ไม่ว่าประเทศไทยจะปักหมุดยุทธศาสตร์ไปยังทิศทางใดก็มักจะประสบปัญหาถูก ‘ต่อต้าน คัดค้าน ขัดขวาง’ ในขณะที่การปรับตัวเพื่อสร้างการพัฒนาทั่วทุกมุมโลกในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 21 มักสร้างความเปลี่ยนแปลงจากการดำเนินโครงการพัฒนาทั้งขนาดใหญ่และเล็ก ดังที่หลายประเทศเริ่มจาก ‘การปรับสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานหลากหลายรูปแบบ’ เพื่อรองรับความก้าวหน้าที่จะเกิดและเปลี่ยนไปเพราะพัฒนาการทางเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม – เศรษฐกิจ ­


การปรับตัวสู่ความทันสมัยในช่วงแรกของภูมิภาคเอเชีย ประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฯลฯ ต้องเร่งรื้อสร้างพื้นฐานการคมนาคมใหม่ ทั้งสนามบิน รถไฟความเร็วสูง ถนนหนทาง ไปจนถึงท่าเรือ เพื่อการเดินทะเล พื้นฐานเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะต่างก็มุ่งรองรับการขยายตัวของเมือง สอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจใหม่ และการขยายตัวของประชากรที่ต้องสื่อสารเดินทางเพื่อเชื่อมกับโลกกว้าง

และนี่คือปรากฏการณ์ ‘ต่อต้านการพัฒนา’ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต!

  • นาริตะ เป็นสนามบินแห่งล่าสุดของ ญี่ปุ่น ที่มีแผนการก่อสร้างในช่วงรอยต่อของยุคสมัย จึงกลายเป็นสนามบินที่ถูกกลุ่มชาวนาญี่ปุ่นต่อต้านยาวนานและรุนแรงที่สุดเกือบ 2 ทศวรรษ ด้วยพื้นที่ทำมาหากินที่จำกัดของญี่ปุ่น และข้อจำกัดด้านความรู้ – ความเข้าใจต่ออนาคตที่จะเกิดขึ้น
  • เช่นเดียวกับ เกาะฟอร์โมซา ไต้หวัน ที่ใช้เวลาเพียง 6 ทศวรรษ ก็สามารถสร้างความก้าวหน้าโดยเปลี่ยนจากประเทศเกษตรกรรมยากจนสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัลที่มั่นคง ก้าวหน้า และมีเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุด ซึ่งในช่วงการเปลี่ยนผ่าน ไต้หวันเจอการประท้วงเกือบทั่วทุกหัวเมือง ไม่ว่าประท้วงเรื่องการสร้างสะพาน ท่าเรือ สนามบิน โครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ฯลฯ
  • เกาหลีใต้ ก็เช่นกัน การขับเคลื่อนสู่ความก้าวหน้าใหม่ส่งผลให้รัฐบาลต้องเผชิญปัญหาผู้ต่อต้านการพัฒนาที่รุนแรงและต่อเนื่อง กว่าประเทศและผู้คนจะได้รับผลเชิงบวกและยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ ก็เสียหายไปมากและเสียเวลาไปกว่า 2 ทศวรรษ

หากย้อนดูมูลเหตุการประท้วงต่อต้านจะพบว่ามี 2 กลุ่มหลัก

  • กลุ่มแรกเป็นกลุ่มของความไม่รู้ / กลัวการสูญเสียผลประโยชน์เฉพาะหน้า / ต้องการปกป้องตัวเอง จากการพัฒนาที่ยังไม่เห็นภาพของห่วงโซ่ซึ่งเชื่อมโยงกับการพัฒนาอย่างชัดเจน เพราะเข้าใจว่ากลุ่มเศรษฐกิจ – สังคมของตัวเองจะถูกเบียดขับออกไปจากสถานะเดิม!
  • กลุ่มที่ 2 เป็นกระบวนการต่อต้านที่เกิดจากแนวคิดของลัทธิต่อต้าน มรดกความคิดนี้มองเส้นการจัดแบ่งสังคมเป็นแบบชนชั้นทางเศรษฐกิจ แม้โลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหนเพียงใดก็ตาม ภาพจำที่ฝังอยู่ในความคิดของสมาชิกในกลุ่มนี้จะไม่เปลี่ยนไปจากเดิม! เป็นความฝังตรึงของทัศนะแบบคอมมิวนิสต์และสังคมนิยมดั้งเดิม ที่ผลิตซ้ำความคิดจากภาพจำเก่าๆ ขณะที่บริบททางสังคมเปลี่ยนไปอยู่เสมอ ทำให้ความคิดวกวนอยู่ในกับดักของระบบความเคลื่อนไหวเดิมๆ ที่มองโลกแค่จน – รวย จึงต่อต้านทุกความเปลี่ยนแปลง ความก้าวหน้า และทุกความเคลื่อนไหว!

สร้างความเข้าใจ แก้ไขที่ความไม่รู้ – ชูความจริงให้ปรากฏ

เพื่อปรับสร้างความเข้าใจใหม่ให้แก่คนกลุ่มแรก ต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจ การมีส่วนร่วม และเปิดช่องทางให้เข้าถึงการพัฒนา สร้างความร่วมมือระหว่างกันเพื่อลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากจินตนาการกันไปต่างๆ นานา ให้คนกลุ่มนี้กลับมายืนอยู่บนฐานความจริงใหม่ ที่เป็นความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง เพื่อเพิ่มศักยภาพและสามารถปรับตัวอย่างมีเป้าหมาย มีคุณค่า ซึ่งจะส่งผลต่อสังคม ต่อคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีกว่าเดิมในทุกมิติ ทั้งทางตรงและทางอ้อม!

ส่วนในกลุ่มที่ 2 มีพัฒนาการทางความคิด – ความเชื่อ – ภาพจำ นำมาปรุงแต่งจนกลายเป็นอาชีพใหม่ที่สร้างรายได้ เพิ่มความอยู่รอด และเพิ่มที่ยืนในสังคมให้ตัวเอง โดยเป็นกลุ่มที่เกิดขึ้นแล้วเคลื่อนไหวอยู่ ‘นอกเหตุผล’ ไม่รับฟัง ไม่ทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าใหม่ ไม่ว่าโครงการจะดีมีประโยชน์เพียงใดก็ตาม ดังนั้น ไม่ว่าสังคมโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร สมาชิกกลุ่มที่ 2 นี้ก็จะต่อต้านต่อไป!

ที่น่าจับตาคือ กลุ่มที่ 2 นี้มักมีเครือข่ายเชื่อมโยงกันทั้งในและต่างประเทศ จึงมีศักยภาพที่จะสร้างข้อมูลบิดเบือนให้มีคนเชื่อตามการชี้นำนั้นๆ ซึ่งไม่ง่ายที่จะตามไปสร้างความเข้าใจใหม่ได้ เพราะแรงขับเคลื่อนความเชื่อของคนกลุ่มนี้ผูกติดกับ ‘ผลประโยชน์หลายมิติ’ ที่มีให้ตัวเองและสมาชิกกลุ่ม!

แต่หากถอยออกมามองภาพรวม ความเคลื่อนไหวของทั้งสองกลุ่มนี้มักมีฐานสนับสนุนที่มีจำนวนคนไม่มากนัก แต่สามารถสร้างกระแสได้ หากคนในสังคมไม่รู้เท่าทันก็จะหลงกลวาทกรรมที่สร้างขึ้นจากความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้

EEC : กรณีศึกษาในด้านการ ‘ต่อต้าน คัดค้าน’ ที่เห็นได้ชัด

กรณี EEC ที่เป็นการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ของรัฐในวันนี้ก็เจอคนทั้งสองกลุ่มข้างต้น! แม้โครงการดังกล่าวจะเป็นความจำเป็นเร่งด่วน – เป็นลมหายใจเฮือกสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยให้ออกจากสภาวะที่ปรับตัวไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเป็นผลมาจากความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา หากแต่การต่อต้านการพัฒนาและความวิตกกังวลด้านความเปลี่ยนแปลงก็ยังปรากฏขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ที่เห็นได้ชัดว่ามีทั้ง 2 กลุ่มที่กล่าวมา คือในพื้นที่จังหวัด ฉะเชิงเทรา

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นส่วนมากเป็นเรื่องปั้นแต่งมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เป็นเรื่องเฮโลจาก ‘คนนอกพื้นที่’ ที่มีผลประโยชน์เชื่อมโยงคนพื้นที่ในบางมิติ! การทำงานในสภาพการณ์ดังกล่าว ผู้รับผิดชอบและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จึงต้องตระหนักรู้เท่าทันกลเกมความเคลื่อนไหวเหล่านี้ เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าของประเทศไปสู่ความก้าวหน้าใหม่ โดยไม่ตกเป็นเหยื่อทางการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์ที่ใช้บางกลุ่มในท้องถิ่นเป็นเครื่องมือ เคลื่อนไหวเพื่อสร้างผลประโยชน์ใส่ตัว รวมถึงกลุ่มที่เคลื่อนไหวเพื่อสร้างรายได้ สร้างความอยู่รอดให้ตนเองและพวกพ้องอย่างมืดบอด โดยทำตัวเป็นกาฝากที่ยึดประโยชน์จากสังคมและความก้าวหน้าของประเทศเป็นหมุดหมาย!!!


­­­­

เรื่อง : ชลหญิง บูรพาทิศ

 

 


ตัวอย่างความขัดแย้ง การต่อต้าน ที่เกิดขึ้นในหลายภาคส่วน

เจาะลึกความพยายามวางระบบคมนาคมเพื่อ ‘สร้างสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี’ ครั้งล่าสุด เชื่อมสัมพันธ์สองโสมได้ไหม รู้กัน?

สกพอ. เคลียร์ทุกข้อสงสัย ‘ศรีสุวรรณ’ นำชาวบางปะกง บุก ‘อีอีซี’ ต้านนิคมอุตสาหกรรม

ผ่าเวที Focus group ชลบุรี-ระยอง กับมุมมองนักธุรกิจต่อ ‘ผังเมืองอีอีซี’