มาในวันนี้ เชื่อว่าระบบ CSA หรือ Community Supported Agriculture เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพในระดับหนึ่งแล้ว ในฐานะทางเลือกที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงผลผลิตของเกษตรกรได้โดยตรง ด้วยการสั่งซื้อทำนองผูกปิ่นโต โดยเกษตรกรมีหน้าที่ปลูกผักและส่งให้ผู้บริโภคผ่านระบบสมาชิกที่ต้องจ่ายเงินล่วงหน้า ซึ่งอาจเป็นเพราะประเด็นที่ต้องจ่ายเงินก่อนนี้เอง ที่ทำให้ระบบนี้ยังไม่ได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้บริโภคในวงกว้างเท่าที่ควร ทว่า เพื่อยืนยันถึงจุดประสงค์ดีของการต้องสานต่อระบบ CSA ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นหนึ่งในเทรนด์ ‘เกษตรอินทรีย์ 2019’ ของสังคมไทยให้ได้ จึงเกิดการจัด CSA Talk #2 ตอน “เศรษฐศาสตร์อินทรีย์เพื่อคน ชุมชน สิ่งแวดล้อม” ขึ้น ในการจัดกิจกรรม ตะลักเกี้ยะ คราฟท์ คราฟท์ ขึ้น เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยในวงเสวนาที่จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายนี้ มีตัวแทนของนักวิชาการ เครือข่าย CSA ที่อยู่ในแวดวงมาหลายปี รวมถึงตัวแทนจากทางฝั่งเกษตรกรมาพูดคุยกัน


The Basket ต้นแบบ CSA นำเทรนด์ ‘เกษตรอินทรีย์ 2019’ สร้างเศรษฐกิจแบ่งปันเบ่งบาน

จากที่เว็บไซต์สาลิกา เคยนำเสนอเรื่องราวของ “The Basket ตะกร้าออร์แกนิคจากใจเกษตรกรถึงมือคุณ” ทำให้ใครหลายคนคุ้นชื่อ The Basket กันบ้างแล้ว แต่ในวงเสวนาล่าสุดนี้ ศจี กองสุวรรณ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง The Basket นอกจากจะมาบอกเล่าความเป็นมาของ สร้าง “ชุมชนเกื้อเกษตรอินทรีย์” หรือ CSA ในนาม The Basket แล้ว ยังได้มาอัปเดตทั้งในมุมความก้าวหน้าของกิจการเพื่อสังคมนี้ และสะท้อนให้เห็นถึงอุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ในการพัฒนาระบบ CSA นี้ให้แพร่หลายไปในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทย

“ตั้งแต่ โครงการชุมชนเกื้อเกษตรอินทรีย์ The Basket เกิดขึ้น เมื่อปี 2559 ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. เราเริ่มต้นจากการลงพื้นที่ไปหากลุ่มเกษตรกรที่ต้องการเปลี่ยนการทำเกษตรกรรมแบบใช้สารเคมีมาสู่การทำเกษตรในระบบอินทรีย์ ควบคู่ไปกับการเชิญชวนกลุ่มคนเมืองที่ต้องการพืชผัก ผลไม้ปลอดภัย มาเป็นสมาชิกที่รับผักโดยทาง The Basket เป็นคนกลางในการจัดหาผลิตผลอินทรีย์จากแหล่งปลูกตามฤดูกาล จนถึงขั้นตอนจัดส่งให้ถึงประตูบ้านของสมาชิกตามแพคเกจที่สมาชิกแต่ละคนเลือกไว้ มาถึงตอนนี้ เรามีสมาชิกอยู่ในเครือข่ายประมาณ 150 คนแล้ว”

แต่ในจำนวนสมาชิกทั้งหมด 150 คน ก็ต้องบอกตามตรงว่าไม่ใช่สมาชิกประจำทั้งหมด เพราะสมาชิกแต่ละคนยังมีข้อจำกัดว่าเมื่อรับผัก ผลไม้ ของทางโครงการฯไปเรื่อยๆ ก็จะมีหยุดรับเป็นช่วงๆ เพราะเหตุผลที่ไม่อยู่ที่บ้าน หรือมีเหตุจำเป็นด้านอื่น

ในวันนี้ทาง The Basket ก็ยังขยายเครือข่ายสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชื่อมั่นว่า แนวทาง CSA สามารถตอบโจทย์ความต้องการในแบบ Win : Win : Win Situation

“เกษตรกรก็ได้ปลูกผัก ผลไม้ ในแบบ เกษตรอินทรีย์ ซึ่งดีต่อสุขภาพผู้ปลูกเอง เพราะไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากสารเคมีทางการเกษตร ได้รายได้จากการขายผัก ผลไม้ ที่มีราคาสมเหตุสมผล ทำให้พวกเขามีกำลังกาย มีแรงใจ และตั้งใจดูแลผลผลิตทางการเกษตรนั้นอย่างดีจนถึงขั้นตอนส่งให้กับสมาชิก ขณะที่ ผู้บริโภคที่เป็นสมาชิก ก็มั่นใจได้เลยว่าจะได้ผักออแกนิกส์ที่ดีต่อสุขภาพไปบริโภคแน่นอน ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม โดยรวม ระบบนี้กำลังสร้าง เศรษฐกิจแบ่งปัน ที่จะส่งให้ประเทศไทยไม่ตกกระแส รูปแบบการสร้างเศรษฐกิจแบบใหม่ที่อยู่ความสนใจของคนทั่วโลกด้วย”


เกษตรกรผู้ปลูกผักอินทรีย์ตัวจริง ย้ำ CSA ทำให้เกษตรกรรมไทยอยู่ได้อย่างยั่งยืน

ด้าน วิมล ฝั่งทะเล เกษตรกรจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์แก้วกล้า หนึ่งในเกษตรกรที่ตกลงใจเขาร่วมเป็นเกษตรกรผู้ปลูกผัก ผลไม้ ในระบบ CSA กับ The Basket เป็นกลุ่มแรกๆ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโครงการนี้ นอกจากนั้น ภายในงานยังมีเกษตรกรจาก กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีไทย ที่นำโดย มัลลิกา ดีประเสริฐ เข้าร่วมด้วย โดย วิมล เป็นตัวแทนฝั่งเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักอินทรีย์ที่ได้มายืนยันว่าการเปลี่ยนจากเกษตรกรผู้ปลูกผักผลไม้แบบเคมี มาเป็นเกษตรกรผู้ปลูกผักผลไม้อินทรีย์ เหมือนได้เปลี่ยนชีวิตใหม่ก็ว่าได้

วิมล เล่าให้ฟังว่า เดิมทางกลุ่มมีสมาชิกอยู่ทั้งหมด 28 ครอบครัว พื้นเพเป็นคน จ.พระนครศรีอยุธยา ทั้งหมด ปลูกผักและทำนาโดยเช่าพื้นที่ทำกินทั้งหมดรวมกัน 80 ไร่ ในแต่ละปีต้องจ่ายค่าเช่าที่ปีละ 100,000 บาท แต่เมื่อปีที่ผ่านมาพื้นที่ทำกินมีโครงการทางด่วนผ่าน ชาวบ้านเลยไม่มีที่ดินทำกิน ทางกลุ่มจึงยื่นขอที่ดินทำกินกับรัฐบาล จนได้ที่ดิน ส.ป.ก. ในพื้นที่ที่บ้านหนองโรง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี

โดยในเดือน ส.ค. ปี 2559 เริ่มมาด้วยกัน 14 ครอบครัวก่อน ขณะที่มีสมาชิก 3 ครอบครัว ได้รับการจัดสรรที่ดินคนละ 15 ไร่แล้ว ส่วนที่เหลือเป็นขั้นตอนการตรวจสอบเอกสาร

นอกจากนั้น วิมล ยังอธิบายให้เห็นภาพในฐานะเกษตรกรผู้ปลูกผักอินทรีย์ ในประเด็นที่ผู้บริโภคทั่วไปสงสัยว่า ทำไมผักอินทรีย์จึงมีราคาแพงกว่าผักทั่วไปหลายเท่านัก ทั้งที่ผักอินทรีย์ ไม่จำเป็นต้องใส่สารเคมี ต้นทุนของการผลิตก็น่าจะไม่สูงนัก ราคาผักอินทรีย์จึงไม่น่าแพงอย่างทุกวันนี้

“การทำเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญที่สุด ต้องเริ่มต้นจากดิน เกษตรกรต้องมีความรู้เรื่องการปรับปรุงบำรุงดิน ค่าที่ดินเราก็ต้องเช่าเขาส่วนหนึ่ง ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ก็เป็นปุ๋ยที่เราต้องทำเองด้วยน้ำพักน้ำแรงของเรา การปรับดินไม่ได้ทำแค่รอบเดียว เพราะการจะได้ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ ต้องปรับดินถึงสามรอบ ต้องหาวัตถุดิบที่นำมาปรุงดินที่หายากกว่าวัตถุดิบในการทำเกษตรเคมีหลายเท่า ที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นต้นทุนที่ส่งผลให้ผักอินทรีย์มีราคาสูง นอกจากนั้น ผลผลิตที่ได้จากการทำเกษตรอินทรีย์ก็ไม่ได้มากเท่ากับเกษตรเคมีด้วย เพราะมีบางส่วนที่สูญเสียไปตามธรรมชาติ เพราะเราไม่ได้ใส่ยาฆ่าแมลง ยากำจัดศัตรูพืช นั่นเอง”

“เรายังรวมกลุ่มกันทำเกษตร แต่เปลี่ยนแนวทางมาเป็นเกษตรอินทรีย์ ทำปุ๋ยหมัก ทำสารชีวภาพ ปรับดิน ลงแรงร่วมบุกเบิกพื้นที่ด้วยกัน จากเดิมที่เราไม่แน่ใจว่าการทำเกษตรอินทรีย์จะเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ไหม ตอนนี้พูดได้เต็มปากเลยว่าเกษตรอินทรีย์สามารถเลี้ยงชีพได้ เพราะผลผลิตบางส่วนเราก็นำมาทำกินเองในครอบครัวได้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไปอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนที่ยังปลูกผัก ผลไม้ ปลูกข้าว ในแบบใช้สารเคมี ในตอนนั้น เราเองยังไม่กล้ากินพืชผลที่เราปลูกเลย”


CSA ในมุมมองนักวิชาการ เครื่องมือสร้างโมเดลเศรษฐกิจแบ่งปันด้วยวิถี เกษตรอินทรีย์

วงเสวนานี้ ยังมี ดร.เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มาให้มุมมองในฐานะนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ โดยยืนยันสิ่งที่ พี่วิมล เล่าในฐานะเกษตรกรว่า ในทางเศรษฐศาสตร์ การกำหนดราคาสินค้าเกษตร จำเป็นต้องเอาต้นทุนทั้งมดที่กล่าวมา มาหารด้วยผลผลิตที่ได้ จนได้ต้นทุนต่อหน่วยผลผลิตที่สูง

“ผมได้มีโอกาสไปกินส้มอินทรีย์ ที่ถ้าปลูกแบบเคมี ผลผลิตที่ได้อาจจะได้สัก 8 ตัน แต่ถ้าปลูกแบบอินทรีย์ แม้จะใช้ต้นทุนน้อยกว่า แต่ได้ผลผลิตลดลงมาครึ่งหนึ่ง แค่ 4 ตันเท่านั้น แต่อร่อยมาก ผมเลยให้ผู้บริโภคลองคิดดูว่า ถ้ามีของ 2 อย่าง เป็นอินทรีย์ และ เคมี คือเป็นผลผลิตเกษตรที่ปลอดภัยและไม่ปลอดภัย ถามว่าเราอยากซื้ออย่างไหนในราคาที่แพงกว่า เมื่อได้คำตอบแล้ว นั่นล่ะครับ เป็นเหตุผลว่าทำไม ผักอินทรีย์ จึงควรค่ากับการบริโภค เพื่อตัวเอง เพื่อคนที่คุณรัก”

ส่วนระบบ CSA ในมุมมองของนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ท่านนี้ มองว่า เมื่อมีเกษตรกรเริ่มหันมาทำเกษตรอินทรีย์กันมากขึ้น ผลผลิตที่ออกมาก็น้อยลง ดังนั้นสิ่งที่ทวีความสำคัญขึ้นมาคือความมั่นใจในเรื่องของการตลาด ซึ่งคิดในแบบใจเขาใจเรา ถ้าเกษตรกรได้รับความมั่นใจเรื่องของตลาด ผลผลิตที่ตั้งใจปลูกนั้น มีตลาดรองรับ แน่นอนว่าเกษตรกรย่อมจะดูแลผักอินทรีย์นั้นอย่างดีมากขึ้นแน่นอน

“ดังนั้น ระบบ CSA หรือพูดง่ายๆ ระบบการสั่งผักอินทรีย์แบบสมาชิกนี้จึงตอบโจทย์ประเด็นนี้ได้อย่างตรงที่สุด ถ้าผู้บริโภคอยากรับประทานผักอินทรีย์คุณภาพดี อยากให้เอาความอยากนั้นมาเติมความมั่นใจให้กับเกษตรกรด้วยการทำให้ระบบ CSA นี้ขยายวงกว้างขึ้น ย่อมจะสร้างความมั่นใจซึ่งกันและกันให้เกิดขึ้นระหว่างผู้บริโภคและเกษตรกรในแบบ Win : Win Situation ได้ในที่สุด”

นอกจากนั้น ดร.เดชรัต ยังหยิบยกเอาประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบเกษตรกรรมไทย ที่ว่าเกษตรกรหลายคนก็อยากเปลี่ยนมาปลูกพืชในแบบเกษตรอินทรีย์ แต่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ต้องเช่าจากเจ้าของที่ และเมื่อเกษตรกรแสดงความประสงค์ว่าอยากเปลี่ยนไปทำเกษตรอินทรีย์ เจ้าของที่ก็ไม่อยากให้เปลี่ยนเพราะโดยทั่วไปสัญญาการเช่าที่ดินทำการเกษตรนั้น จะทำขึ้นในรูปแบบของการแบ่งผลผลิตกัน ดังนั้นเมื่อไปทำเกษตรอินทรีย์ ผลผลิตอาจได้น้อย ส่วนแบ่งที่จะส่งให้เจ้าของที่ย่อมน้อยลงไปด้วย

ประเด็นต่อมา เป็นประเด็นในมุมของเกษตรกรเอง ที่ไม่แน่ใจว่า เมื่อเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์แล้ว ผลผลิตที่ได้มาเมื่อนำมาขายแล้วจะเพียงพอมาใช้เลี้ยงตัวเองและครอบครัวหรือไม่ ขณะที่เกษตรเคมี จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ชำระหนี้ของเกษตรกรได้ทั้งหมด แต่ก็ยังฝากไว้ได้กับเจ้าหนี้คนเดิม ตรงนี้เป็นวงจรที่เป็นกับดักในวงการเกษตรกรรมไทยมาอย่างยาวนาน การเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ คือ การต้องออกมาจากวงจรนี้ เกษตรกรอาจรู้สึกเคว้งคว้าง ถ้าทำแล้วผลผลิตไม่ได้อย่างเป้าที่ตั้งไว้ จะไปกู้ยืมเงินจากใคร นี่จึงเป็นสิ่งที่เกษตรกรส่วนใหญ่ในบ้านเรากังวลกันมาก

สำหรับทางออกของปัญหานี้ ดร.เดชรัต ชี้ว่า ระบบ CSA ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะแก้ปัญหานี้ได้ แต่ถ้าจะเสริมประสิทธิภาพให้กับระบบนี้ ทางฝั่งผู้บริโภคจำเป็นต้องยื่นมือเข้าช่วยมากกว่านี้ จากที่ยินยอมจ่ายล่วงหน้าเพื่อให้ได้ผลผลิตผักอินทรีย์ ถ้าใครพอมีทุนทรัพย์อาจต้องขยับฐานะมาเป็นผู้ลงทุน เป็นเจ้าของที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรได้ไปเพาะปลูกปรับเปลี่ยนวิถีมาทำการเกษตรอินทรีย์ได้ในที่สุด

“ถ้าระบบนี้เกิดขึ้นได้จริง ผมว่ามันเป็นการเปลี่ยนวงจรครั้งใหญ่ เพราะในฐานะที่ผมเป็นอาจารย์เศรษฐศาสตร์เกษตร ปัญหาที่กล่าวมาเรื่องการทำเกษตรเคมี มันเป็นเหมือนวงจรที่อยู่ในชีวิตเกษตรกรมาอย่างยาวนาน การจะปลดแอกจากวงจรนี้เป็นเรื่องยาก แต่ระบบ CSA จะเข้ามาเป็นเหมือนอีกหนึ่งความหวัง ที่จะมาพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้ดีขึ้น ด้วยพลังความร่วมมือของผู้บริโภค ซึ่งที่สุดแล้วหากปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นจริง คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดไม่ใช่ใครเลย คือ ผู้บริโภคอย่างเราๆ นั่นเอง ที่จะได้รับประทานผักอินทรีย์ ซึ่งเป็นผลผลิตพรีเมียมที่มาจากความตั้งใจของเกษตรกรผู้ปลูกอย่างแท้จริง”


ไม่ตกทุกเทรนด์ เกษตรอินทรีย์ มีบทความน่าสนใจให้ได้อ่านต่อกันอีก

Urban Farming นวัตกรรมเปลี่ยนชีวิตคนเมือง กุมชะตาอาหารโลก

นักวิจัย ม.เกษตรศาสตร์ เปิดประเด็น เสนอต้นแบบ ‘ผักไฮโดรโปนิกส์ปลอดภัย’ สบายใจเมื่อบริโภค

เกษตรอินทรีย์ ความหวังของผู้ประกอบการเกษตรทั่วโลก