สาลิกาคาบข่าว Vol.39/62

169

‘สมคิด’ ดันไทยเข้า ‘ซีพีทีพีพี’

สร้างโอกาสการค้าระหว่างประเทศ

สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการมอบนโยบายและติดตามงานของกระทรวงพาณิชย์ ว่า ยืนยันไทยจะเข้าเป็นสมาชิกกรอบความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก(ซีพีทีพีพี) ซึ่งได้มีผลอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อ 19 มกราคมที่ผ่านมา โดยมอบหมายให้นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ วางแผนกำหนดการเจรจาและแสดงจุดยืนของประเทศไทย หากประเทศไทยไม่เข้าเป็นสมาชิกจะเกิดความเสียเปรียบอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ส่วนที่เสียหายก็ต้องดูแล พร้อมกันนี้ในการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค(อาร์เซป) หรือ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนกับ 6 ประเทศคู่เจรจา คือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ให้กระทรวงพาณิชย์เร่งเจรจาเพื่อให้ได้ข้อสรุปภายในปีนี้ และนำเสนอในช่วงประชุมผู้นำอาเซียนปลายปีนี้ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ โดยเฉพาะการหารือกับอินเดีย ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญ จากนั้นเชื่อว่าญี่ปุ่นและจีนจะไม่มีปัญหาอะไร และปลายเดือนกุมภาพันธ์ไทยกับจีนก็จะมีการลงนามความร่วมมือในหลายด้าน ซึ่งในนั้นมีความร่วมมือกับฮ่องกงที่เป็นส่วนหนึ่งในจีนด้วย ขณะนี้หลายประเทศมองว่าประเทศไทยเป็นแอ่งแห่งการพัฒนาและเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค โดยรัฐบาลไทยมีหน้าที่ทำทุกวิถีทางในการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน เพื่อให้รัฐบาลชุดต่อไปผลักดันเศรษฐกิจที่กำลังเดินหน้าอยู่ในตอนนี้ อาทิ โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยในช่วงช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองนี้ หากเราวางตัวดีรับรองว่าไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจแน่นอน

เอกชนจ่อขอเลื่อนยื่นซอง

ประมูลพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา

หวั่นศึกษารายละเอียดไม่ครบถ้วน

พลเรือเอกโสภณ วัฒนมงคล รองผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ครั้งที่ 2 เพื่อชี้แจงข้อมูลความก้าวหน้าโครงการ กระบวนการดำเนินงาน และเกณฑ์การประเมิน รวมทั้งเปิดให้ผู้ซื้อเอกสารได้ซักถามข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับการลงทุน มีนักลงทุนที่ซื้อเอกสาร 31 ราย จาก 42 ราย และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 150 คน ซึ่งมีคำถามมากมาย อาทิ หากรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินยังก่อสร้างไม่เสร็จภายในปี 67 จะยกเว้นจ่ายค่าตอบแทนโครงการหรือไม่ หรือ หากจำนวนผู้โดยสารไม่ถึง 80% ของเป้าหมาย จำเป็นต้องสร้างอาคารผู้โดยสารรองรับผู้โดยสารให้ได้  60 ล้านคนต่อปีหรือไม่ รวมถึงมีนักลงทุนหลายรายต้องการให้เลื่อนวันเปิดรับซองข้อเสนอจากเดิมวันที่ 28 ก.พ. 62 เป็นวันที่ 30 เม.ย. 62 เนื่องจากโครงการมีรายละเอียดต้องใช้เวลาศึกษามาก

‘ดีอี’ ชี้ ปักหมุด 5 จี ในพื้นที่ ‘อีอีซี’

เพราะมีความทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการ

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  กล่าวถึงการใช้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นพื้นที่ทดสอบการใช้งาน 5จี เพราะว่าพื้นที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของอีอีซี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทันสมัย เหมาะกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆอย่าง 5จี ประกอบกับมีอุตสาหกรรม S-Curve เข้ามาลงทุนจำนวนมาก ตรงจุดไหนที่มีความพร้อมและมีความต้องการใช้ 5จี สามารถเริ่มใช้ได้ก่อนเลย ขณะเดียวกัน ทำเลที่ตั้งของศรีราชาเป็นศูนย์กลางของอีอีซี คาดว่าจะมีความต้องการใช้งาน 5จีจำนวนมาก ดังนั้นผู้ที่ตัดสินใจเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการติดตั้งอุปกรณ์ และทดสอบการใช้งานที่ศูนย์ปฏิบัติการทดสอบ 5จี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศรีราชา จึงมีโอกาสได้ลูกค้าเป้าหมายแต่เนิ่นๆ โดยได้มีการแสดงตัวอย่างการใช้งานจริงในหลายด้าน เช่น การจำลองการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม, โดรนส่งของ, Cooperative Cloud Robot, อุปกรณ์ตรวจวัดบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (IoT Sensor) สำหรับโครงการนี้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมตอบรับเข้าร่วมครบทุกเครือข่ายหลักทั้ง AIS, DTAC, True รวมถึง บมจ.ทีโอที และ บมจ. กสท โทรคมนาคม ได้แสดงความสนใจเข้ามาทดสอบการใช้งาน และขอติดตั้งอุปกรณ์ 5จี เพื่อทดสอบการใช้งานในพื้นที่ทดสอบแห่งนี้แล้วมากกว่า 10 ราย ครอบคลุมบริษัทที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี ได้แก่ หัวเว่ย ซึ่งเป็นรายแรกที่ได้นำอุปกรณ์ 5จีเข้ามาทดสอบ

โรงงานเอสเอ็มอีร้อง ‘อีอีซี’ ปรับผังเมือง

เป็นสีม่วงหลังกิจการถูกแช่แข็งต่อยอดไม่ได้

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง (ยผ.) และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เรื่อง แนวทางการจัดทำแผนผังการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี เมื่อเวลา 08.00 – 12.00 น. ณ ห้องเทพราช 3 โรงแรมซันธารา เวลเนส รีสอร์ท แอนด์ โฮเทล อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมี นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวต้อนรับและเปิดการประชุม มีหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ (ส่วนภูมิภาค) หน่วยงานฝ่ายความมั่นคง (ทหาร ตำรวจ) หน่วยงานและสถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรภาคเอกชนและสมาคม ประชาชนทั่วไป กลุ่มองค์กรไม่แสวงหากำไร NGO และสื่อมวลชนท้องถิ่น เข้ามารับฟังและเสนอความคิดเห็นกว่า 550 คน โดยมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ อาทิ กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี ที่เสนอว่าผังเมืองควรเปิดโอกาสให้กลุ่มเอสเอ็มอีที่ลงทุนซื้อที่ดินไว้แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะผังเมืองเป็นสีเขียว จึงอยากให้ปรับเป็นสีม่วง เพื่อให้เงินที่ลงทุนซื้อที่ดินไม่สูญเปล่าและนำมาใช้ประโยชน์ให้กิจการขยายเติบโตได้  หรือกลุ่มประชาชนที่ต้องการให้ขยายเส้นทางสายรองเข้าไปตามหมู่บ้านเพื่อดำเนินการค้าขายสินค้าเกษตรได้ง่ายขึ้น การดำเนินการก่อสร้างเส้นทางพิเศษระหว่างเมือง เป็นต้น ในขณะที่กลุ่มชาวบ้านก็ชื่นชมโครงการอีอีซีที่จะพัฒนาพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราให้เป็นเมืองที่อยู่อาศัยชั้นดี มีการแปรรูปสินค้าเกษตรเพิ่มมูลค่า เนื่องจากที่ผ่านมาการทำเกษตรให้ผลผลิตไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย จนลูกหลานต้องทิ้งถิ่นฐานออกไปทำงานนอกพื้นที่ จึงเห็นด้วยกับโครงการของอีอีซีที่จะสร้างงาน สร้างเงินให้กับคนในพื้นที่ แต่บางคนก็ยังกังวลว่าพื้นที่การเกษตรชั้นดีจะถูกดัดแปลงจนกลายเป็นที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่อุตสาหกรรมไปหมด จึงอยากให้การจัดทำผังเมืองฉบับใหม่พิจารณาความเหมาะสมในส่วนนี้ด้วย

เอกชนเครียด! บาทแข็งค่าเร็ว

จ่อหารือ ธปท.หวั่นหลุดกรอบ 31 บาท

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท.มีความกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาท และเตรียมหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หากค่าเงินบาทแข็งค่าหลุดกรอบ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยจะไปในนามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เนื่องจากเป็นประเด็นผลกระทบของผู้ส่งออก ล่าสุดวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค่าเงินเคลื่อนไหวระดับ 31.20-31.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้ยิ่งกังวลว่าเร็วๆนี้เงินบาทอาจแข็งค่าและหลุด 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐก็เป็นได้ จึงต้องติดตามปัจจัยเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงภาวะเลือกตั้งว่าจะมีการลงทุนจากต่างชาติเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปอีก ขณะเดียวกันอีกปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ค่าเงินแข็งค่ายังมาจากอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หากในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. มีมติขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เชื่อว่าจะทำให้เงินบาทแข็งค่าเร็วขึ้นแน่นอน

รฟท. ชู ‘รางคู่-ไฮสปีด’ แข่งขันธุรกิจยุคใหม่

พลิกหนี้ 2 หมื่นล้านเป็นกำไร

นายวรวุฒิ  มาลา รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า รฟท.กำลังก้าวสู่อนาคตใหม่ขององค์กรสู่การเปลี่ยนผ่านไปยังกิจการใหม่ที่ยั่งยืนทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง และการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์แปลงงามมูลค่าหลายแสนล้านบาท สถานีแม่น้ำและสถานีกลางบางซื่อ ที่ผ่านมายอมรับว่า รฟท.ไม่สามารถแข่งขันกับตลาดสายการบินต้นทุนต่ำได้ แต่ในอนาคตจะมุ่งเป้าทำรายได้การขนส่งระหว่างจังหวัดในระยะทาง 200-300  กิโลเมตร โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีตัวเลขผู้โดยสารสูง เช่น นครราชสีมา พิษณุโลก ชุมพร เป็นต้น ทั้งนี้ รัฐบาลได้วางโครงสร้างพื้นฐานระบบรางไว้แล้วเมื่อก่อสร้างเสร็จพร้อมเปิดใช้ มั่นใจว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาขาดทุนได้ โดยตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถหยุดขาดทุนและตัวเลขหลังหักค่าใช้จ่ายกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง หรือมีกำไรจากผลประกอบการในปี 2565-2566 สำหรับคาดการณ์รายได้ปีนี้จะอยู่ที่ 9,760 ล้านบาท มีรายจ่าย 1.71 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมกับรายจ่ายเรื่องดอกเบี้ยเงินกู้จะมียอดขาดทุนในปีนี้รวม 2.18 หมื่นล้านบาท โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการแก้ภาระหนี้คือการเปิดรับโอกาสทางธุรกิจใหม่โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจ

ฝรั่งเศสถอนทูตกลับจากอิตาลีครั้งแรก

นับจากยุคสงครามโลกครั้งที่ 2

กระทรวงต่างประเทศของฝรั่งเศสได้ออกแถลงการเรียกตัว นายคริสเตียน มาสเซต์ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำกรุงโรมกลับประเทศ โดยรัฐบาลปารีสระบุในแถลงการณ์ว่า ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทางฝรั่งเศสไม่พอใจรัฐบาลอิตาลีจากการที่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลอิตาลี กล่าวหาฝรั่งเศสอย่างไร้หลักฐานในหลายประเด็น แม้แถลงการณ์ของรัฐบาลปารีสไม่ได้พาดพิงบุคคลใดในรัฐบาลชุดปัจจุบันของอิตาลี แต่นักวิเคราะห์มองว่าหมายถึงรองนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลโรม 2 คน คือนายลุยจิ ดี ไมโอ และนายมัตเตโอ ซัลวินี ซึ่งเข้ามาบริหารประเทศเมื่อกลางปีที่ผ่านมา วิจารณ์นโยบายหลายเรื่องของประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้อกล่าวหารัฐบาลฝรั่งเศสว่ายังคงเดินหน้าแสวงหาอาณานิคมจากชาติในแอฟริกา จนเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาผู้อพยพเข้ามาในยุโรปจำนวนมาก รวมถึงความคิดเห็นเชิงสนับสนุนกลุ่มผู้ประท้วงในฝรั่งเศส ส่งผลให้ฝรั่งเศสเรียกทูตประจำกรุงโรมกลับประเทศทันที นับเป็นความบาดหมางครั้งแรกของทั้งสองชาตินับตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2