อย่างที่รู้กัน รัฐอุกกาบาต มีตำแหน่งที่ตั้งของตนเองในทาง ‘ภูมิเศรษฐกิจ’ ระดับเทพ เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ในขณะที่ตำแหน่งด้าน ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ นั้นไม่ได้อยู่ในฐานะรัฐดาวเทียมที่ต้องพึ่งพาฐานวัตถุดิบธรรมชาติเลย จึงปลอดอิทธิพลจากการแทรกแซงทางภูมิรัฐศาสตร์โดยรัฐศูนย์กลาง พูดง่ายๆ ก็คืิือ มีปัจจัยแทรกซ้อนจากภายนอกต่ำ จึงไม่ค่อยส่งผลต่อการตัดสินใจด้วยตนเอง


แต่ในรอบ 10 กว่าปีนี้ ไทยมีแต่ปัญหา ‘ภูมิรัฐศาสตร์ภายในประเทศ’ ที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมหรือสนับสนุนภูมิเศรษฐกิจของชาติ ซึ่งอาจจะทำให้กลุ่มเศรษฐกิจของรัฐดาวเทียมสามารถยุติหรือรอการตัดสินใจที่จะติดต่อหรือสานสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ 

โดยเฉพาะข้อตกลงด้านการค้าเสรี หากเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านอย่าง ‘เวียดนาม’ ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา เวียดนามบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับอียูและสหภาพศุลกากรยูเรเชีย ดูๆ แล้วเวียดนามกำลังปรับตำแหน่งในด้านภูมิเศรษฐกิจของตนเองใหม่ และกำลังทำอะไรที่ตอบโจทย์ด้านโลจิสติกส์การขนส่งของตนเองเพื่อเป็นชาติตัวแทนทางการค้าในกลุ่ม ACMECS (ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศลุ่มแม่น้ำอิระวะดี-เจ้าพระยา-แม่โขง) แทนจีน

กลับมาดูที่ไทย อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นมีระดับที่ ไม่เกินร้อยละ 4 ต่อปี หากเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียนด้วยกันแล้วถือว่า ต่ำกว่าเกณฑ์ ในขณะที่รายจ่ายค่าจ้างเจ้าหน้าที่รัฐปี 2557 จำนวน 6 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 24 ของงบประมาณประเทศ

แต่ในปัจจุบัน รายจ่ายค่าจ้างเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35 นั่นหมายความว่า การขยายตัวของการจ้างหรือขึ้นเงินเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐใหญ่โตขึ้นเป็นรัฐราชการ แต่ผลลัพธ์ของการทำงานนั้นได้น้อยลง ซึ่งก็น่าจะเห็นตัวเลขเฉลี่ยในอนาคตเป็นแบบนี้ อย่างไรก็ตาม ตรงนี้เป็นคนกลุ่มที่ไม่น่าจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิเศรษฐกิจของประเทศเพราะมีหลักประกันในชีวิตและความเป็นอยู่ที่แน่นอน ในขณะที่มหาเศรษฐี 50 คนแรกมีทรัพย์สินเป็น 30% ของจีดีพีของประเทศ บัญชีเงินฝากคนรวยคิดเป็นร้อยละ 0.01% มีมูลค่ากว่าครึ่งของเงินฝากทั้งหมด

ที่เป็นเช่นนี้น่าจะเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์มการผลิตและการบริการ กับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งนำไปสู่การ ‘เพิ่มผลิตภาพแรงงานในอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม’ หรือ ‘นำไปสู่ผลประโยชน์ใหม่ที่ผู้บริโภคต้องการ’

ที่เห็นได้ชัดเจนคือ ยอดขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นทุกปี นั่นหมายถึง การลดจำนวนการซื้อขายสินค้าในตลาดกายภาพที่มีอยู่ทั่วไปและยังจ่ายในราคาที่ถูกกว่า ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่ก็ผลิตในจีน ตรงนี้น่าจะตอบคำถามได้ว่า ทำไมตลาดในไทยหงอยเหงา

การแทรกแซงแบบเคนส์เซียน (Keynesian Economics) ที่เน้นการขับเคลื่อนอุปสงค์ในประเทศ เพื่อชะลอการถดถอยทางเศรษฐกิจ กระตุ้นและฟื้นฟูกำลังซื้อนั้น ไม่น่าจะตอบโจทย์อะไรได้ เพราะนวัตกรรมก่อให้เกิดความต้องการใหม่ ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้ต่างชาติเป็น “ผู้ถือ” เทคโนโลยีใหม่ แต่ก็ไม่ใช่ความผิดที่คนกลุ่มดังกล่าวจะร่ำรวย เนื่องจากระบบที่เราจัดตั้งนั้นให้อิสระเสรีในตลาดการค้า (ที่มีปัญหาคือ ด้านการกำกับและสนับสนุน)

สำหรับปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศนั้น เราไม่ได้อยู่ในฐานะรัฐดาวเทียมที่อยู่บนฐานไฮโดรคาร์บอน จึงไม่ต้องกังวลด้านรายจ่ายที่ใช้ในการปกป้องอธิปไตยทางการทหาร แต่อาจมีปัญหาการปกป้องอธิปไตยทางเศรษฐกิจและการเมือง เนื่องจากไทยส่งเสริมการลงทุนอย่างเสรี รัฐศูนย์กลางจึงสามารถแบ่งเค้กด้านการใช้ตำแหน่งทางภูมิเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างลงตัว

และการที่เราเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ตามความต้องการและยังสามารถจัดตั้งตนเองได้อย่างเป็นอิสระ อย่าลืมพิจารณาด้วยว่า เทคโนโลยีและภาคการผลิตที่ต่างชาติมีนั้น มีตลาดของตนเองมากน้อยแค่ไหน อย่างไร

จริงอยู่ เรามีกลยุทธ์ในการแบ่งงานระหว่างประเทศและการทำข้อตกลงทางการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน
แต่รายจ่ายของกองทัพด้านความมั่นคงเพิ่มขึ้น คิดเป็น 2 แสนล้านบาทต่อปีของงบประมาณรัฐ ทั้งที่เราไม่ได้มีโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ไม่มีการพัฒนาระบบติดตั้งเพื่อต่อต้านขีปนาวุธซึ่งเป็นภัยคุกคามจากรัฐศูนย์กลาง เพราะฉะนั้น การใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าวนั้น ไม่ได้ตอบคำถามด้านภูมิรัฐศาสตร์และการส่งผลต่อภูมิเศรษฐกิจของประเทศ

น่าจะมีความผิดพลาดอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมานี้ ในด้านกลไกทางสังคม ทำให้การจัดตั้งระบบที่ส่งเสริมการขับเคลื่อนกลไกทางเศรษฐกิจมีข้อจำกัด คือ เงินเดือนของเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับที่มีการประชุมหรือการจัดทำเอกสารชุดต่างๆ นั้น เสียทั้งเวลาและงบประมาณ

คำถามคือ เกี่ยวกับการเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ของชาติอย่างไร สนับสนุนภูมิเศรษฐกิจของชาติอย่างไร?

ที่สำคัญ เราสามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้หรือไม่? ทั้งเรื่องการเมือง การลงทุน เศรษฐกิจ และอื่นๆ โดยไม่ขึ้นอยู่กับรัฐศูนย์กลางหรือกลุ่มเศรษฐกิจ

อย่างที่เรารับรู้กันว่า ตำแหน่งทางภูมิเศรษฐกิจไม่สามารถขับเคลื่อนได้หากไร้ตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ นั่นคือ เทคโนโลยีและทักษะแรงงาน 

ดังนั้น หากมองความเสมอภาคทั่วไป ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีรายได้สูงขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสังเกตเห็นช่องว่างได้ชัดเจนในหมู่คนที่ไม่มีโชคดีพอที่จะอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม ในเวลาที่เหมาะสม

ความหงุดหงิดและความสับสนก็จะเริ่มสะสมจนเกิดคำถามว่า
“ทำไมเราถึงอยู่ที่นั่นและทำไมไม่ควรที่จะเป็นเรา”

ในขณะเดียวกัน เพื่อนบ้านคงจะชอบที่เราจัดภูมิรัฐศาสตร์แบบนี้ เพราะสามารถใช้โอกาสได้ง่ายยิ่งขึ้นจากการจัดตำแหน่งที่ผิดพลาด เราจึงถูกลงโทษด้วยเศรษฐกิจที่มีอัตราการเติบโตล่าช้า


ความเหลื่อมล้ำ เกษตรกร ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย เรื่อง : ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย