มีหนังสือที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟังเล่มหนึ่งครับ นั่นคือ 1984 ของ “จอร์จ ออร์เวลล์” สำนวนแปล “รัศมี เผ่าเหลืองทอง” และ “อำนวยชัย ปฏิพัทธ์เผ่าพงศ์” จัดทำโดย “สำนักพิมพ์สมมติ”

ในปีที่วรรณกรรมเรื่อง 1984 ออกวางจำหน่ายครั้งแรก คือใน ค.ศ. 1949 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่นาน ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนกำลังประกาศชัยชนะเหนือผืนแผ่นดินใหญ่ได้ไม่นาน กับทั้งก่อนหน้านี้สหภาพโซเวียตก็ได้ประกาศศักดายึดครองพื้นที่มหาอาณาจักรรัสเซียได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

หากย้อนกลับไปพิจารณาสถานการณ์ใน ค.ศ. 1949 ที่ “จอร์จ ออร์เวลล์” สร้างสรรค์นิยายเรื่อง 1984 แล้ว จะมีความหมายและนัยอื่นใดไปไม่ได้นอกเสียจากการที่ “จอร์จ ออร์เวลล์” ได้จินตนาการล่วงหน้าไป 35 ปี ถึงสภาพสังคมที่เขาสังกัดอยู่ ว่ากำลังตกอยู่ในยุคสมัยของเผด็จการซ้ายจัด ลัทธิสังคมนิยมสะด๊วบอำนาจขั้นสูงสุดในปี ค.ศ. 1984 หรือ พ.ศ. 2527

นิยายชุด 1984 มี keywords ที่สำคัญมาก 3 ตัวด้วยกัน 1. คือ New Speak 2. คือ Big Brother is watching you! และ 3. คือ Double Think ครับ

อธิบายง่ายๆ ก็คือ “จอร์จ ออร์เวลล์” ได้รังสรรค์ “โครงสร้างภาษาใหม่” ขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อใช้เป็นตัวเดินเรื่องสำคัญ นั่นก็คือภาษาที่มีชื่อว่า New Speak ผ่านฝีมือของ “อิงซอค” หรือ “พรรคสังคมนิยมอังกฤษ” ในท้องเรื่องที่คิดค้นระบอบการปกครองประชาชนด้วยการสร้าง “ความจริง” จาก “สิ่งหลอกลวง”

นอกจากนี้ ราษฎรทั้งหลายยังถูก Big Brother คอยจับจ้องมองดูพฤติกรรมต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมงยิ่งกว่าเซเว่น-อีเลฟเว่น และตบท้ายด้วยกระบวนการควบคุมความคิดมวลชนด้วย Double Think ที่กำหนดให้ผู้คนในสังคมยอมรับว่าสิ่งที่ “พรรค” โกหกนั้นเป็นความจริง ดังตัวอย่างอมตะ 2 + 2 = 5 นั่นเอง…

แม้ว่าในยุคใหม่-สมัยปัจจุบัน อังกฤษ (หรือโลก) มิได้ถูกครอบงำด้วยระบอบเผด็จการซ้ายจัดเฉกเช่นในนวนิยายเรื่อง 1984 แต่ใครหน้าไหนจะกล้าปฏิเสธว่า ประชากรบนโลกใบนี้ (หรือที่อังกฤษ) จะมิได้ถูกจับตาจาก Big Brother?

แน่ใจหรือว่า ขณะนี้ เราๆ ท่านๆ มิได้ดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมแบบ Big Brother?

ตัวอย่างหนึ่ง กระบวนการควบคุมความคิดมวลชนด้วย Double Think ที่กำหนดให้ผู้คนในสังคมยอมรับว่าสิ่งที่ “พรรค” โกหกนั้นเป็นความจริง (2 + 2 = 5) ในปัจจุบันก็คือ วาทกรรมที่บรรษัทต่างๆ ปลูกฝังเรื่องความจงรักภักดีต่อองค์กรอย่างเข้มข้นให้กับพนักงาน แต่ดูเหมือนว่า ณ ค.ศ. 2019 นี้ บรรษัทต่างๆ ได้พากันถีบพนักงานทิ้งด้วยการยกเลิกสัญญาว่าจ้างกันเป็นว่าเล่น!

เห็นได้จากล่าสุด ที่ดูเหมือนว่าอเมริกาจะยอมรับโดยดุษณีว่าบรรยากาศอันแสนหดหู่ของมหกรรม Layoff ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยสำนักวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติของสหรัฐฯ ได้เขียนคำประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า “เศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้เข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว และถือเป็นการเข้าสู่ภาวะถดถอยยาวนานที่สุดนับจากปี 1982”

เกิดอะไรขึ้นในปี 1982?

สภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ เมื่อ ค.ศ. 1982 (สมัยประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน) เป็นช่วงเวลาที่วัฏจักรทางเศรษฐกิจอยู่ในสภาพ “ขาลง” อย่างรุนแรง องค์กรธุรกิจล้มลงเกือบ 20,000 บริษัท, เกษตรกรสูญเสียที่ดินทำกินและสิ้นเนื้อประดาตัว, คนยาก-คนจน-คนป่วย-คนแก่ไร้ที่พำนักพักอาศัย-อัตราการว่างงานเป็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์ 2 หลัก-ต่อเนื่องและยาวนานถึง 9 เดือน โดยเริ่มทำสถิติว่างงานที่ 10% ในเดือนกันยายน ปี 1982 ก่อนจะมายุติที่อัตราเดิมเมื่อมิถุนายน ค.ศ. 1983 ด้วยจำนวนคนว่างงานไม่มากไม่น้อย แค่ 10 ล้านคน!

ตัดฉับกลับมายุคปัจจุบัน ในสมัยของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าเขามีโอกาสสูงที่จะเดินย่ำรอยประวัติศาสตร์ 1982 ซึ่งหากถอด “รหัสวิกฤต” แล้วก็จะพบว่าตัวเลขว่างงานที่กำลังไต่เพดานบินเพื่อทำสถิติ 6.5% (สูงที่สุดในรอบ 14 ปี) และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ GDP ติดลบอยู่ที่ 0.5 เปอร์เซ็นต์ (ต่ำที่สุดในรอบ 7 ปี) แล้ว!

อันนำไปสู่ภาวะการจ้างงานที่ปรับลดลงแล้วกว่า 250,000 ตำแหน่ง!

ซึ่งการปลดคนงานออกอย่างไม่ไยดีนี้มันช่างเหมือนกับภาษา New Speak ของ “อิงซอค” ที่ปกครองประชาชนด้วยการสร้าง “ความจริง” จาก “สิ่งหลอกลวง” โดยแท้!


อ่านต่อ…

1984 : ครบรอบ 70 ปี Big Brother is watching you! (ตอนที่ 2)