บทความ ทำไมรัฐควรเลิกช่วย ‘คนจนที่ขี้เกียจ’ ที่ผมเขียนไว้ก่อนหน้านี้คงทำให้ผู้อ่านได้เห็นความบกพร่องของ ‘ระบบการศึกษาของประเทศไทย’ ซึ่งผลิตแรงงานออกมาไม่ตรงกับสาขาวิชาที่ตลาดแรงงานต้องการ รวมทั้งไม่มีการสอนเกี่ยวกับเรื่อง ‘วินัยการออมเงินและการจัดการเงินออมที่ดีให้แก่เยาวชนของชาติตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น’ ส่งผลให้คนไทยเป็นชาติที่มีหนี้ครัวเรือนสูงและอยู่ในสองอันดับแรกของอาเซียน


หนี้ครัวเรือนเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ใช้ไปกับการอุปโภคบริโภค มีทั้งการกู้ในระบบและนอกระบบ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงมาก ยิ่งทำให้ภาระหนี้พอกพูน การเกิดภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวในที่สุด

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เรามีรัฐบาลหลายคณะ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร แต่ไม่วายที่จะต้องใช้นโยบาย ‘ประชานิยม’ เพื่อช่วยสร้างคะแนนนิยมให้แก่รัฐบาลของตน

เท่าที่ผมจำได้ เช่นเรื่อง ‘เงินผัน’ ของรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในปี พ.ศ. 2518 รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินต่างๆ ผันเงินจากส่วนกลางคือ กรุงเทพมหานครออกสู่ต่างจังหวัด เพื่อปล่อยสินเชื่อเพื่อการเกษตรในต่างจังหวัดปีละไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท และจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาชนบท หรือการผันงบประมาณตามมาตรการทางการคลังของรัฐ โดยการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเพื่อพัฒนาตำบลทั่วประเทศ ยกเว้นเขตกรุงเทพมหานคร ในวงเงินไม่เกิน 2,500 ล้านบาท เพื่อที่จะช่วยประชาชนให้มีงานทำในฤดูแล้ง และช่วยยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนในชนบท 

แต่ก็ประสบปัญหาคอร์รัปชันระหว่างทางมากมาย เงินจึงตกหล่นไปไม่ถึงคนยากไร้ หรือถึงก็น้อยมากและไม่ทั่วถึงอยู่ดี

รัฐบาลยุคต่อๆ มา ก็มีนโยบายประชานิยมที่แตกต่างกัน อย่างเช่นรัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร ก็มีนโยบาย โครงการบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค นโยบายจำนำข้าว กองทุนหมู่บ้าน กองทุนเอสเอ็มแอล นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท และเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท ที่สร้างความปั่นป่วนให้วงการผู้ประกอบการไม่น้อยของรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะว่าทำให้ต้นทุนทางด้านแรงงานสูงขึ้นทันที ซึ่งส่งผลกระทบถึงความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งที่ไม่ได้เพิ่มค่าแรงขึ้นทีเดียวแบบพรวดพราด

รวมทั้ง นโยบายรถคันแรก ของพรรคเพื่อไทย ทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศไทยชะงักงันในเวลาต่อมา ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีเลยทีเดียว โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนรายเล็กๆ ที่เพิ่มกำลังการผลิตจนต้องประสบปัญหาขาดทุนหรือเลิกกิจการไปในที่สุด และ นโยบายประกันราคาข้าว ของพรรคประชาธิปัตย์ ล้วนแล้วแต่ประสบปัญหาคอร์รัปชัน เงินตกเบี้ยบ้ายรายทาง ทำให้ประสิทธิผลของนโยบายบางอย่างที่ดีไม่ได้ดังหวัง และต้องใช้เงินงบประมาณของประเทศเป็นจำนวนมาก

นโยบายประชานิยมของรัฐบาลปัจจุบัน (โดยเลี่ยงบาลี) แทนที่จะใช้คำว่า ‘ประชานิยม’ ก็ใช้คำว่า ‘ประชารัฐ’ แทน เช่น

  • มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว, โครงการช็อปช่วยชาติ มาตรการนี้ช่วยชนชั้นกลางและชั้นบนประหยัดภาษี โดยรัฐมุ่งหวังที่จะส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อจะต่อยอด GDP ของประเทศ 
  • โครงการเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการบัตรคนจน ซึ่งคนที่ไม่ได้จนจริงๆ ก็พลอยได้รับบัตรนี้ไปด้วย อย่างที่เห็นในโซเชียล มีเดีย มีผู้หญิงที่ใส่สร้อยทองคำเส้นเบ้อเร่อ โชว์บัตรคนจนให้เห็น เป็นการตบหน้ารัฐอย่างร้ายแรง แสดงให้เห็นถึงฐานข้อมูลของคนจนที่รัฐมีอยู่นี้…เชื่อถือไม่ได้  ผลาญงบประมาณของรัฐอย่างไร้ประสิทธิผลอย่างยิ่ง 
  • การเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน เงินขวัญถุงปีใหม่ ค่าเดินทางผู้สูงอายุ เพิ่มเงินข้าราชการบำนาญ ช่วยเกษตรกร ก็เช่นกัน วางกรอบวงเงินงบประมาณไว้กว่า 80,000 ล้านบาท และถูกอัดฉีดลงสู่รากหญ้าในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2561 ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2562

แนะนำ NIT ระบบภาษีที่จะมาแก้ปัญหา ‘ความยากจนและหนี้ครัวเรือน’

ปัญหาเรื่องการคอร์รัปชันระหว่างทางและปัญหาการช่วยคนด้อยโอกาสในสังคมให้ถูกคนจะหมดไป ถ้าหันมาใช้ระบบภาษีแบบ Negative Income Tax (NIT) หลายท่านอาจสงสัยว่า NIT คืออะไร มาดูรายละเอียดกันครับ

NIT เริ่มต้นมาจากหนังสือ ‘Capitalism and Freedom’ ของนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง Milton Friedman ที่ออกมาเมื่อปี ค.ศ. 1962 ทำให้เป็น NIT เริ่มเป็นที่รู้จัก และได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ

ระบบภาษี NIT เหมาะสมมากกับประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางสังคมค่อนข้างมาก เพราะว่าจะช่วยทำให้คนที่ยากจนสามารถมีรายได้สูงขึ้น เพียงพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองได้ และอาจจะเป็นคนชั้นกลางในอนาคต

NIT ไม่ได้เป็นโครงการสวัสดิการ แต่เป็นโครงการที่ต้องทำงานเพื่อจะได้เงินอุดหนุนจากรัฐ นั่นคือรัฐจะไม่ส่งเสริมคนจนที่ขี้เกียจ ที่เอาแต่คอยรับการช่วยเหลือจากรัฐ โดยไม่ดิ้นรนช่วยเหลือตัวเองเลย แต่ NIT จะสร้างแรงจูงใจให้คนยากจนขวนขวายหารายได้ เพื่อจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ
ในบางประเทศใช้คำว่าเครดิตภาษี (Tax credit) แทนคำว่า NIT บางประเทศใช้คำว่าผลประโยชน์ทางภาษี (Tax benefit) บางประเทศใช้คำว่าเงินเสริมรายได้ (Income supplement) แต่สำหรับประเทศไทย ผมคิดว่าควรจะเรียกเงินอุดหนุนจากรัฐดังกล่าวว่า ‘เบี้ยขยัน’ ซึ่งจะทำให้เกิดความคิดในแง่บวก เป็นการทำให้คนจนเหล่านั้นรู้สึกภาคภูมิใจที่ตนเองเป็นคนขยันหมั่นเพียร ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของสังคม ทั้งยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนที่อยู่นอกระบบภาษีเข้ามาอยู่ในระบบเพื่อจะได้รับเบี้ยขยันดังกล่าว ทั้งนี้รัฐยังสามารถที่จะเข้าถึงคนจนตัวจริงอย่างแท้จริง ระบบนี้จึงช่วยลดปัญหาคอร์รัปชั่นได้เป็นอย่างดี

รูปแบบ NIT ที่ประเทศไทยควรนำมาดัดแปลงใช้

เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจของไทย ผมคิดว่าควรจะมีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

1. กำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิรับเบี้ยขยัน ซึ่งควรจะมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  • 1.1 ต้องเป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 19 ปีขึ้นไป (ไม่กำหนดกรอบบนของช่วงอายุ) และต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้น
  • 1.2  ต้องเป็นผู้ที่ยื่นแบบแสดงรายการเงินได้ต่อกรมสรรพากรเท่านั้น เพื่อที่รัฐจะได้ตรวจสอบความถูกต้องของรายได้ และรายได้ดังกล่าวจะต้องเป็นรายได้ที่เกิดจากการทำงาน ซึ่งจะต้องไม่น้อยกว่า 20,000 บาทต่อปี (สมมติว่าทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน 1 ปี มี 52 สัปดาห์ หักวันหยุดนักขัตฤกษ์ เหลือวันทำงานจริงประมาณ 300 วัน ตกรายได้วันละประมาณ 67 บาท) ไม่รวมรายได้ที่เป็น Passive Income เช่น ค่าเช่า ลิขสิทธิ์ แต่ถ้าบุคคลใดมีรายได้ Passive Income ดังกล่าวมากกว่า 3,000 บาทต่อปี หรือมีรายได้ที่เป็นดอกเบี้ยมากกว่า 1,500 บาทต่อปี ซึ่งหมายถึงว่า บุคคลผู้นั้นมีเงินฝากกับธนาคารประมาณ 100,000 บาท เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในปัจจุบันที่ 1.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ถือว่าบุคคลนั้นไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินเบี้ยขยัน ซึ่งจากข้อมูล Big Data เหล่านี้ รัฐสามารถต่อยอดไปใช้ในการออกแบบระบบความช่วยเหลือคนจนได้อย่างเหมาะสมและทั่วถึง
2. กำหนดเบี้ยขยัน โดยให้สัมพันธ์กับจำนวนบุตรและอายุบุตร ซึ่งคนที่มีจำนวนบุตรมาก และ/หรือบุตรที่ยังอยู่ในช่วงอายุที่จะต้องเข้ารับการศึกษา จะได้เบี้ยขยันในอัตราที่สูงกว่าคนโสด
3. คนที่มีความพิการควรจะได้รับเบี้ยขยันในอัตราที่สูงกว่าคนที่มีร่างกายปกติ
4. คนที่ครอบครองที่ดิน และ/หรือสิ่งปลูกสร้างที่มีมูลค่ามากกว่า 200,000 ขึ้นไป ไม่มีสิทธิ์ได้รับเบี้ยขยัน
5. จังหวัดที่มีภาวะค่าครองชีพสูง เช่น กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต พัทยา ควรจะได้รับเบี้ยขยันในสัดส่วนที่สูงกว่าคนในจังหวัดอื่นๆ ที่มีภาวะค่าครองชีพต่ำกว่า
6. กำหนดช่วงรายได้ออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรกที่มีรายได้ต่ำ ให้มีอัตราเงินเบี้ยขยันอยู่ในอัตราที่เร่งตัวขึ้น ในขณะที่ช่วงหลังเริ่มมีรายได้สูงขึ้นก็ให้กำหนดอัตราเงินเบี้ยขยันอยู่ในอัตราที่ถดถอย ดังตัวอย่างตารางที่ 1 ด้านล่างนี้
เบี้ยขยัน
หมายเหตุ:

*1. กำหนดให้อัตราเงินเบี้ยขยัน = 25%
*2. ช่วงรายได้ระหว่าง 20,000-40,000 เป็นช่วงที่ถือว่าเป็นรายได้ต่ำ จึงให้มีอัตราเงินเบี้ยขยันอยู่ในอัตราที่เร่งตัวขึ้น โดยกำหนดให้ทุก 1 บาท ที่หาได้จะได้รับเบี้ยขยันเพิ่มขึ้น 0.25 บาท ส่วนช่วงรายได้ตั้งแต่ 50,000-80,000 บาทต่อปี ถือว่าเป็นช่วงที่เริ่มมีรายได้สูงขึ้นแล้ว จึงให้อัตราเงินเบี้ยขยันอยู่ในอัตราที่ถดถอย โดยกำหนดให้ทุก 1 บาทที่เพิ่มขึ้น จะได้รับเบี้ยขยันลดลง 0.25 บาท จะเห็นได้ว่าผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 80,000 บาทขึ้นไป จะไม่ได้รับเงินเบี้ยขยัน เพราะว่าปัจจุบันนี้อัตราค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 300 บาทต่อวัน ซึ่งถ้าทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน 1 ปี มี 52 สัปดาห์ หักวันหยุดนักขัตฤกษ์ เหลือวันทำงานจริงประมาณ 300 วัน ตกรายได้ปีละประมาณ 90,000 บาท


ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์


อ่านทวน ทำไมรัฐควรเลิกช่วย ‘คนจนที่ขี้เกียจ’

ทำไมรัฐควรเลิกช่วย ‘คนจนที่ขี้เกียจ’