การพัฒนาการท่องเที่ยวระดับโลกรองรับ นักท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และกลุ่มเชิงสุขภาพ” คือ กลุ่มเป้าหมายหลักที่ (ร่าง) แผนปฏิบัติการการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก  พ.ศ. 2560 – 2564 ได้กำหนดไว้ในการยกระดับ ‘การท่องเที่ยวในอีอีซี’ และคุณภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่สามจังหวัดภาคตะวันออก โดยมี พัทยา สัตหีบ และระยอง เป็นพื้นที่หลักของ ‘วงแหวนท่องเที่ยวอีอีซี’ ที่วางแผนว่าจะขยายสู่ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เพื่อกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปสู่ประชาชนในพื้นที่ให้เพิ่มมากขึ้น

กรอบแนวคิดการพัฒนา ส่งเสริม มุ่งยกระดับ ‘การท่องเที่ยวในอีอีซี’ นี้ ประกอบด้วยการใช้ตลาดและแนวโน้มของการท่องเที่ยวเป็นตัวนำ ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากการพัฒนาพื้นที่อีอีซี สนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้จริงโดยจะพิจารณาร่วมกับสถานการณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่ อีอีซี วิเคราะห์ศักยภาพการท่องเที่ยวของพื้นที่ ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนวคิดและแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ EEC อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป


พัฒนา ‘การท่องเที่ยวในอีอีซี’ ให้เป็นทั้งจุดหมายทางธุรกิจ & การพักผ่อน

ในขั้นต้น เพื่อสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้สูงขึ้น สกรศ. ได้กำหนดสโลแกนในการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ การท่องเที่ยวในอีอีซี และวงแหวนท่องเที่ยวอีอีซี ให้เป็น “B-Leisure Destination – Harmony of Business and Leisure” หรือ “จุดหมายที่ผสมผสานระหว่างธุรกิจและการพักผ่อน” คือ การจูงใจให้กลุ่มผู้เดินทางมายังพื้นที่อีอีซีนั้นสามารถเดินทางมาเพื่อทำงาน ทำธุรกิจ และท่องเที่ยว พักผ่อน กับครอบครัวได้ในคราวเดียวกัน ในเชิงรูปแบบการท่องเที่ยวประเภท “Family Destination”

ทั้งนี้ เพื่อยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่อีอีซีสู่ระดับนานาชาติ โดยการเดินไปสู่เป้าหมายนี้นั้น จำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ เพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมหลักเข้าด้วยกันในพื้นที่อีอีซีให้ได้

ดังนั้น สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกรศ. จึงกำหนดบทบาทและทิศทางการท่องเที่ยวรายจังหวัดทั้ง 3 จังหวัดไว้ให้แตกต่างกัน เนื่องจากการท่องเที่ยวของแต่ละจังหวัดในพื้นที่ EEC มีความโดดเด่นแตกต่างกันไป ได้แก่

ฉะเชิงเทรา ‘Thai Way of Life’ เนื่องจากมีจุดเด่นทางด้านการดำเนิน วิถีชีวิต วัฒนธรรมและการเกษตร

ชลบุรี ‘Modern of the East’ เพราะเมืองชลมีความทันสมัยที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวกับความเป็นท้องถิ่น และเมืองพัทยา ก็เป็น 1 ใน 5 MICE City ของประเทศไทยด้วย

ระยอง ‘BIZ City’ เพราะมีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและเป็นที่ตั้งของธุรกิจเป็นจำนวนมาก


วิเคราะห์ จุดเด่น-จุดด้อย การท่องเที่ยวในพื้นที่อีอีซี เพื่อต่อยอดสู่แผนพัฒนาอย่างตรงจุด

จากแนวโน้มการท่องเที่ยวในพื้นที่อีอีซี พบว่า มีผู้มาเยี่ยมเยือนเพิ่มขึ้นจาก 29.89 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2560 เป็น 46.72 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2564 และคาดว่าจะมีรายได้จากการท่องเที่ยว เพิ่มขึ้นจาก 285,572 ล้านบาท ใน พ.ศ. 2560 เป็น 508,590 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2564

ผลการคาดการณ์นี้นำสู่การวิเคราะห์ จุดเด่น ของการท่องเที่ยวในเขตพื้นที่อีอีซีต่อว่าในพื้นที่ ‘วงแหวนการท่องเที่ยวอีอีซี’ มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญจำนวนมากและมีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวให้เหล่านักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้เดินทางไปชื่นชม อาทิ แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวเชิงนันทนาการ แหล่ง ท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรม

โดยเฉพาะในเมืองพัทยา มีความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ (Business tourism) หรือธุรกิจไมซ์ (MICE) เพราะมีทั้งแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น อาทิ สวนสนุก สวนน้ำ ศูนย์การค้า สถานบันเทิง และการจัดงานกิจกรรมพิเศษ เช่น การจัดแข่งขันกีฬาทางน้ำ การจัดแสดงคอนเสิร์ต และการแสดงนิทรรศการระดับนานาชาติ เป็นต้น

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่อีอีซีมีความพยายามและตั้งใจพัฒนาและนำเสนอกิจกรรมการท่องเที่ยวที่หลายหลาก สอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวแบบกลุ่ม ครอบครัว และกลุ่มธุรกิจและการลงทุนระดับนานาชาติ

อย่างไรก็ดี ในร่างแผนปฏิบัติการการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่อีอีซีฉบับล่าสุดนี้ ยังได้วิเคราะห์ในส่วนของ จุดด้อย ประเด็นปัญหาและอุปสรรคของการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่อีอีซี เพื่อนำสู่การวางมาตรการแก้ปัญหาและพัฒนาให้เกิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนขึ้นในพื้นที่นี้

ไม่ว่าจะเป็น การท่องเที่ยวด้อยคุณภาพ ภาพลักษณ์เชิงลบของการท่องเที่ยวโดยเฉพาะในพื้นที่เมืองพัทยา การจัดการการท่องเที่ยวที่ขาดความสมดุลระหว่างพื้นที่ท่องเที่ยว กลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวที่ไม่มีคุณภาพ โครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมและโลจิสติกส์บางพื้นที่ยังไม่สะดวก ไม่เชื่อมโยงถึงแหล่งท่องเที่ยวหรือเชื่อมโยงแต่มีปัญหามาตรฐานและความพอเพียง ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยว การขาดแคลนแรงงานและการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนความปลอดภัยและความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวด้วย


วางแนวทางพัฒนา พิชิตเป้าหมาย สร้างการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นในพื้นที่อีอีซี

เมื่อเล็งเห็นถึง จุดเด่น-จุดด้อย ของการวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยวอีอีซีแล้ว จึงมาถึงการวางแนวทางพัฒนาเพื่อสร้างการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นในพื้นที่อีอีซีให้เกิดขึ้นในพื้นที่ให้ได้

  • พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดและจูงใจนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาในพื้นที่มากขึ้น

เช่น ส่งเสริมให้เกิดเทรนด์ท่องเที่ยวใหม่ที่มีความหลากหลายรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวได้มากยิ่งขึ้น  สร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ปรับปรุงป้ายบอกทางและป้ายสัญลักษณ์ให้เป็นมาตรฐาน เดียวกัน และการจัดพื้นที่ (Zoning) เพื่อการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพการจัดการพื้นที่และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น โดยมี โครงการสำคัญเร่งด่วน อาทิ MICE City Pattaya on Pier Wellness & Education และศึกษาพื้นที่ เหมาะสมส าหรับเป็น Marine and Sports

  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวได้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย รวมทั้งช่วยกระจายตัวของนักท่องเที่ยวไปสู่เมืองท่องเที่ยวรอง ด้วยการสนับสนุนการลงทุนพัฒนาคมนาคมและ โลจิสติกส์ภายใต้แผนงานอีอีซี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

อย่างการพัฒนาท่าเทียบเรือสำราญ (Cruise) ที่พัทยาและสัตหีบ ส่งเสริมการขยายเส้นทางเรือและเรือสำราญจากต่างประเทศให้แวะพักที่พัทยา แหลมฉบัง และพัฒนาท่าเรือ Ferry เพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวจากพัทยาและระยองสู่เกาะต่างๆ ในพื้นที่ ให้สะดวก ปลอดภัยและได้มาตรฐานขึ้น

ทั้งนี้ ในตอนนี้มีโครงการสำคัญเร่งด่วน อาทิ การปรับปรุงถนนหมายเลข 331 ด้วยการก่อสร้างสะพานถนนสุขุมวิท เพิ่มเติมทางออกถนนมอเตอร์เวย์ ถนนเลียบชายฝั่งเฉลิมบูรพาชลทิต รถไฟความเร็วสูง เชื่อมสนามบินสุวรรณภูมิ-สนามบินอู่ตะเภา และรถไฟรางเบา (Tram) ภายในพัทยา เชื่อมต่อรถไฟความเร็ว สูง ปรับสนามบินอู่ตะเภาเพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ และพัฒนาท่าเรือ เพื่อเป็น Cruise Terminal และ ท่าเรือ Ferry จัดให้มีรถโดยสารรับจ้างสาธารณะจากสนามบินอู่ตะเภา เพื่ออำนวยความสะดวกให้ นักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่จะเดินทางไปในพื้นที่ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

  • พัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ให้ได้มาตรฐานสากลและเพียงพอต่อความต้องการของตลาด

โดยภาคการศึกษาจะต้องผลิตบุคลากรให้ครอบคลุมทุกสาขาการท่องเที่ยว โดยการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนและชุมชนในการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวที่สอดคล้องความต้องการของตลาดแรงงาน สร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมด้านการท่องเที่ยว สนับสนุนบุคลากรให้มีสมรรถนะขั้นพื้นฐานตามตำแหน่งงาน และได้รับการฝึกอบรมที่ได้มาตรฐานสากล

โดยมี โครงการสำคัญเร่งด่วน อาทิ โครงการจัดตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรทางการท่องเที่ยว เพื่อเตรียมความพร้อม ในการจัดตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรทางการท่องเที่ยว และศูนย์การศึกษาด้านการท่องเที่ยว (Tourism Education Center) เป็นต้น

  • สร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ด้วยการพัฒนาภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

เพื่อเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวอันเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่อีอีซและประเทศไทย จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการเสริมสร้างภาพลักษณ์คุณภาพเเละความปลอดภัยให้กับพื้นที่อีอีซี โดยเฉพาะการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของการท่องเที่ยวเมืองพัทยา และมุ่งเน้นการสื่อสารคุณค่าและภาพลักษณ์ของอีอีซีให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม (Preferred Destination)

ซึ่งประกอบด้วยการปรับทุกองคาพยพด้านการท่องเที่ยว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้การท่องเที่ยวในพื้นทที่อีอีซีมีคุณภาพในสายตาของนักท่องเที่ยว มีมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว กำหนดข้อควรปฎิบัติเพื่อความปลอดภัย และสิ่งที่ควรทำในกรณีฉุกเฉิน และสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลการ ท่องเที่ยวในพื้นที่อีอีซี

โดยในส่วนนี้ มีโครงการสำคัญเร่งด่วน อาทิ โครงการพัฒนาเสริมสร้างระบบการรักษาความสงบเรียบร้อยในจังหวัดระยอง โครงการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) พร้อมอุปกรณ์บริเวณชายหาดสวนสนและเส้นทางในเขตเทศบาลที่ต่อเนื่องกันตลอดทั้งสาย

กลินท์ สารสิน

โดยล่าสุด กลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะอนุกรรมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าในการจัดทำแผนพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้จัดทำแผนใหญ่ในภาพรวมเสร็จแล้ว ขณะนี้ได้ให้คณะทำงานด้านต่างๆ ไปจัดทำแผนย่อยให้ครอบคลุมการท่องเที่ยวทุกด้าน ซึ่งจะประชุมสรุปผลภายในเดือนนี้

“ทั้งนี้ ในระยะสั้น 1-3 ปี จะเร่งดำเนินการพัฒนาโครงสร้างการท่องเที่ยวที่สำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ หนึ่ง การพัฒนาท่าเรือจุกเสม็ดให้เป็นท่าเรือท่องเที่ยวรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ สอง การพัฒนาโครงการ Pattaya on pier ที่บริเวณแหลมบาลีฮาย ให้เป็นแลนด์มาร์คของประเทศ ซึ่งจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวริมน้ำระดับโลกแบบ Pier 39 ที่ซานฟรานซิสโก และ สาม การสร้างระบบขนส่งมวลชนรถไฟรางเบา (แทรม) เพื่อเชื่อมโยงจากเส้นทางรถไฟความเร็งสูงไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งจะเป็นโครงข่ายคมนาคมสู่แหล่งท่องเที่ยวใน อีอีซี”

อีอีซี สมาร์ทซิตี้

คาดว่าโครงการต่างๆ จะต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก ซึ่งแต่ละโครงการจะจัดทำแผนการลงทุนร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) ต่อไป ซึ่งขณะนี้มีนักลงทุนหลายประเทศสนใจจะเข้ามาลงทุนในโครงการต่างๆ คาดว่าภายใน 1 ปี แผนการดำเนินการต่างๆจะเสร็จเรียบร้อย รวมทั้งจะส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวของธุรกิจการจัดประชุม สัมมนา และศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ หรือ ธุรกิจไมซ์ เพื่อรองรับธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมจำนวนมากที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ อีอีซี

“ในการยกระดับแหล่งท่องเที่ยวใน อีอีซี จะต้องพัฒนาเครือข่ายทางราง และถนน ให้ครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ใน อีอีซี เพื่อดึงให้นักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่จะกระจุกตัวที่พัทยา ให้กระจายไปสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ รวมทั้งจะต้องจัดโซนนิ่งแหล่งท่องเที่ยว เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย สะดวกในการบริหารจัดการ”


การนำข้อมูลสำคัญในร่างแผนปฏิบัติการการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่อีอีซี พ.ศ. 2560 – 2564 มาสรุปเป็นแนวทางให้ทุกคนได้รับรู้นี้ ก็เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะสามารถนำไปปรับเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนทุกองคพยพด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวในอีอีซีให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อยกระดับให้การท่องเที่ยวอีอีซีเป็นอีกส่วนหนึ่งที่สร้างรายได้คืนกลับให้ภาคท้องถิ่น ภาคประชาชน และสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยได้ก้าวย่างไปได้อย่างมั่นคงในทิศทางที่ควรจะเป็นนั่นเอง


Ref :

  • (ร่าง) แผนปฏิบัติการการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2560 – 2564 (https://www.eeco.or.th/)
  • http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/823852