ผมได้ยินคำว่า AI หรือ Artificial Intelligence ที่แปลว่า ปัญญาประดิษฐ์ มาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2530 (ปลายทศวรรษ 1980) นับถึงวันนี้กว่า 30 ปีแล้ว


เป็น 30 ปีที่ AI มีพัฒนาการแบบก้าวกระโดด ยิ่งหากย้อนกลับไปเทียบเคียงกับภาพยนตร์เรื่อง The Terminator ที่ออกฉายในปี ค.. 1984 ก็ทำให้เห็นว่า 35 ปีที่ผ่านมา (1984-2019) แนวคิดหรือธีมหลักของหนังชุดฅนเหล็ก 2029 มีแนวโน้มเข้าใกล้ความจริง

เพราะทุกวันนี้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ได้เข้ามามีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของมวลมนุษยชาติมากขึ้นทุกที แม้ว่านับถึงวันนี้ที่ศูนย์วิจัยหรือองค์กรธุรกิจในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์พากันทยอยออกมาประกาศความคืบหน้าผลงานจากห้องปฏิบัติการและการนำหุ่นยนต์ออกจำหน่ายในเชิงพาณิชย์มากมายก็ตาม แต่เชื่อว่ายังมีเทคโนโลยีหุ่นยนต์อีกมากที่หน่วยงานเหล่านี้ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลออกมาสู่สาธารณชน

AI CMKL Tech Summit 2018

AI (Artificial Intelligence) หมายถึง ปัญญาประดิษฐ์ นักวิชาการมากมายให้นิยามเกี่ยวกับคำนี้ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ คือความพยายามใหม่อันน่าตื่นเต้นที่จะทำให้คอมพิวเตอร์คิดได้ ซึ่งเป็นเครื่องจักรที่มีสติปัญญาอย่างครบถ้วนและแท้จริง (Haugeland, 1985)

  • ปัญญาประดิษฐ์ คือ กลไกของกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความคิดมนุษย์ เช่น การตัดสินใจ การแก้ปัญหา การเรียนรู้ (Bellman, 1978)
  • ปัญญาประดิษฐ์ คือ วิชาของการสร้างเครื่องจักรที่ทำงานในสิ่งซึ่งอาศัยปัญญาเมื่อกระทำโดยมนุษย์ (Kurzweil, 1990)
  • ปัญญาประดิษฐ์ คือ การศึกษาวิธีทำให้คอมพิวเตอร์กระทำในสิ่งที่มนุษย์ทำได้ดีกว่าในขณะนั้น (Rich และ Knight, 1991)
  • ปัญญาประดิษฐ์ คือ การศึกษาความสามารถในด้านสติปัญญาโดยการใช้โมเดลการคำนวณ (Charniak และ McDermott, 1985)
  • ปัญญาประดิษฐ์ คือ การศึกษาวิธีการคำนวณที่สามารถรับรู้ ใช้เหตุผล และกระทำ (Winston, 1992)
  • ปัญญาประดิษฐ์ คือ การศึกษาเพื่อออกแบบเอเจนต์ที่มีปัญญา (Poole และคณะ, 1998)
  • ปัญญาประดิษฐ์ เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่แสดงปัญญาในสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น (Nilsson, 1998)

จะเห็นได้ว่า แม้นิยามของคำว่า ปัญญาประดิษฐ์ จะมีหลากหลาย ทว่า ตัวอย่างทางรูปธรรมที่เราๆ ท่านๆ ได้สัมผัสกับปัญญาประดิษฐ์กันในวันนี้ ได้ปรากฏเป็นจริงแล้ว หลายกรณีด้วยกัน ซึ่งบางครั้งหลายท่านอาจไม่ทราบว่า สิ่งอำนวยความสะดวก เครื่องไม้เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ เหล่านั้น คือปัญญาประดิษฐ์

ตัวอย่างใกล้ตัวสำหรับคนใช้ iPhone ก็คือ Application ที่ชื่อ Siri ซึ่งเป็นโปรแกรมประเภท Natural Language Interface ซึ่งเป็นการทำให้ระบบสามารถตอบคำถามที่คนพูดเข้ามาตามปกติได้ โดยใช้วิธีการที่ซับซ้อนในการสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูล

Siri นั้นเปรียบเสมือนเป็นเลขานุการส่วนตัวที่มีความชาญฉลาดในการโต้ตอบและทำตามคำสั่งจากผู้ใช้ที่ใช้ภาษาพูดปกติ คือผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องใช้คำสั่งเฉพาะในการบอกให้ Siri ทำงานให้ เจ้า Siri ที่ว่านี้ Apple เริ่มนำมาใช้งานใน iPhone 4s และต่อมาก็นำมาใช้กับ iDevice รุ่นใหม่ๆ อีกด้วย (ศรัณย์ อินทโกสุม, 2555)

แต่แล้ว อยู่มาวันหนึ่ง www.techmoblog.com/facebook-shutdown-ai ได้พาดหัวข่าว Facebook ปิดระบบ AI ในศูนย์วิจัยของตัวเอง หลังพบว่า AI เริ่มคิดค้นภาษาใหม่มาสื่อสารกันเองโดยเฉพาะ

เนื้อข่าวระบุว่า มีรายงานว่า Facebook ได้ตัดสินใจปิดระบบ AI ในศูนย์วิจัย Facebook Artificial Intelligence Research (FAIR) หลังจากพบว่า AI เริ่มพัฒนาภาษาของตัวเองมาสื่อสารกันแทนภาษาอังกฤษ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับ AI ที่ชื่อ “Bob” และ AI ที่ชื่อ “Alice” ซึ่ง FAIR นำมาใช้ทดสอบและฝึกฝน “ทักษะการเจรจาต่อรอง” โดยสร้างสถานการณ์จำลองขึ้นมาให้มีของ 3 อย่าง (หนังสือ หมวก ลูกบอล) โดย Bob และ Alice จะให้ค่าของสิ่งของแต่ละอย่างไม่เท่ากัน AI ทั้งสองตัวจะต้องเจรจาต่อรองกันเพื่อให้ตัวเองได้รับสิ่งของที่มีค่ามากที่สุด ซึ่งผลที่ได้ก็อยู่ในเกณฑ์น่าประทับใจเพราะทั้งคู่สามารถต่อรองได้อย่างเป็นธรรมชาติ จนมนุษย์ส่วนใหญ่ที่เคยเจรจาต่อรองกับทั้งคู่ไม่รู้ว่าตัวเองคุยอยู่กับ AI แต่ล่าสุดก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น เมื่อ Bob และ Alice เริ่มสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษแบบแปลกๆ ซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ กลายเป็นประโยคที่ดูเหมือนไม่มีความหมายใดๆ แต่แท้จริงแล้วประโยคเหล่านี้สามารถถอดรหัสออกมาเป็นการสื่อสารที่มีความหมายได้ ซึ่งเข้าใจกันระหว่าง Bob และ Alice เท่านั้น

ตัวอย่างที่ Bob พูดคือ “i i can i i i everything else,”

Alice ตอบว่า “Balls have zero to me to me to me to me to me to me to me to me to,”

ขณะนี้ดูเหมือนว่าทีมวิจัยของ Facebook ยังไม่สามารถถอดความหมายของภาษานี้ได้สมบูรณ์ 100% แต่พวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่ Bob พูด คือ “ฉันจะเอา 3 อัน ส่วนที่เหลือให้เธอหมดเลย”

สาเหตุที่ AI ทั้งสองพัฒนาภาษาของตัวเองขึ้นมาได้ คาดว่ามีสาเหตุมาจากระบบ “รางวัล” ที่ใช้กระตุ้นให้ AI พัฒนาตัวเอง โดยทุกครั้งที่ AI ต่อรองจนได้สิ่งของที่มีค่าสูงสุดระบบก็จะมอบรางวัลให้ ส่งเสริมให้ AI คิดหาวิธีสื่อสารใหม่ๆ เพื่อให้ได้รางวัลมากที่สุด แต่เมื่อเวลาผ่านไป AI อาจมองว่า ภาษาอังกฤษที่มีคำศัพท์มากมายนั้นเยิ่นเย้อและมีประสิทธิภาพในการสื่อสารต่ำเกินไป นอกจากนี้ AI ยังไม่ได้รับรางวัลใดๆ จากการใช้ภาษาอังกฤษ แม้ว่า AI ใน FAIR จะถูกโปรแกรมให้ใช้แต่ภาษาอังกฤษก็ตาม AI จึงพัฒนาภาษาของตัวเองขึ้นมาเพื่อให้การต่อรองมีประสิทธิภาพสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

อ่านข่าวของ www.techmoblog.com/facebook-shutdown-ai ข่าวนี้แล้วทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่อง A.I. ของ Steven Spielberg

A.I. (Artificial Intelligence) จักรกลอัจฉริยะ เป็นเรื่องราวการผจญภัยของหุ่นยนต์เด็กที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ ชื่อว่า David ในเมืองหุ่นยนต์ และโลกอนาคต เป็นพล็อตเรื่องที่สื่อทั้งในประเด็นความขัดแย้งในจิตใจ และทั้งการดำรงชีวิต การเอาตัวรอด ระหว่างมนุษย์และ AI

หากพิจารณาข่าวการสร้างภาษาใหม่ขึ้นเพื่อใช้สนทนากันระหว่าง  AI “Bob” และ “Alice” เทียบเคียงกับภาพยนตร์ชุด ฅนเหล็ก 2029 กับหนังเรื่อง A.I.

ถ้าให้เลือก ว่า AI ในโลกความเป็นจริง ผมขอเลือกบรรยากาศแบบภาพยนตร์ A.I. มากกว่า The Terminator แน่นอนครับ


รู้จัก AI ในแง่มุมอื่นๆ 

ส่องความล้ำหน้าด้าน HealthCare ที่นำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาช่วย (ดูแล) ชีวิต

เปิดตัว ‘นวัตกรรมดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ยุค 4.0’ หนึ่งฟันเฟืองขับเคลื่อนไทยให้ไปสู่ Thailand Medical Hub

CommonSense Robotics หุ่นยนต์ AI ส่งผักอย่างไวในอิสราเอล