บรรยากาศการประชุมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เรื่อง แนวทางการจัดทำแผนผังการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ ผังเมืองอีอีซี (ฉะเชิงเทราชลบุรีระยอง) ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง (ยผ.) และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เมื่อเวลา 08.00 – 12.00 . วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 โรงแรมซันธารา เวลเนส รีสอร์ท แอนด์ โฮเทล อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เต็มไปด้วยสีสันแห่งความคิดเห็นอย่างยิ่ง


เนื่องจากมีประชาชนมากกว่า 550 มารวมตัวกันในห้องเทพราช 3 จนแคบไปถนัดตา จากหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ (ส่วนภูมิภาค) หน่วยงานฝ่ายความมั่นคง (ทหาร ตำรวจ) หน่วยงานและสถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรภาคเอกชนและสมาคม ประชาชนทั่วไป กลุ่มองค์กรไม่แสวงหากำไร NGO และสื่อมวลชนท้องถิ่น

ภายหลัง นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวต้อนรับและกล่าวเปิดการประชุม นายอนวัช สุวรรณเดช รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง บรรยายภาพรวมและกรอบแนวทางการจัดทำแผนผังการพัฒนา โดยมีนางสาวพจณี อรรถโรจน์ภิญโญ รองเลขาธิการสายงานนโยบายและแผน สกพอ. เป็นผู้ดำเนินรายการ นางสาวทัศนีย์ เกียรติภัทราภรณ์ รองเลขาธิการสายงานพัฒนาพื้นที่และชุมชน สกพอ. รวมถึงฝ่ายปรึกษาการจัดทำผังเมืองของกรมโยธาธิการและผังเมือง อธิบายรายละเอียดการทำผังเมืองอีอีซีซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออก ให้ผู้เข้าฟังเห็นภาพ ก่อนเปิดโอกาสให้นำเสนอแนวคิดและข้อเสนอแนะ

ผังเมืองอีอีซี


ปักธงแปดริ้วเมืองที่อยู่อาศัยชั้นดี

รัฐบาลและสกพอ.มองทิศทางการพัฒนาไว้ค่อนข้างจะครบถ้วน รองรับซึ่งกันและกัน โดยมองว่าฉะเชิงเทราเป็นเมืองธรรมชาติ มีทั้งแม่น้ำ ป่าเขา พื้นที่เกษตร สวนผลไม้ นากุ้ง และอยู่ติดกับกรุงเทพฯ เพราะฉะนั้น สกพอ.จึงมองว่าน่าจะเป็นเมืองที่อยู่อาศัยชั้นดีรองรับคนที่ทำงานในอีอีซีประกอบกับกรุงเทพฯ จะมีรถไฟความเร็วสูงผ่านฉะเชิงเทรามาชลบุรีและระยอง ถ้ากรุงเทพฯ พัฒนาเต็มพื้นที่แล้วควรมีการตั้งชุมชนใหม่เป็นบ้านพักชั้นดี มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งพื้นที่ในฉะเชิงเทรามีความเหมาะสม


มุมมองนักธุรกิจแปดริ้วต่อผังเมืองฉบับใหม่

ในการประชุมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะหลายครั้งใน 3 จังหวัด รวมถึงเสียงสะท้อนจากผู้เข้าฟังในจังหวัดฉะเชิงเทราครั้งนี้ก็ไม่แตกต่างกันคือ เจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงงานนอกนิคมอุตสาหกรรม อยากให้ปรับพื้นที่ในโซนของตัวเองเป็นเขตอุตสาหกรรม หรือปรับผังเมืองเป็นสีม่วงนั่นเอง

โดยให้เหตุผลว่าพื้นที่บริเวณนั้นยังเป็นผังเมืองสีเหลือง (ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัย) แต่มีที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย หรือที่ดินสีเขียว (ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม) แต่มีพื้นที่ทำการเกษตรอยู่เพียงนิดเดียว ส่วนใหญ่เป็นโรงงานอุตสาหกรรม จึงอยากให้ปรับเป็นพื้นที่สีม่วง หรือ ที่ดินประเภทอุตสาหกรรม

บางรายให้เหตุผลว่าลงทุนซื้อที่ดินไว้แต่ทำอะไรไม่ได้ ทำให้ธุรกิจตกอยู่ในสภาพถูกแช่แข็งคือถอยหลังไม่ได้ เดินหน้าไม่มีที่ไป เพราะผังเมืองเป็นสีเขียว จึงอยากให้ปรับเป็นสีม่วง เพื่อให้เงินที่ลงทุนซื้อที่ดินไม่สูญเปล่าและนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

แต่ในฐานะผู้รับผิดชอบการจัดทำผังเมือง ทั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. และ กรมโยธาธิการและผังเมือง มองว่า การปรับสีผังเมืองต้องรับฟังความคิดเห็นของคนทุกกลุ่ม แม้ในโซนนั้นจะมีการทำเกษตรกรรมเพียงนิดเดียว ก็ต้องฟังเสียงของผู้ได้รับผลกระทบอย่างรอบด้าน โดย สกพอ.และกรมโยธาธิการฯ มีหลักเกณฑ์การจัดทำผังเมืองที่ต้องเป็นประโยชน์กับทุกภาคส่วน

และการจะปรับสีผังเมืองเป็นสีม่วง ผู้ประกอบการที่อยู่ในพื้นที่ควรจะต้องเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของคนในพื้นที่ก่อนโดยต้องมีทางออกให้กับคนในพื้นที่ไม่เดือดร้อนในภายหลัง


ผังเมืองอีอีซี

พื้นที่สีเขียวความละเอียดอ่อนแห่งการบริหารจัดการ

อีกหนึ่งพื้นที่ที่ต้องใช้ความละเอียดในการจัดทำผังเมืองก็คือพื้นที่สีเขียวแน่นอนว่าในกลุ่มของโรงงานที่กว้านซื้อที่ดินไว้ในมือย่อมอยากให้มีการเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีม่วง ในขณะที่คนทำมาหากินก็ไม่ต้องการย้ายถิ่นฐานที่อยู่กันมาตั้งแต่ยุคปู่ย่าตายายออกจากพื้นที่

โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองก็มีหลักเกณฑ์การจัดทำผังเมืองที่ต้องยกเว้นพื้นที่สงวน เช่น ป่าไม้ แหล่งน้ำ รวมถึงพื้นที่การเกษตรที่มีการเพาะปลูกทั่วไป ซึ่งเติบโตต่อได้ในภาคเศรษฐกิจโดยสามารถต่อยอดเพิ่มมูลค่า และพื้นที่หลายแห่งในอีอีซีสามารถปลูกผลผลิตต่างๆ ขายได้ชนะราคาที่ดินคือ ปลูกพืชขายได้ราคาแพงกว่าการขายที่ดินเพื่อนำไปประกอบอุตสาหกรรม พื้นที่เหล่านี้นอกจากจะไม่ถูกปรับสีแล้ว ยังอยู่ในข่ายส่งเสริมให้ได้ประโยชน์จากการเป็นเกตเวย์ เชื่อมโยงกับท่าเรือ สนามบิน ศูนย์การแปรรูปอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก


รอยต่างทางความเห็นของชาวบ้านต่อผังเมือง

น่าสนใจตรงที่การประชุมการประชุมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในจังหวัดฉะเชิงเทราครั้งนี้มีกลุ่มชาวบ้านประมาณ 20 คน เดินทางเข้ามาในห้องประชุมพร้อมชูป้ายคัดค้านโครงการอีอีซีจนบรรยากาศเกิดความสับสนอลหมานพักใหญ่ อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าราชการจังหวัดและฝ่ายมั่นคงที่เข้ามาช่วยดูแลความเรียบร้อย รวมทั้งผู้แทนอีอีซีพยายามพูดคุยกับกลุ่มชาวบ้านด้วยความประนีประนอมจนชาวบ้านอารมณ์เย็นลงและการประชุมดำเนินต่อไปได้ รวมถึงเปิดโอกาสให้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการจัดทำผังเมือง และสิ่งที่ต้องการให้อีอีซีดำเนินการแก้ไข ซึ่งชาวบ้านได้เรียกร้องผ่านที่ประชุมว่าไม่ต้องการย้ายออกจากที่ดินที่เคยเช่าทำกินมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย แม้จะมีการขายที่ดินเหล่านั้นแล้วก็ตาม

ทว่าในอีกฟากฝั่งผู้ใหญ่ กิตติทัศน์ ประเสริฐศรี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ตำบลเขาดิน อำเภอบางปะกง ได้นำเสนอความเห็นผ่านที่ประชุมว่า อยากให้กรมโยธาธิการฯ ปรับเปลี่ยนสีผังเมืองเพื่อสร้างประโยชน์อย่างอื่นที่เพิ่มมูลค่าสูงกว่า เนื่องจากที่ดินของตัวเองซึ่งที่ผ่านมาทำการเกษตรให้ผลผลิตไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย จนลูกหลานต้องทิ้งถิ่นฐานออกไปทำงานนอกพื้นที่ จึงอยากให้ปรับเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

ในขณะที่ นางนารี ศรประสิทธิ์ ชาวบ้านในพื้นที่เดียวกันเห็นตรงกันข้ามว่า คนส่วนใหญ่ยังทำการเกษตรได้ผลผลิตที่ดี นับเป็นหนึ่งในรอยต่างทางความเห็นของคนที่ต้องการและไม่ต้องการปรับผังเมือง


ผังเมืองอีอีซี

ภารกิจเข็นครกขึ้นภูเขา

อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้ดำเนินการจัดทำผังเมือง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และ กรมโยธาธิการและผังเมือง (ยผ.) ยืนยันกับผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นว่าการดำเนินการไม่ได้เน้นพัฒนาเฉพาะอุตสาหกรรมเป็นหลัก แต่คนในพื้นที่ต้องมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย ขอให้ความมั่นใจว่าสิ่งที่กำลังดำเนินการไม่ได้มองเฉพาะเรื่องการพัฒนาอย่างเดียว แต่มองว่าสิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ที่จะดำรงชีวิตอยู่ต้องมีความสุขด้วย

เป็นภารกิจที่ต้องบอกว่าไม่ต่างกับเข็นครกขึ้นภูเขากันเลยทีเดียว!!!