อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต เป็นหนึ่งในสิบอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือ S-curve ที่ภาครัฐตั้งใจผลักดันให้เกิดขึ้นใน โครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ หรือ อีอีซี เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมนี้จัดว่ามีความโดดเด่น กำลังมาแรง เป็นที่สนใจของนักลงทุน เพราะประเทศไทยมีชัยภูมิที่เหมาะสมในการมาตั้งฐานการผลิตรถยนต์แห่งอนาคตและชิ้นส่วนยานยนต์ต่างๆ โดย บทความ “วิจัยกรุงศรี” ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ได้ระบุ 4 ปัจจัยหลัก ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกสถานที่ตั้งโรงงานผลิต ‘รถในอนาคต’ ซึ่งในปัจจัยเหล่านี้ หากประเทศไทยมีการวางนโยบายได้อย่างถูกทิศทาง ก็วาดอนาคตได้เลยว่า ไทย จะก้าวสู่ Hub การผลิต ยานยนต์แห่งอนาคต ได้ไม่นานเกินรอ


หนึ่ง : ที่ตั้งของห่วงโซ่อุปทาน แสดงถึงความพร้อมด้านวัตถุดิบสำหรับภาคอุตสาหกรรม

เทรนด์ยานยนต์แห่งโลกอนาคตที่เห็นได้ชัด คือ ห่วงโซ่อุปทานการผลิตจะเปลี่ยนไปเป็นแบบเครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน (circular supply chain) ทำให้ทุกขั้นตอนการผลิตไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตหรือผู้จัดหาชิ้นส่วนจะพัฒนาไปพร้อมกัน การวิเคราะห์ที่ตั้งของห่วงโซ่อุปทานจึงแบ่งเป็นสองส่วน คือ ชิ้นส่วนที่มีใช้อยู่แล้วและชิ้นส่วนใหม่ในรถยนต์อนาคต

ในส่วนของชิ้นส่วนที่มีใช้อยู่แล้ว จำนวนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศทั้งชิ้นส่วนรถยนต์ และชิ้นส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับรถยนต์จะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดที่ตั้งของฐานการผลิต เนื่องจากการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มความมั่นคงด้านฐานวัตถุดิบ ส่วนชิ้นส่วนใหม่ในรถยนต์อนาคต ปัจจัยที่สำคัญคือระดับความสามารถในการผลิตชิ้นส่วนใหม่ ซึ่งจะถูกนำมาพิจารณาในลำดับต่อไป

นอกจากนั้น วิจัยกรุงศรี ฉบับนี้ ยังเผยข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า ประเทศผู้ผลิตรถยนต์ในภูมิภาคที่ใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศสูงสุด คือ ญี่ปุ่น จีน และอินเดีย ตามลำดับ ขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ดังนั้น การเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศจึงเป็นอีกความท้าทายหนึ่งในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์อนาคตของภูมิภาคของไทย


รถในอนาคต

สอง : ขีดความสามารถในการผลิตชิ้นส่วนใหม่ สำหรับ ‘รถในอนาคต’ ต้องโฟกัสที่ กำลังคน

โดยชิ้นส่วนใหม่ ที่รายงานการวิจัยนี้ยกตัวอย่าง เริ่มจาก มอเตอร์ไฟฟ้า ของรถยนต์ยุคใหม่ต้องใช้แร่โลหะหายาก (rare earth) เช่น นีโอดิเมียม (Neodymium) ดิสโพรเซียม (Dysprosium) โดยแร่โลหะเหล่านี้จะเหนี่ยวนำให้เกิดความเข้มข้นของสนามแม่เหล็ก ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของมอเตอร์ไฟฟ้า ทั้งนี้ รถยนต์ไฮบริด (hybrid vehicle) หนึ่งคันใช้แร่โลหะหายากประมาณ 1-1.5 กิโลกรัม และ 80% ของโลหะหายากต้องขุดมาจากจีน ทำให้การผลิตมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยจึงมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงวัตถุดิบ การที่อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยจะก้าวไปสู่ต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิต จึงยังคงจำเป็นต้องพึ่งพิงวัตถุดิบจากต่างประเทศ

ต่อไปเป็น แบตเตอรี่ เป็นชิ้นส่วนสำคัญในรถยนต์ไฟฟ้า ต้นทุนแบตเตอรี่คิดเป็นประมาณ 40-50% ของต้นทุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า วัตถุดิบหลักของแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน คือ แร่โละพวกลิเทียม แมงกานีส และโคบอลต์ ซึ่งไม่สามารถสกัดได้ในไทย และแบตเตอรี่ก็ไม่เหมาะที่จะขนส่งเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย ดังนั้น โอกาสของการเป็นฐานประกอบแบตเตอรี่สำเร็จรูปจึงน่าสนใจมากสำหรับประเทศไทย และมีการคาดการณ์ว่าในบริบทของตลาดแบตเตอรี่โลกจะพุ่งไปถึง 12.7 พันล้านดอลลาร์ ทีเดียว

สุดท้าย คือ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่ไทยมีโอกาสสูงที่จะเป็นฐานการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในรถยนต์ยุคใหม่ ประกอบด้วย เซ็นเซอร์อัจฉริยะ อุปกรณ์สำหรับใช้เชื่อมต่อ และหน่วยควบคุม ซึ่งทั้งหมดต้องการการวิจัยและพัฒนารวมทั้งใช้เทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน ดังนั้น ผู้ผลิตไทยจึงต้องยกระดับความสามารถของตนเองในอุตสาหกรรมด้านนี้ด้วย

 

แต่ประเด็นที่รายงานฉบับนี้ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน และเป็นสิ่งที่จะละเลยไม่ได้ คือ การผลิตอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้แค่ต้องพึ่งพานวัตกรรมใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังต้องพึ่งพาแรงงานฝีมือเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันด้วย ดังนั้น ระดับความสามารถในการแข่งขันจึงขึ้นอยู่กับจำนวนช่างเทคนิคและนักวิจัยที่มีความสามารถอย่างมีนัยสำคัญ

โดยคุณสมบัติหลักของบุคลากรในอุตสาหกรรมรถยนต์สมัยใหม่ คือ มีความรู้หลายศาสตร์ เนื่องจากชิ้นส่วนของรถยนต์มีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยไฟฟ้า หน่วยอิเล็กทรอนิกส์ และระบบควบคุม นอกจากนี้ การผลิตแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าจำเป็นต้องใช้แรงงานที่มีทักษะสอดคล้องกับการเกิดขึ้นของตลาดรถยนต์อัตโนมัติ ที่ตรงนี้เปิดโอกาสให้แก่กลุ่มคนที่มีทักษะด้านไอที ซอฟต์แวร์ และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย

การพัฒนาบุคลากรตามทิศทางที่กล่าวมานี้ ต้องทำแข่งกับเวลาด้วย เพราะเมื่อพิจารณาจากระดับความสามารถในการแข่งขันและจำนวนของแรงงานที่มีฝีมือ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมาจำนวนนักวิจัยและช่างเทคนิคของไทยเพิ่มขึ้นช้าเมื่อเทียบกับประเทศที่มีความก้าวหน้าของเทคโนโลยีใกล้กัน อย่าง ประเทศเวียดนามที่มีการเร่งพัฒนาขีดความสามารถของแรงงานฝีมือเพื่อตอบสนองความต้องการในอนาคตอย่างเต็มกำลังและต่อเนื่อง


สาม : ความใกล้ชิดกับตลาด ปัจจัยหนุนเสริมความคุ้มค่าการลงทุน

ต้องยอมรับว่าความใกล้ชิดกับตลาดผู้ใช้รถยนต์ มีผลต่อการตัดสินเลือกสถานที่ตั้งโรงงานเพื่อขยายฐานการผลิตไม่น้อย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมหนักอย่างอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ เพราะช่วยลดค่าขนส่ง นอกจากนี้ หลายบริษัทเลือกตั้งแผนกวิจัยและพัฒนาใกล้กับตลาดเพื่อทำความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคด้วย

รายงานการวิจัยกรุงศรีฉบับนี้ ได้คำนวณตัวชี้วัดความใกล้ของตลาด (market proximity index) พบว่า ประเทศในยุโรปตะวันออกและตะวันออกกลางมีความสามารถในการแข่งขันสูงในประเด็นนี้ ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ในอเมริกาเหนือจะมีตลาดที่แคบกว่า แต่สำหรับตลาดรถยนต์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จีน อินเดีย และไทย นับว่ามีความใกล้ชิดตลาดรถยนต์ในระดับสูง ทำให้ประเทศเหล่านี้มีความได้เปรียบ หากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จะมาขยายฐานการผลิต ตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศที่เอ่ยนามมานี้


สี่ : นโยบายสนับสนุนการลงทุนของรัฐ ต้องไปต่อ โดยเฉพาะในเขตอีอีซี

นโยบายสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุน ต้องดำเนินไปควบคู่กับนโยบายสนับสนุนการใช้รถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้ขยายไปในวงกว้างมากขึ้น เพราะการให้สิทธิประโยชน์ในการลงทุนจะช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้ที่จะมาลงทุน การให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ซึ่งมีโรงงานผลิตรถยนต์จำนวนมากตั้งอยู่ จะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ช่วยดึงดูดการลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมรถยนต์หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องให้มาขยายฐานการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ที่บ้านเรา นอกจากนี้ ต้องทำควบคู่ไปกับการอำนวยความสะดวกให้กับการเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยอย่างจริงจัง ถ้าทำได้เช่นนี้ ย่อมจะช่วยเอื้อให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในภูมิภาคได้ในเร็ววัน


ส่อง 6 เทรนด์ รถในอนาคต เขย่าตลาดรถยนต์ 2019

เพื่อให้เห็นภาพอย่างต่อเนื่องถึง ‘ยานยนต์แห่งอนาคต’ ที่จะค่อยๆเผยโฉม รุกตลาดยานยนต์ในปี 2019 นี้ ดร.ณัฐดนย์ พรรณุเจริญวงษ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์พัทยา และอาจารย์ประจำหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึง 6 เทรนด์ยานยนต์ที่น่าจับตาแห่งยุค ว่า

  • รถยนต์พลังงานไฟฟ้า EV Car หรือ Electric Vehicle

กระแสความนิยม EV Car ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่ได้รับความนิยมมาโดยตลอด ยิ่งในยุคที่คนทั่วโลกให้ความสำคัญกับภาวะโลกร้อน ซึ่งทำให้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างน้ำมัน มีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุที่กล่าวมานี้ทำให้บริษัทผลิตรถยนต์เกือบทุกค่าย หันมาสนใจและให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานทางเลือก พัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าขึ้นมา ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่าเมื่อเทียบกับรถที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง โดยปัจจุบันผู้ผลิตหลายค่ายเริ่มเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า เพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค เช่น รถยนต์ไฟฟ้าจากค่าย Tesla, Nissan, Hyundai และอื่นๆ

รถยนต์อัจฉริยะ

  • รถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicle)

บริษัทผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่หลายค่ายเริ่มหันมาพัฒนานวัตกรรมรถยนต์ไร้คนขับของตนเองกันมากขึ้น อาทิ BMW, Audi, Toyota, Mercedes-Benz ฯลฯ รวมถึงบริษัทที่ไม่ได้ดำเนินกิจการเกี่ยวกับกับรถยนต์อย่าง Apple ก็มุ่งสู่เทคโนโลยีนี้เช่นกัน อีกทั้งบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Google ก็ได้กระโดดลงในแวดวงยานยนต์ด้วยการพัฒนาโครงการ Self-Driving Coalition for Safer Streets ร่วมกับ Ford, Uber, Lyft และ Volvo เพื่อผลักดันกฎหมายและเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบต่างๆ เพื่อเปิดทางให้กับเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับในอเมริกา จึงมั่นใจได้เลยว่าในเร็วๆ นี้ เราจะได้เห็นรถยนต์ไร้คนขับวิ่งบนถนนจริงๆ อย่างแน่นอน

  • รถยนต์บินได้ (Flying Car)

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเกินจริง แต่เพื่อสร้างความน่าสนใจและจุดขายให้กับแบรนด์ของตนเอง การคิดนอกกรอบก็ทำให้เกิดความพยายามเปลี่ยนรถยนต์ที่วิ่งบนถนนธรรมดาให้เป็น “รถยนต์บินได้” ที่กำลังกลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ในขณะนี้ โดยปัจจุบันเริ่มมีบางบริษัทที่สามารถคิดค้นและสร้างสรรค์ “รถยนต์บินได้” จนสามารถใช้งานได้จริงออกมาบ้างแล้ว เช่น บริษัท AeroMobil, PAL-V Liberty, AirMule และ SkyDrive

  • รถยนต์อัจฉริยะ (Smart Vehicle)

ยุคนี้เป็นยุคของการเปลี่ยนฟีเจอร์ต่างๆของรถยนต์ในจินตนาการ ในเกมหรือการ์ตูน ที่เราเห็นตอนเด็ก ให้เกิดขึ้นได้จริง อย่างการนำเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะมาผนวกเข้ากับรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบจอดรถอัจฉริยะ (Automated Valet Parking) ระบบกระจกหน้าแบบแอคทีฟ (Active Window Display) ที่แสดงข้อมูลต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นฟีเจอร์ที่เพิ่มประสิทธิภาพให้กับรถยนต์ หรืออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้นั่นเอง

  • ระบบความปลอดภัยสำหรับยานยนต์ (Security Systems for Vehicle)

“ระบบความปลอดภัย” มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นในการพัฒนารถยนต์อยู่เสมอในทุกยุคสมัย เพราะเป็นฟีเจอร์ลำดับต้นๆที่ผู้ตัดสินใจซื้อรถต้องใช้ประกอบการตัดสินใจ อาทิ ถุงลมนิรภัย (Airbag) ระบบแจ้งเตือนเพื่อความปลอดภัย (Intuitive Safety Features) เช่น การเตือนเวลาไม่คาดเข็มขัดนิรภัย หรือตอนจอดรถ ฯลฯ ซึ่งในอนาคตระบบเหล่านี้ก็จะยังคงถูกพัฒนาให้ดีขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งมีให้เห็นบ้างแล้ว เช่น ระบบสื่อสารระหว่างยานยนต์ (V2V: Vehicle-to-Vehicle Communication) ระบบตรวจวัดสุขภาพของผู้ขับ (Health Monitoring) เป็นต้น

  • ระบบอำนวยความสะดวกสำหรับยานยนต์ (Convenience Systems for Vehicle)

ยกตัวอย่าง เช่น ระบบไวไฟบนรถ (Wi-Fi in Car) ที่เข้ามาช่วยเรื่องการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตภายในรถ หรือแผงหน้าปัดระบบดิจิทัล (Digital Dashboard) ที่สามารถแสดงผลข้อมูล โดยเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ได้ ตลอดจนแอปพลิเคชันต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้งานบนรถ อาทิ Perfect Match ที่ช่วยเล่นเพลงตามอารมณ์ของผู้ขับ โดยระบบที่ได้รับความสนใจอย่างมากตอนนี้ ต้องยกให้ระบบจีพีเอสทางการเงิน (Financial GPS) กล่าวคือการเชื่อมข้อมูลทางการเงินกับรถยนต์ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกรรมการเงินต่างๆบนรถ เช่น การจ่ายค่าทางด่วน ค่าที่จอดรถ การซื้ออาหารแบบ Drive Thru ฯลฯ สามารถสแกนเพื่อตัดเงินจากตัวรถได้เลย

ดังนั้น ทั้งหมดนี้ จึงสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการพัฒนาบุคลากรเพื่อตอบสนองภาคอุตสาหกรรม ยานยนต์แห่งอนาคต ซึ่งเป็นความหวังของประเทศที่จะช่วยยกระดับศักยภาพการผลิตในประเทศให้สามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมทั้งตอบรับกับการเติบโตตามนโยบายผลักดันระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ได้อย่างตรงจุดต่อไป


อ้างอิง :

  • รายงาน “วิจัยกรุงศรี” Research Intelligence เรื่อง อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต โดย รชฎ เลียงจันทร์ (กันยายน 2561) (https://www.krungsri.com/bank/getmedia/ea01c4db-2f94-4299-83ec-89bb74161eab/RI_Automobile_180926_TH.aspx)
  • รายงานข่าว เรื่อง มธ.ชี้เทรนด์ ‘วิศวะยานยนต์’ รับโลกคมนาคมไร้ขีดจำกัด (หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562)