ผมมีโอกาสสนทนากับนักเศรษฐศาสตร์และนักปฎิรูปเศรษฐกิจของคาซัคสถาน ยูเครน อาร์เมเนีย ซึ่งให้ข้อคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ จึงนำมาถ่ายทอดเป็น 5 ประเด็น ดังต่อไปนี้


1.

ให้ทำความเข้าใจก่อนว่า ผู้ที่คลุกคลีกับการปฏิรูป คือการแก้ไขปัญหาปากท้องประจำวัน จำเป็นที่จะต้องค้นหาคนหรือทีมงานที่เข้าใจปากท้องและมีฐานข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจในการตัดสินใจ และที่สำคัญ ต้องเปิดกว้างพื้นที่ในการใช้ข้อมูลถกเถียงกัน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล เรียนรู้ที่จะให้ความสำคัญในอธิปไตยเศรษฐกิจของชาติตนเอง 

เรื่องของชาติคือ เรื่องการตัดสินใจโดยตนเองอย่างอิสระบนผลประโยชน์ปากท้องของผู้คน ไม่ใช่เรื่องของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือบรรษัทข้ามชาติ ดังนั้นจึงไม่ใช่แค่เรื่องอุดมการณ์ แต่เป็นเรื่องปฏิบัตินิยมล้วนๆ


2.

หากฐานข้อมูลมีความสำคัญสำหรับเศรษฐกิจของชาติ ทำไมบางประเทศทำฐานข้อมูลอย่างแพร่หลายเพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าถึง บางประเทศไม่มีฐานข้อมูล ทั้งที่สื่อสาธารณะรับงบประมาณจากภาษีชาติ เพราะนั่นคือการเริ่มต้นการปฏิรูปปากท้อง ถ้าหากไม่มีฐานข้อมูลและการเปิดกว้างของพื้นที่เพื่อสื่อสารกัน โอกาสที่จะคิดทำอะไรก็เป็นแค่การคาดเดาและสุ่มเสี่ยงสำหรับการตัดสินใจหากปราศจากสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่เริ่มต้น 

ในขณะเดียวกัน หากหน่วยงานราชการดำเนินการในเรื่องนี้ก็จะมีผลต่อความก้าวหน้าทั้งทางบวกและลบ คือ หากผู้นำสนใจข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เจ้าหน้าที่รัฐต้องทำงานหนักมากยิ่งขึ้นและรับผิดชอบมากยิ่งขึ้นในการนำเสนอ การใช้ข้อมูล และต้องสามารถระบุข้อมูลของพื้นที่ได้อย่างชัดเจน 

ปัญหาของกระบวนการปฏิรูปที่ล่าช้าส่วนใหญ่ สัมพันธ์กับการคาดเดาของหน่วยงานและหน่วยงานที่สามารถสนับสนุนได้ เช่น มหาวิทยาลัยที่ขาดการริเริ่มกิจกรรมดังกล่าว ทั้งที่ต้องใช้ข้อมูลในการเรียนการสอนและให้คำแนะนำ


3.

เศรษฐกิจเสรีแบบตลาด ที่ทุกประเทศมักเจอ ไม่ใช่การหารือของทำเนียบรัฐบาลหรือชนชั้นนำในสังคม แต่เป็นผลประโยชน์ของโครงสร้างผู้มีอำนาจที่เข้ามาแทนที่สถาบันของรัฐ ชนชั้นทางสังคมของผู้ประกอบการที่แท้จริงจึงได้รับความเสี่ยงและต้องแบก “ความรับผิดชอบต่อสังคม” รวมถึงคนที่หาเช้ากินค่ำและคนที่รับจ้างใช้แรงงานประจำวันด้วย

จากประสบการณ์ ควรจะมีความชัดเจนว่าตรงไหนและพื้นที่แบบไหนควรเน้นโครงการช่วยเหลือของรัฐและไม่เข้าไปแทรกแซง แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดสำหรับกิจการของประชาชนที่มีความเสี่ยง ควรมุ่งเน้นไปที่การสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นกิจกรรมของคนเหล่านี้ให้สามารถสร้าง “ชนชั้นกลาง” เพราะการปฏิรูปเศรษฐกิจสุดท้ายที่ต้องเห็นคือ “สังคมแห่งความเจริญรุ่งเรืองโดยเฉลี่ย” น่าคิดตรงที่ดูๆ ไปแล้วนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้น่าจะนิยมแนวทางการปฎิรูปแบบจีน


4.

เมื่อพูดถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจโดยเน้นกลไกตลาดแบบเสรีในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา หลายประเทศแสดงให้เห็นว่า การเปิดเสรีให้ระบบเศรษฐกิจแบบไม่จำกัด นำไปสู่ความไม่ลงรอยกันและความไม่สมดุลทางสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็คือ แบบรวยกระจุกและจนกระจาย นั่นเอง 

ยิ่งไปกว่านั้นฐานสังคมของตลาดผู้บริโภคกำลังกลายเป็นผู้มั่งคั่งที่มีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ ทำให้ตลาดขยายตัวอย่างจำกัด ส่งผลให้การจัดเก็บภาษี การจัดการด้านการเงิน และการค้ายิ่งจำกัดลง นี่คือปัญหาที่ต้องแก้ไข ไม่ใช่ปล่อยให้ผ่านไปและยอมรับชะตากรรมของตนเองโดยปริยาย


5.

หากรัฐจะสร้าง “ความใฝ่ฝันของพลเมือง (ชาติ) ได้” ให้เป็นจริงได้ ต้องเริ่มจากข้างล่าง ไม่ใช่ข้างบน เพราะ “อิสรภาพใดๆ ไม่เคยได้มาจากการยินยอมของฝ่ายตรงกันข้าม” แต่มาจากความรู้สึกของประชาชน ความยุติธรรมทางสังคม ความเป็นมนุษย์ปุถุชน หน้าที่สาธารณะ ความขยันหมั่นเพียร วินัยและความเชื่อ ที่ต้องค่อยๆ ค้นหากระบวนการปฏิรูปดังกล่าว ส่วนการเขียนนโยบายหรือออกมาตรการโดยไม่ค้นหาความใฝ่ฝันของพลเมือง (ชาติ) เท่ากับยังไม่ได้ดำเนินการปฏิรูปใดๆ เพราะการขาดเจ้าภาพ หมายถึง ความล้มเหลวที่จะตามมา


ดังนั้น ความเกี่ยวข้องตรงนี้กับสาธารณะคือ การค้นหารหัสจรรยาบรรณและสิ่งที่ให้คุณค่าใหม่ ซึ่งสามารถให้ความหมายด้านความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคม ความสงสัยของประชาชนเกี่ยวกับรูปแบบทางการเมืองแบบประชาธิปไตยที่มาพร้อมกับการปฏิรูปตลาด ซึ่งเป็นปัญหาที่หลายประเทศประสบ 

ความปรารถนาที่จะค้นพบเส้นทางปรัชญาทางวัฒนธรรมของชาติ มีความเกี่ยวข้องมากกว่าที่เคยเป็นมา ดังที่หลายประเทศเห็นความล้มเหลวจากการปฏิรูป เนื่องจากไม่สามารถค้นหารหัสที่แปรเปลี่ยนเป็นจิตวิญญาณของพลเมืองชาติได้

การปฎิรูปต้องการพื้นที่และความคิดที่เข้าใจปัญหาปากท้องของผู้คน รวมทั้งแรงกระตุ้นที่สำคัญจากความใฝ่ฝันของพลเมืองชาติ


ความเหลื่อมล้ำ เกษตรกร ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย เรื่อง : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย