ทอล์คออฟเดอะทาวน์ตอนนี้คงไม่มีกระแสไหนมาแรงเกินหน้า มหันตภัยฝุ่น PM 2.5 ที่ก่อผลกระทบกับสุขอนามัยผู้คนเป็นวงกว้าง ทว่า รู้หรือไม่ว่าอันตรายที่ว่านี้ก็ยังไม่ร้ายแรงเท่า ‘ภัยบุหรี่ไฟฟ้า’ ที่มีงานวิจัยจากสถาบันทางการแพทย์ต่างประเทศยืนยันแล้วว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นตัวการก่อให้เกิด PM 2.5 สูงถึง 19,972 มคก./มล. มิหนำซ้ำยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเสี่ยงเป็นโรคร้ายอันตรายถึงชีวิตอีก 3 โรค ทีเดียว


เปิดผลวิจัยทางการแพทย์จากต่างประเทศยืนยัน ‘ภัยบุหรี่ไฟฟ้า’ ก่อโรคร้ายอันตรายถึงชีวิต

ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช รองผู้อนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) เปิดเผยถึงรายงานวิจัยล่าสุด โดย Dr.Paul M Ndunda และ Dr.Tabitha M Muutu อาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย Kansas ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่แถลงในงานประชุมวิชาการหลอดเลือดสมองระดับนานาชาติ (The  American Stroke Association’s International Stroke Conference 2019) ว่าผู้วิจัยได้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่ไฟฟ้ากับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างมีนัยสำคัญ

คือ การสูบบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดความเสี่ยงโรคเส้นเลือดในสมองตีบสูงขึ้นถึง 71 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เกิดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจวายเฉียบพลันสูงขึ้น 59 เปอร์เซ็นต์ และอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดสูงขึ้น 40 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับคนทั่วที่ไม่ได้สูบบุหรี่

นอกจากผลการวิจัยที่ยืนยันถึง ‘ภัยบุหรี่ไฟฟ้า’ แล้ว จากงานวิจัยชิ้นเดียวกันนี้ยังได้อ้างอิงเอาข้อมูลสำรวจพฤติกรรมด้านสุขภาพขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ที่ประกอบด้วยกลุ่มผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้า 66,795 คน ซึ่งจากผลวิจัยนี้เองที่นำมาสู่คำแนะนำของ Dr.Ndunda ที่ว่า

“คนไม่สูบบุหรี่ไม่ควรทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้า ขณะที่คนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นประจำก็ควรเลิกสูบบุหรี่ไฟฟ้าให้ได้ และถ้าการสูบบบุหรี่ไฟฟ้ามีจุดประสงค์เพียงเพื่อต้องการเลิกสูบบุหรี่มวน ก็ขอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ถึงวิธีที่ปลอดภัยในการเลิกสูบบุหรี่มวนดีที่สุด เพราะปัจจุบัน FDA หรือ Food and Drug Administration องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา ยังไม่ได้รับรองให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ช่วยเลิกบุหรี่แต่อย่างใด”


บุหรี่ไฟฟ้า ก่อ ‘ควันบุหรี่มือสอง’ ปล่อยฝุ่นพิษ PM 2.5 สูงแบบคาดไม่ถึง

เรื่องของ ภัยบุหรี่ไฟฟ้า ที่ยืนยันได้ด้วยงานวิจัยระดับนานาชาติยังไม่จบ เพราะ ดร.พญ.เริงฤดี ยังได้เปิดเผยเพิ่มเติมถึงงานวิจัยของ Dr.Paul Melstrom และคณะจาก CDC ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ทำการทดลองในห้องปิดขนาด 52.6 ตารางเมตร โดยในห้องนั้น มีคนสูบบุหรี่ไฟฟ้า 3 คน นั่งปะปนกับคนไม่สูบบุหรี่ 6 คน และให้คนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้านั้น สูบติดต่อกันเป็นเวลา 2 ชั่วโมง จากนั้นวัดค่าฝุ่นพิษ PM 2.5 รวมถึงฝุ่นขนาดเล็กกว่า ที่เรียกว่า Ultrafine Particle และปริมาณนิโคตินในอากาศ เสื้อผ้าของคนในห้อง และผนังห้อง พบว่า

“บุหรี่ไฟฟ้าประเภท tank เติมน้ำยา ก่อให้เกิดฝุ่นพิษ PM 2.5 ในห้องทดลอง สูงสุดถึง 19,972 มคก./มล. ส่วนบุหรี่ไฟฟ้าประเภทแท่งแบบใช้ครั้งเดียว หรือ disposable e-cigarettes ทำให้เกิดฝุ่นพิษ PM 2.5 สูงสุดถึง 19,961 มคก./มล. และยังพบว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีสารนิโคตินสูง โดยตรวจพบปริมาณนิโคตินในกลุ่มที่ไม่ได้สูบบุหรี่ที่อยู่ในห้องทดลองที่มีการสูบบุหรี่ไฟฟ้านี้สูงขึ้นเกือบ 180 เท่า จากค่าปกติก่อนเริ่มทดลอง”

ไม่เพียงเท่านั้น ยังพบสารนิโคตินตกค้างตามผนังห้อง พื้นห้อง ประตู หลังจากสูบบุหรี่ไฟฟ้าเสร็จแล้ว สูงขึ้นกว่า 10 เท่า เทียบกับก่อนสูบ

และจากหนังสือเรื่อง “บุหรี่ ภัยร้าย ทำลายคุณ” ได้อธิบายถึง ผลของควันบุหรี่มือสอง ต่อสุขภาพของผู้ที่ได้รับควันบุหรี่ ไว้เพิ่มเติมด้วยว่า “ควันบุหรี่ในบรรยากาศหรือควันบุหรี่มือสองนั้นเกิดขึ้นจาก 2 แหล่ง คือ ควันบุหรี่ที่ผู้สูบบุหรี่พ่นออกมา และควันบุหรี่ที่ลอยจากปลายมวนบุหรี่ ทันทีที่บุหรี่ถูกจุดขึ้น การเผาไหม้ของมวนบุหรี่จะทำให้เกิดสารเคมีซึ่งเป็นสารพิษอันตราย ทั้งในควันที่สูดเข้าไปและควันที่ลอยอยู่ในอากาศ เป็นเหตุผลให้คนใกล้ชิดผู้สูบบุหรี่ที่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ไม่แพ้ผู้สูบนั่นเอง”

เมื่อในเบื้องต้น เราได้ทราบถึงภัยของควันบุหรี่มือสองต่อคนทั่วไปในวัยผู้ใหญ่ กรณีการสูบบุหรี่ไฟฟ้าไปแล้ว ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ก็ได้จำแนกพิษภัยต่อ หญิงมีครรภ์และเด็กทารก และเด็กเล็กไว้ด้วย ดังนี้

หญิงมีครรภ์และเด็กทารก มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนในระหว่างตั้งครรภ์และคลอดบุตร โดยอาจมีอาการครรภ์เป็นพิษ แท้ง คลอดก่อนกำหนด และเกิดอาการไหลตายในเด็กสูงขึ้น มีความเสี่ยงที่ทารกแรกคลอดจะมีน้ำหนักตัวและความยาวน้อยกว่าปกติทางระบบประสาท  และระบบความจำ

เด็กเล็ก เพิ่มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น หลอมลมอักเสบ ปอดบวม และมีอัตราการเกิดโรคหืดเพิ่มขึ้น เกิดการติดเชื้อของหูส่วนกลางในระยะยาว และเด็กที่ได้รับควันบุหรี่มือสองจะมีพัฒนาการของปอดที่น้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้รับควันบุหรี่อย่างเห็นได้ชัด

รู้อย่างนี้แล้ว ใครที่มีความคิดว่าอยากลองสูบบุหรี่ไฟฟ้า หรือมีความตั้งใจว่าจะเลิกสูบบุหรี่มวนโดยใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป้นตัวช่วย คงต้องคิดใหม่ และเดินตรงไปปรึกษาแพทย์ เพื่อการได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องในการเลิกสูบบุหรี่ ย่อมดีกว่าอย่างแน่นอน


อ้างอิง :

  • รายงานข่าวเรื่อง “บุหรี่ไฟฟ้าหนักกว่าฝุ่น ก่อโรคหัวใจขาดเลือด เส้นเลือดสมองตีบ” (หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562)
  • บทความเรื่อง “ผลของควันบุหรี่มือสอง ต่อสุขภาพของผู้ที่ได้รับควันบุหรี่” ที่มา : หนังสือบุหรี่ ภัยร้าย ทำลายคุณ เผยแพร่ในเว็บไซต์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ยังมีบทความงานวิจัยทางการแพทย์ ที่เตือนภัยสุขภาพในอีกหลายประเด็นให้อ่านต่อ

บอกลา ‘โรคอาหารเป็นพิษจากการกินอาหารทะเล’ ด้วยชุดตรวจเชื้อแบคทีเรีย แม่นยำ ราคาไม่แพง ฝีมืออาจารย์ ม.บูรพา

เปิดตัว ‘นวัตกรรมดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ยุค 4.0’ หนึ่งฟันเฟืองขับเคลื่อนไทยให้ไปสู่ Thailand Medical Hub

มหิดล ร่วมมือ มจธ. พัฒนา ‘ขดลวดค้ำยัน’ อุปกรณ์ช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ลดการนำเข้าได้จริง

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.35/62
Next articleทำไมรัฐควรเลิกช่วย ‘คนจนที่ขี้เกียจ’
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์