ตอนที่เขียนบทความนี้ มีชื่อบทความผุดขึ้นมาในหัวของผมคือ ‘รัฐควรช่วยแต่คนจนที่ขยัน’ หรือ ‘รัฐควรเลิกช่วยคนจนที่ขี้เกียจ’ ซึ่งถ้าผมเลือกตั้งชื่อบทความแบบที่ 2 คงจะได้รับก้อนอิฐมากกว่าดอกไม้ ถึงกระนั้นก็ตาม…ผมก็ยังเลือกที่จะใช้ชื่อบทความตามนี้ 


ผมว่าถึงเวลาที่เราควรจะยอมรับความจริงกันนะครับว่า ประเทศไทยมีประชาชนที่อยู่ใต้เส้นขีดของความยากจนอยู่เป็นจำนวนมาก มีความเหลื่อมล้ำของรายได้และฐานะของสังคมเป็นอย่างมาก ทั้งยังมีแนวโน้มว่าประเทศไทยจะติดกับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปอีกเป็นสิบๆ ปี

จากสรุปผลการสำรวจภาวะ การทำงานของประชากร เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 ที่จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป มีจำนวน 56.41 ล้านคน โดยแบ่งเป็นผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 38.3 5 ล้านคน ซื่งเป็นผู้มีงานทำ 37.87 ล้านคน (และในจำนวนนี้มี 15% ที่ทำงานไม่เต็มเวลา)

โดยคนไทยที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็น 12.43 ล้านคน คิดเป็น 32.82% และทำงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ 25.44 ล้านคน คิดเป็น 67.18% ผู้ว่างงาน 0.35 ล้านคน (กลุ่มผู้ที่ว่างงานส่วนใหญ่เป็นผู้ที่จบระดับอุดมศึกษา) ผู้รอฤดูกาล 0.13 ล้านคน และผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 18.06 ล้านคน ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ที่ทำงานบ้าน 5.34 ล้านคน ผู้ที่เรียนหนังสืออยู่ 4.24 ล้านคน และอื่นๆ (คนชรา เด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี คนพิการ ฯลฯ) 8.48 ล้านคน (ตามภาพที่ 1, 2 และ 3)

ภาพที่ 1 : โครงสร้างกำลังแรงงาน

รัฐควรเลิกช่วยคนจนที่ขี้เกียจ แรงงาน


ภาพที่ 2 : จำนวนผู้มีงานทำ จำแนกตามอุตสาหกรรม

ผู้มีงานทำ รัฐควรเลิกช่วยคนจนที่ขี้เกียจ


ภาพที่ 3 : จำนวนผู้ว่างงาน จำแนกตามระดับการศึกษา

รัฐควรเลิกช่วยคนจนที่ขี้เกียจ

ตัวเลขข้างบนฟ้องว่า รัฐเองไม่เคยมีการวางแผนระบบการศึกษาให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจเท่าที่ควร ทำให้นักศึกษาที่จบระดับอุดมศึกษาบางคณะหางานทำยาก ขณะที่บางคณะมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดแรงงาน จึงไม่แปลกใจว่าทำไม กลุ่มที่ว่างงานส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่เรียนจบระดับอุดมศึกษา 

น่าเสียดายที่สํานักงานสถิติแห่งชาติ ไม่ทำแยกให้เห็นกลุ่มนักศึกษาอาชีวะที่จบทั้ง ปวช. และ ปวส. ว่ามีอัตราการว่างงานเป็นอย่างไร จะยิ่งทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น 

จากการ สํารวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2560 (ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลล่าสุด) ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติเก็บรวบรวมข้อมูลทุกเดือน (มกราคม – ธันวาคม 2560) จากครัวเรือนตัวอย่างในทุกจังหวัดทั่วประเทศ พบว่าจํานวนประมาณ 52,000 ครัวเรือน ทั้งในเขตเทศบาลและนอกเขตเทศบาลในปี 2560 ครัวเรือนในประเทศไทยมีรายได้และค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 26,946 และ 21,437 บาท ตามลําดับ

ในด้านสัดส่วนของค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ประมาณร้อยละ 79.6 โดยส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการทำงานร้อยละ 71.9 ซึ่งได้แก่ ค่าจ้างและเงินเดือนร้อยละ 45.1 กำไรสุทธิจากการทำธุรกิจร้อยละ 18.1 และกำไรสุทธิจากการทำเกษตรกรรมร้อยละ 8.7 และมีรายได้ที่ไม่ได้เกิดจากการทำงาน เช่น เงินที่ได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นนอกครัวเรือน/รัฐ ร้อยละ 11.6 รายได้จากทรัพย์สิน เช่น ดอกเบี้ยร้อยละ 1.4 นอกจากนั้นยังมีรายได้ที่ไม่เป็นตัวเงินในรูปสวัสดิการ/สินค้าและบริการต่างๆ ร้อยละ 13.8 (ตามภาพที่ 4)

ภาพที่ 4 : ร้อยละของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน จำแนกตามแหล่งที่มาของรายได้ปี 2560

รัฐควรเลิกช่วยคนจนที่ขี้เกียจ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน

ขณะที่จํานวนหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนมีทั้งสิ้น 178,994 บาท ซึ่งคิดเป็น 6.6 เท่าของรายได้ จํานวนครัวเรือนที่เป็นหนี้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 49.1 ในปี 2558 เป็น 50.7 ในปี 2560 โดยส่วนใหญ่ครัวเรือนเป็นหนี้ในระบบอย่างเดียวร้อยละ 90 หนี้นอกระบบอย่างเดียวร้อยละ 5.8 สําหรับครัวเรือนที่มีหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบมีร้อยละ 4.2 เท่านั้น

ภาพรวมทั้งประเทศของความไม่เท่าเทียมกันของรายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย คือ เมื่อแบ่งครัวเรือนทั่วประเทศออกเป็น 5 กลุ่มเท่าๆ กัน พบว่าในปี 2560 กลุ่มที่มีรายได้สูงสุดมีส่วนแบ่งของรายได้ร้อยละ 45 ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุดมีส่วนแบ่งของรายได้เพียงร้อยละ 7.1


มาดู ‘ค่าใช้จ่ายของครัวเรือน’ 

ทีนี้มาดู ค่าใช้จ่ายของครัวเรือน กันครับ ข้อมูลในปี 2560 ครัวเรือนทั่วประเทศมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 21,437 บาท โดยค่าใช้จ่ายร้อยละ 35.1 เป็นค่าอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ รองลงมาเป็นค่าที่อยู่อาศัย เครื่องแต่งบ้านและเครื่องใช้ภายในบ้านร้อยละ 20.3 ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับยานพาหนะและการเดินทางร้อยละ 17.4 ของใช้ส่วนบุคคล/เครื่องนุ่งห่ม/รองเท้าร้อยละ 5.2 ค่าใช้จ่ายในการสื่อสารร้อยละ 3.4 ใช้เพื่อการศึกษา ค่าเวชภัณฑ์/ค่ารักษาพยาบาล และการบันเทิง/การจัดงานพิธี ร้อยละ 1.8 1.6 และ 1.2 ตามลำดับ สำหรับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกิจกรรมศาสนามีเพียงร้อยละ 1 และในส่วนของค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค เช่น ค่าภาษี ของขวัญ เบี้ยประกันภัย ซื้อสลากกินแบ่ง/หวย ดอกเบี้ย สูงถึงร้อยละ 13 (ตามภาพที่ 1)

ภาพที่ 1 : ร้อยละของค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน จำแนกตามประเภทค่าใช้จ่ายปี 2560

ค่าใช้จ่ายของครัวเรือน

หนี้สินของครัวเรือน (ปี 2560) จากครัวเรือนทั่วประเทศประมาณ 21 ล้านครัวเรือน พบว่าเป็นครัวเรือนที่มีหนี้สินประมาณ 10.8 ล้านครัวเรือน หรือร้อยละ 50.7 โดยมีจำนวนหนี้สินเฉลี่ย 178,994 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในครัวเรือน ร้อยละ 76.9 ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคร้อยละ 39.0 ใช้ในการซื้อบ้าน/ที่ดินร้อยละ 36.3 และใช้ในการศึกษาร้อยละ 1.6 สำหรับหนี้เพื่อใช้ในการลงทุนและอื่นๆ ร้อยละ 23.1 นอกจากนี้ยังพบว่า ส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อใช้ทำการเกษตร ร้อยละ 14 รองลงมาคือ ใช้ทำธุรกิจร้อยละ 8.5 และหนี้อื่นๆ อีกร้อยละ 0.6 (ตามภาพที่ 2)

ภาพที่ 2 : ร้อยละของครัวเรือน จำแนกตามการมีหนี้สิน และจำนวนหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนที่จำแนกตามวัตถุประสงค์ของการกู้ยืม ในปี 2560

จำนวนหนี้สินเฉลี่ย

การก่อหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เกิดจากความที่คนเหล่านั้นไม่มีวินัยในเรื่องการออมเงินและใช้เงิน ถ้าเป็นการก่อหนี้เพื่อการลงทุนหรือซื้อสินทรัพย์ที่ทวีมูลค่า เช่น อสังหาริมทรัพย์ โดยมีข้อแม้ว่าเป็นการลงทุนที่ไม่เกินกำลังของตัวเอง กลับเป็นสิ่งที่น่าสนับสนุน เพราะนอกจากทำให้มีวินัยในเรื่องการออมเงินและใช้เงินแล้ว ตัวสินทรัพย์ดังกล่าวเมื่อเวลาผ่านไปก็จะมีมูลค่าสูงกว่าราคาตอนที่ซื้อมา ซึ่งทำให้ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น

ครัวเรือนที่มีหนี้สินในระบบและนอกระบบ (ปี 2560) (ตามภาพที่ 3) จากครัวเรือนทั่วประเทศที่มีหนี้สินพบว่า ส่วนใหญ่ครัวเรือนเป็นหนี้ในระบบ โดยครัวเรือนที่มีหนี้ในระบบอย่างเดียวร้อยละ 90 ครัวเรือนที่มีหนี้นอกระบบอย่างเดียวร้อยละ 5.8 ครัวเรือนที่มีหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบมีเพียงร้อยละ 4.2 และยังพบว่า จํานวนเงินเฉลี่ยที่เป็นหนี้ในระบบสูงกว่านอกระบบถึง 41 เท่า (174,714 บาท และ 4,280 บาท ตามลําดับ) โดยลดลงจากปี 2558 ที่มีหนี้ในระบบสูงกว่าหนี้นอกระบบประมาณ 46 เท่า (153,425 บาท และ 3,346 บาท ตามลําดับ)

การเป็นหนี้นอกระบบ เผลอแป๊บเดียวก็ทำให้ดอกเบี้ยท่วมเงินต้นเสียแล้ว หนี้นอกระบบจึงเป็นปีศาจตัวร้ายที่ทำให้คนไทยยากจนลงเรื่อยๆ รวมทั้งก่อให้เกิดปัญหาสังคมมากมาย

ภาพที่ 3 : ร้อยละของครัวเรือนที่มีหนี้สินในระบบและนอกระบบ และจำนวนหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนทั้งสิ้นปี 2560

หนี้สินในระบบ นอกระบบ

ข้อมูลดังกล่าวทำให้เราเห็นว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีวินัยเรื่องการออมเงิน จริงๆ แล้วกระทรวงศึกษาธิการควรจะนำเรื่อง “การออมเงิน” บรรจุเป็นวิชาในหลักสูตรของนักเรียนชั้นมัธยมต้น

หรืออย่างน้อยก็ควรจะเป็นหนังสือนอกเวลา เพราะเด็กบางคนหลังจากจบมัธยมศึกษาตอนต้น อาจจะเรียนต่อสายวิชาชีพ ปวช. ปวส. ซึ่งหลักสูตร “การออมเงิน” จะทำให้เด็กเหล่านี้ที่ยังเป็นไม้อ่อนพอดัดได้มีความรู้ติดตัว ภาวะหนี้ครัวเรือนของไทยในอนาคตก็จะลดลง รวมทั้งยังช่วยลดช่องว่างด้านรายได้ของคนในประเทศอีกด้วย

นอกจากนี้ ‘ประชานิยม’ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีส่วนในการเพิ่มหนี้ครัวเรือน การนำระบบภาษีแบบ Negative Income tax (NIT) มาใช้แทนระบบภาษีแบบเดิม จึงน่าจะเป็นวิธีที่ช่วยขจัดปัญหาความยากจนให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทยและแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาสังคมในอนาคตได้เป็นอย่างดี


สำหรับคนที่อยากรู้ว่านโยบาย ‘ประชานิยม’ ส่งผลอย่างไร และ ‘NIT’ จะช่วยประเทศชาติได้แน่หรือ อ่านต่อ

‘ประชานิยม’ ทำลายชีวิตคนจนอย่างไร หากใช้ระบบภาษี NIT ช่วยได้จริงหรือ?


ที่มา : บทความเรื่อง ‘รัฐควรเลิกช่วยคนจนที่ขี้เกียจ’ จากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์