบัตรแล้ว ประชาชนก็ยังต้องไปช่วย” 

ดร.เจษฏ์ยังบอกเพิ่มอีกว่า นักการเมืองไม่ว่าจะมาจากระบบการเมืองแบบใด หากเล่นการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ยึดหลักการ ก็นำหลักการมาสู่ภาคปฏิบัติได้ เช่น ญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศที่นักการเมืองไม่ได้ยกร่างรัฐธรรมนูญเอง คนที่เขียนรัฐธรรมนูญให้คือ ศัตรูที่มาทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิมา มาจากระบอบประธานาธิบดี มาเขียนรัฐธรรมนูญให้ระบอบรัฐสภา นี่คือการสร้างสรรค์ ไทยต้องเอาสิ่งเหล่านี้มาทำประโยชน์


NIDA เลือกตั้ง โหวต
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจความคิดเห็น ความคาดหวังของประชาชนหลังการเลือกตั้ง คือ อยากได้นักการเมืองที่เสียสละ-มีคุณภาพ ให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม และระบุจะไปเลือกตั้งแน่นอน

เลือกตั้ง ปฏิรูปการศึกษา ประเทศไทย

 ดร.วรชาติ ดุลยเสถียร : ต้องเพิ่มงานวิจัย โยงเพื่อนบ้านส่งสินค้าเกษตร 

ดร.วรชาติ ดุลยเสถียร มองว่า ศักยภาพด้านการเกษตรของไทยจะด้อยลงต่อเนื่อง แม้ประเทศไทยเป็นประเทศการเกษตรที่มีประชากรส่วนใหญ่ร้อยละ 55 เป็นเกษตรกร เนื่องจากยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีไม่ได้ให้ความสำคัญกับภาคเกษตร ดังนั้นจึงมีผลต่อการพัฒนาการเกษตรของประเทศในระยะต่อไป

การแข่งขันด้านการเกษตรของไทยในการค้าโลก กำลังถดถอยจากผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก แต่ปัจจุบันเวียดนามนำหน้าไทยในการประกวดข้าวของโลกเป็นอันดับ 1 ส่วน อันดับ 2 คือ ข้าวหอมลำดวนของกัมพูชา อันดับ 3 คือข้าวหอมมะลิของไทย ขณะเดียวกันพริกไทยและกาแฟอันดับหนึ่งของโลกคือเวียดนาม ขณะที่กัมพูชาได้อันดับหนึ่งของโลกในเรื่องของมันสำปะหลัง ส่วนการส่งออกไม้ผลที่เคยทำรายได้สูงก็ลดลง

ประเทศไทยมีข้อดี คือ หนึ่ง พันธุกรรม พืชเขตร้อน ประมงเขตร้อน ปศุสัตว์เขตร้อน นับเป็นจุดแข็ง ข้อที่สอง คือ ความรู้ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ที่เรียนรู้จากสิ่งที่ไทยประสบความสำเร็จทำให้ระยะเวลาการเรียนรู้สั้น การออกแบบให้หน่วยรัฐหรือเกษตรกรเป็นเรื่องจำเป็น อย่างไรก็ตาม ไทยต้องพัฒนาชุดความรู้ด้าน Value Chain และการวิจัยที่ยังมีน้อย เช่น การควบคุมระยะเวลาการส่ง ควบคุมกระบวนการสุกของผลไม้

“เราพอคาดการณ์ได้ว่าหลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร แต่เราต้องส่งสัญญานให้ผู้ข้องเกี่ยวรับรู้มากที่สุด ไทยตกขบวนไม่ได้ ถ้าสินค้าเกษตรเราโดนคุกคามเราจะอยู่อย่างไร เราทำได้ถ้ามีนโยบายช่วย เชื่อในศักยภาพของคนไทย เพียงแต่เราเพิกเฉยมากเกินไป เราไม่ตระหนักกับเรื่องที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะเรื่องเกษตร”

สิ่งที่ต้องจับตามองอีกประเด็นคือ การก่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วระดับกลางจากจีนมาเวียงจันทน์ ที่จะแล้วเสร็จในปี 2564 ไทยควรได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ด้วย โดยต้องเป็นพันธมิตรกับประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากไทยไม่มีชายแดนติดกับจีน ขณะที่เมียนมาเป็นประเทศที่มีอนาคตมาก เพราะมีพรมแดนติดกับจีนและอินเดีย ซึ่งจีนจะใช้เส้นทางของประเทศเหล่านี้ เช่น อ่าวตังเกี๋ย เป็นเส้นทางออกทะเล ไม่อ้อมแหลมฉบัง และเส้นทางดังกล่าวจะเปลี่ยนกิจกรรมทางการเกษตรของประเทศไทยทั้งหมด ไทยจึงต้องปรับตัวและมีแนวทางจัดการ


เลือกตั้ง ปฏิรูปการศึกษา ประเทศไทย

 สารี อ๋องสมหวัง : งานแรกรัฐบาลใหม่ ให้ลดความเหลื่อมล้ำ 

สารี อ๋องสมหวัง กล่าวว่า การเลือกตั้งมีความสำคัญ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาทุกอย่าง ประชาชนต้องทำเอง ดังนั้น เรื่องแรกที่ต้องทำหลังเลือกตั้ง คือ การสร้างความเท่าเทียมในเรื่องคุณภาพชีวิต เช่น การรักษาพยาบาลระหว่างประชาชนกับข้าราชการ ที่มีการรักษาไม่เหมือนกัน ก็ต้องทำให้การรักษาพยาบาลมีความเท่าเทียมกัน จากเปอร์เซ็นต์ความเท่าเทียมในเรื่องคุณภาพชีวิตที่มีประมาณ 4% หวังว่าจะเพิ่มขึ้น 40% หลังเลือกตั้ง

“ค่ารักษาพยาบาล เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากในเวลานี้มีค่าใช้จ่ายที่แพงมากจนกระทบคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ไปใช้บริการ เพราะในการใช้สวัสดิการของรัฐอย่าง บัตรทอง ที่มีสถานรักษาพยาบาลที่อยู่ห่างจากที่พักอาศัยเป็นต้น ดังนั้นค่ารักษาพยาบาลจึงมีการตรวจสอบได้ และมีเพดานราคา อย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์ ที่มีการกำกับราคาค่ารักษาพยาบาล ด้วยเหตุนี้ถ้ามีการเลือกตั้ง สิ่งที่ต้องทำหลังเลือกตั้ง คือ การผลักดันค่ารักษาพยาบาลให้เกิดความเท่าเทียมกัน มีการตรวจสอบได้” 

ส่วนเรื่องที่สองนั้น ควรมีการผลักดันเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำด้านสวัสดิการให้ชัดเจนมากขึ้น อย่างเช่น ระบบประกันสังคมที่ประชาชนคนไทยทุกคนจะต้องได้รับสิทธิประโยชน์ได้เท่าที่เสียภาษีในรูปแบบมูลค่าเพิ่มเหมือนๆ กันทุกคน โดยอาจจะเข้าไปจัดลำดับงบประมาณแผ่นดินของประเทศที่มีประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท แต่ไม่สามารถให้งบประมาณเพียง 300 ล้านบาท แก่องค์กรผู้บริโภค ทั้งนี้ สารีกล่าวต่อว่า การจัดลำดับงบประมาณเพื่อนำมาใช้อย่างมีประโยชน์ เพื่อทำให้ประชาชนมีความมั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำได้หลายประการ อาทิ

  • การศึกษา ต้องให้เรียนไปจนถึงระดับปริญญาตรฟรี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต
  • ต้องให้ผู้บริโภคมีอำนาจการต่อรอง เนื่องจากผู้บริโภคทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำให้สินค้าพัฒนาคุณภาพ และส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพที่ดีขึ้น
  • ระบบการขนส่ง ควรมีเพดานราคาให้ประชาชนจ่ายเพียง 10% ของรายได้ขั้นต่ำ

เลือกตั้ง ปฏิรูปการศึกษา ประเทศไทย


ที่มา : เสวนา ‘มองเมืองไทย ให้ไกลกว่าได้เลือกตั้ง’ ในการอบรมหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับสูงด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บสส.) รุ่นที่ 8 สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้น ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 6 อาคารปฏิบัติการวิทยุโทรทัศน์ บมจ. อสมท. เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2562


บทวิเคราะห์เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ปี 2562 ที่แนะนำให้อ่านเพิ่ม

‘มิติใหม่การศึกษาไทย ในศตวรรษที่ 21’ เส้นชัยหลังเลือกตั้ง ที่ฝากความหวังไว้กับ 7 พรรคการเมือง ว่าที่รัฐบาลใหม่

การศึกษาไทย รออะไรจากรัฐบาลใหม่? คำถามที่รอคอยคำตอบจาก ‘ว่าที่รัฐบาลชุดใหม่’