‘Horizon 2020’ ไม่ใช่แค่ชื่อเรียกของโครงการความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมที่ใหญ่ที่สุดของอียู หรือ สหภาพยุโรป เท่านั้น แต่โปรไฟล์โดดเด่นของกองทุนนี้ยังอยู่ที่ เงินทุนสนับสนุนที่สูงถึง 80,000 ล้านยูโร ครอบคลุมระยะเวลาดำเนินงานของโครงการนี้ตั้งแต่ปี 2014 -2020 โดยกองทุนนี้เปิดกว้างให้นักวิจัยทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นบริษัท สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย หรือองค์กรไม่แสวงหากำไร (NGOs) ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างประเทศ

ดังนั้น หากพิจารณาเงื่อนไขของการเข้าร่วมโครงการนี้กับ นโยบายไทยแลนด์ 4.0 และนโยบายการขับเคลื่อนและปฏิรูปเศรษฐกิจไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยทั้ง เทคโนโลยี นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และทั้งหมดนี้ก็เกิดขึ้นได้จากการทำวิจัยนั่นเอง

โครงการนี้จึงน่าจะเป็นโอกาสของการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ รวมทั้งเป็นโอกาสให้นักวิจัยของไทยได้ร่วมงานกับนักวิจัยอียู เพื่อต่อยอดและพัฒนาผลงานหรือโครงการของตน ซึ่งจะช่วยให้นักวิจัย ภาคเอกชน และองค์กรต่างๆ ของไทยสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ภายในอียู ที่ช่วยพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยต่อไป


งานวิจัย เข้าตา Horizon 2020 ต้องเป็นอย่างไร และนักวิจัยจะได้อะไรบ้าง ?

เพื่อทำความรู้จักกับขอบข่ายงานวิจัย นวัตกรรม ที่ โครงการ Horizon 2020 ต้องการสนับสนุน ทีมงาน Thaieurope.net จึงได้เผยแพร่บทความเรื่อง “Horizon 2020 โอกาสทองของนักวิจัยไทย” (หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันจันร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562) ที่ให้รายละเอียด หัวใจสำคัญของโครงการ Horizon 2020 ว่ามี 3 ข้อ ดังนี้

พัฒนาความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์ด้วยการให้เงินทุนแก่นักวิจัย เปิดโอกาสให้นำเสนอแนวคิดใหม่ๆ ที่ต่างจากเดิม และผลักดันผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ “From lab to market” โดยเน้นการประยุกต์และผสมผสานหลักการทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์เข้าด้วยกัน

ส่งเสริมความเป็นเลิศด้านอุตสาหกรรมและให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในสาขาต่างๆ เช่น ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ นาโนเทค ไบโอเทค เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และอวกาศ

รับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายทางสังคมในรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางพลังงาน และการขนส่ง โดยเน้นความยั่งยืนและความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

และเมื่องานวิจัย นวัตกรรม นั้น เข้าเงื่อนไขของโครงการความร่วมมือกับอียูด้านงานวิจัยและนวัตกรรมนี้แล้ว สิ่งที่นักวิจัยจะได้รับเพื่อใช้ตลอดการศึกษาค้นคว้าวิจัย และผลพลอยได้จากการเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยในโครงการนี้ คือ

  • เม็ดเงินในการสนับสนุนการวิจัยจากอียูนั้นสูงถึง 24% ของเม็ดเงินในการสนับสนุนการวิจัยทั่วโลก
  • สัดส่วนของงานวิจัยซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติสูงถึง 32%
  • อียูผลิตสิทธิบัตรถึง 32% ของจำนวนสิทธิบัตรทั่วโลก

ไม่เพียงเท่านั้น อียูยังเป็นตลาดการค้าที่ใหญ่ที่สุดตลาดหนึ่งของโลกโดยมีประชากรกว่า 500 ล้านคน และมีประเทศสมาชิก 28 ประเทศ มหาวิทยาลัยในอียูก็มีจำนวนกว่า 25 แห่ง ที่ติด 100 อันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของโลก บริษัทชั้นนำของอียูที่ให้ความสำคัญเรื่องงานวิจัยและการพัฒนามีกว่า 25% ติด 2,000 อันดับทั่วโลกด้วย ดังนั้น หากผลงานวิจัย หรือนวัตกรรม จากมันสมองของนักวิจัยทยชิ้นใด สามารถเข้าไปร่วมโครงการนี้ได้ ย่อมถือเป็นการสร้างโอกาส ไม่เพียงแต่ในในบนิบทของตัวนักวิจัยเอง แต่ยังเป็นการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศและทำให้เกิดคุณูปการอีกมากมายด้วย


ประเทศไทยกับอนาคตผู้สร้างสรรค์งานวิจัย นวัตกรรม ในเวทีโลก

การเข้าร่วมในโครงการความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมที่ใหญ่ที่สุดของอียู ยังเป็นโอกาสในการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาทางสังคมร่วมกับประชาคมโลก ซึ่งส่วนมากเป็นปัญหาใหญ่ที่มีผลกระทบต่อเราทุกคน เช่น โรคติดเชื้อ ความมั่นคงทางพลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยผู้เข้าร่วมโครงการฯ สามารถใช้โอกาสที่ได้รับนี้ในการขยายปริมาณการผลิตและต่อยอดงานวิจัยอื่นๆในระดับโลก เข้าถึงฐานข้อมูลที่กว้างขวางยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่ายและพันธมิตรเพื่อเพิ่มศักยภาพในงานวิจัยของตนเองในระดับนานาชาติด้วย

และล่าสุด ทีมงาน Thaieurope.net ได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ Horizon 2020 โดยเฉพาะกรอบการดำเนินการปัจจุบันสำหรับปี 2018-2020 ซึ่งยังเหลือเงินทุนอีกจำนวน 30,000 ล้านยูโร สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ดังนั้น นี่จึงเป็นโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือหน่วยงานต่างๆ ของไทยก็สามารถสมัครร่วมงานวิจัยและนวัตกรรมดังกล่าวได้หากมีหัวข้อการวิจัยที่สอดคล้องกับนโยบายของอียู

โดยสาขางานวิจัยที่โครงการนี้ให้ความสำคัญสำหรับปี 2018-2020 คือ

  1. Market creating innovation หรือนวัตกรรมการที่จะช่วยสร้างตลาดในระยะแรก European Innovation Council (EIC) จะสนับสนุนผู้ประกอบการในการสร้างแนวคิดใหม่เพื่อเปิดตลาดการค้าให้ใหญ่ขึ้น โดยใช้เครื่องมือที่มีอยู่ เช่น การลงทุนในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเพื่อสนับสนุนการวิจัย (SME Instrument), การสนับสนุนเทคโนโลยีในอนาคตและเทคโนโลยีเกิดใหม่ (Future and Emerging Technologies หรือ FET) และนวัตกรรมที่ต้องเร่งวิจัยและพัฒนา (Fast Track to Innovation หรือ FTI) เป็นต้น
  2. การแก้ไขปัญหาทางการเมืองและสังคมเช่น การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ การรับมือกับภาวะโลกร้อน การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน การเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและการบริการไปสู่ระบบดิจิทัล เป็นต้น
  3. การผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศด้านงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างพันธสัญญาที่หนักแน่นเรื่องผลประโยชน์ร่วมกันในระดับนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ลึกไปอีกขั้น ทีมงาน Thaieurope.net ให้มุมมองว่า ประเทศไทยเป็นอีกประเทศนอกอียูที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการยื่นข้อเสนอเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินทุนจากโครงการนี้ โดยเฉพาะในบริบทต่อไปนี้

โครงการความร่วมมือด้านงานวิจัยและนวัตกรรม (Collaborative research & innovation projects) ซึ่งกำหนดว่าหุ้นส่วนของโครงการต้องมีอย่างน้อย 3 องค์กรจากประเทศที่แตกต่างกันเข้าร่วม และโครงการสำหรับบุคคลธรรมดา(Individual researcher projects) ที่สมัครได้ผ่านสถาบัน European Research Council (ERC) หรือ Marie Skłodowska-Curie action (MCSA) ซึ่งให้โอกาสนักวิจัยจากประเทศที่สามได้มาทำงานวิจัยในยุโรป โดยต้องประกอบไปด้วย นักวิจัย 1 คน และสถาบันวิจัยเจ้าภาพในประเทศสมาชิก 1 สถาบัน


ไทย กับการเป็นส่วนหนึ่งในงานวิจัยกับ อียู และเส้นทางต่อไปที่ยังเปิดกว้าง

แต่ก็เป็นที่น่ายินดี โดยในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เข้าร่วมงานวิจัยในบางโครงการของ Horizon 2020 แล้ว ยกตัวอย่างเช่น

  1. โครงการ RECONECT ของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) ซึ่งยึดกรอบ Nature-Based Solutions (NBS) ในการลดความเสี่ยงเกี่ยวกับอุทกวิทยา/อุตุนิยมวิทยา รวมทั้งวางแผนการใช้ที่ดินอย่างชาญฉลาด (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.reconect.eu/about-reconect/)
  1. โครงการ INTERMIN ของคณะกรรมการประสานงานเกี่ยวกับการสำรวจทรัพยากรธรณีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างเครือข่าย จัดการฝึกอบรม ให้กับผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรทางธรรมชาติ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://interminproject.org/about/)

อย่างไรก็ดี ทาง Thaieurope.net ได้แสดงความคิดเห็นว่า จนถึงตอนนี้นับว่าไทยยังมีส่วนร่วมในเวทีวิจัยระดับโลกนีต้ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณเม็ดเงินที่ยังมีเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก โดยวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้นักวิจัยไทยสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสดังกล่าวคือการหาผู้ร่วมวิจัยทั้งในและนอกอียู ที่มีความเชี่ยวชาญในการยื่นข้อเสนอโครงการ หรือผู้ที่เคยมีประสบการณ์การทำงานวิจัยภายใต้โครงการนี้มาแล้ว

นอกจากนี้ ยังสามารถติดตามข่าวสารจากเว็บไซต์ www.thaieurope.net เกี่ยวกับโครงการอบรมสัมมนาการเขียนข้อเสนอโครงการสำหรับ Horizon 2020 ซึ่งในปีที่ผ่านมา สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจข้อเสนอโครงการ จัดอบรมให้กับนักวิจัยที่สนใจไปแล้ว 1 ครั้ง และมีแผนที่จะจัดครั้งที่ 2 ในปีนี้

ในอีกด้านหนึ่ง การเข้าร่วมโครงการความร่วมมือและการถ่ายทอดนวัตกรรมเทคโนโลยีนี้ ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่นักวิจัย หน่วยงานหรือผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยจะสามารถเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมของยุโรปเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายทางสังคมที่ทั่วโลกกำลังประสบ

นอกจากนี้ อียูเองยังเป็นแหล่งดึงดูดการลงทุนและตลาดการค้าใหม่ที่ผู้ประกอบการไทยควรคำนึงถึงอีกเช่นกัน การเข้าร่วมโครงการฯ จึงป็นประโยชน์ในหลายด้านสำหรับนักวิจัยและผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยให้ก้าวไกลและยั่งยืนได้ง่ายขึ้น


ที่มา : บทความเรื่อง “Horizon 2020โอกาสทองของนักวิจัยไทย” คอลัมน์ EU Watch โดย ทีมงาน Thaieurope.net (หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันจันร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562)


ไม่ตกทุกข่าว ในวงการงานวิจัยทั้งในประเทศและระดับโลก คลิกอ่านต่อ

4 ฟู้ดเทรนด์ ปี 2019 เขย่าวงการอาหาร เน้นเทคโนโลยีการผลิตล้ำสมัย ดีต่อสุขภาพ รักษ์โลก

เดินหน้าประเทศไทย เพิ่ม ‘งานวิจัยด้านการเกษตร 4.0’ ตัวช่วยขับเคลื่อน Smart Agriculture ให้ไปถึงฝั่งฝัน

5 นวัตกรรมจากเวทีประกวด ‘รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย’ แปลงร่างข้าวไทยให้แตกต่างด้วยนวัตกรรม