หากใช้ตัวชี้วัด ‘งานวิจัยที่ดี’ ที่ว่าผลการวิจัยต้องสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ชุดน้ำยาเรืองแสงและอุปกรณ์ใช้สืบสวนแบบพกพา ที่คิดค้นโดยทีมนักวิจัยจาก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ ในชื่อของ PSU-VisDNAkit ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในการพิสูจน์หลักฐานเมื่อมี ‘อาชญากรรม’ เกิดขึ้น โดยช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วสำหรับการปฏิบัติภารกิจภาคสนามของเจ้าหน้าที่ได้อย่างน่าพึงพอใจ จึงควรค่ากับรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติระดับดี ที่ตัดสินและประกาศผลไปแล้วในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2562

เนื่องด้วย ในเบื้องต้น ที่มาของนวัตกรรมนี้มาจากปัญหาจากการปฏิบัติงานของ ศูนย์พิสูจน์หลักฐานทางภาคใต้ ที่มักเกิดเหตุ อาชญากรรม และเหตุระเบิดบ่อยครั้งโดยเฉพาะเหตุการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ในการลงพื้นที่เพื่อเก็บหลักฐานและดีเอ็นเอ ยังไม่มีวิธีที่ดีที่สุดที่จะเก็บดีเอ็นเอได้อย่างมีคุณภาพเลย

เพราะวิธีที่ใช้ก่อนที่จะมีสิ่งประดิษฐ์จากนักวิจัย ม.อ. หาดใหญ่ นี้ ต้องใช้วิธีการสุ่มเก็บ ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องจินตนาการว่าคนร้ายหรือผู้ต้องสงสัย จะทิ้งร่องรอยจากการสัมผัสไว้ตรงไหนบ้างในที่เกิดเหตุ กระทั่งถึงขั้นตอนการพิสูจน์ดีเอ็นเอของคนร้าย ผลดีเอ็นเอที่ได้ก็มีคุณภาพออกมาไม่ดี มีแค่ 10-20% จากตัวอย่างที่เก็บมาทั้งหมดที่สามารถใช้ได้ นำไปสู่การตัดสินยกฟ้องในชั้นศาล เพราะหลักฐานอ่อน ผู้เคราะห์ร้ายหรือเหยื่อก็จะไม่ได้รับความเป็นธรรมในที่สุด

ดังนั้น การคิดค้น ชุดน้ำยาเรืองแสงและอุปกรณ์ใช้สืบสวนแบบพกพา ได้ จึงส่งผลดีต่อวงการพิสูจน์หลักฐานอย่างแน่นอน


ตอบโจทย์ปัญหา ‘อาชญากรรม’ ได้จริง ด้วย ผลงานวิจัยไม่ขึ้นหิ้ง

ภายในงานประกาศผลรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2562 ผศ.ดร.ภูวดล ธนะเกียรติไกร, เปรมกมล ต้นครองจันทร์ และ กิตติรัตน์ ภู่พลับ ทีมนักวิจัยจาก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ เจ้าของผลงานวิจัย ชุดน้ำยาเรืองแสงและอุปกรณ์ใช้สืบสวนแบบพกพา ได้เล่าให้ฟังว่า

“งานวิจัยชิ้นนี้เกิดขึ้นเพราะได้รับโจทย์วิจัยจาก ศูนย์พิสูจน์หลักฐานทางภาคใต้ ที่ต้องการนวัตกรรมที่ช่วยให้มองเห็น ดีเอ็นเอของคนร้ายในสถานที่เกิดเหตุว่ามีอยู่ในตำแหน่งใดบ้าง ประกอบกับผลงานวิจัยที่มีอยู่ใน ภาควิชาเคมี เป็นการพัฒนาสารเรืองแสง ที่มีคุณสมบัติสามารถจับกับดีเอ็นเอ แล้วให้การเรืองแสงขึ้น โดยใช้เวลา 2 ปีพัฒนาสูตร ส่วนที่สองจะเป็นการพัฒนาแหล่งกำเนิดแสงทางเลือก ที่ต้องใช้คู่กัน”

“จากเดิมสารเรืองแสงที่พัฒนาขึ้นมานี้ ต้องใช้กับอุปกรณ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาหลักล้านบาทและจำกัดการใช้งานภายในห้องมืดเท่านั้น รวมถึงน้ำยาดังกล่าวใช้ตรวจปริมาณดีเอ็นเอในห้องแล็บระดับโมเลกุล ต้องใช้ในปริมาณน้อยและมีเครื่องเฉพาะ แต่ยังไม่เคยมีใครนำมาทดลองใช้ในสเกลที่ใหญ่ขึ้นในรูปแบบของสเปรย์ ทางอาจารย์จาก ภาควิชาฟิสิกส์จึงได้พัฒนาอุปกรณ์ ขึ้นมาเพื่อให้สามารถนำมาฉายในที่แจ้งได้ มีขนาดเล็ก ไม่จำเป็นต้องใช้ห้องมืดและมีราคาถูก”

กระทั่ง ได้น้ำยาเรืองแสงที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจระบุตำแหน่งของวัตถุพยานชีวภาพทั้งจากคราบเลือด น้ำลาย อสุจิและดีเอ็นเอที่เกิดจากการสัมผัสได้ทั้งในห้องปฏิบัติการและในที่เกิดเหตุ อาชญากรรม ในภาคสนาม

โดยสารดังกล่าวไม่เป็นพิษต่อผู้ใช้ ไม่รบกวนหรือสร้างความเสียหายให้ดีเอ็นเอที่นำไปใช้เป็นหลักฐานพยานในชั้นศาล และเมื่อนำมาพัฒนาสูตรใหม่ ทำให้เรืองแสงได้ ล่าสุดผลงานวิจัยนี้อยู่ระหว่างนำไป ทดลองใช้ที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐานสงขลา 9, ยะลา10 ซึ่งนักวิจัยได้อธิบายวิธีการใช้งานเพิ่มเติมเพื่อให้เห็นภาพ

“เหตุผลที่ต้องเป็นสเปรย์เพราะดีเอ็นเอมีจำนวนน้อยและเปราะบางมาก ถ้าใช้วิธีการป้ายก็จะเกิดการปนเปื้อนวัสดุที่ป้าย ดังนั้น รูปแบบสเปรย์จึงเหมาะสมที่สุด แถมยังไม่ต้องอาศัยประสบการณ์ในการสุ่มเก็บ เพียงแค่ฉีดสเปรย์ก็จะพบว่า ตรงไหนที่เรืองแสงก็เก็บดีเอ็นเอตรงนั้นได้ทันที”


นวัตกรรม ที่ไม่ได้จบแค่การคิดค้นได้ แต่พัฒนาอย่างต่อเนื่องให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง

สิ่งประดิษฐ์ของนักวิจัยจาก มอ. หาดใหญ่นี้ ไม่ได้มีดีแค่ตอบโจทย์ปัญหาในการปฏิบัติงานจริงเท่านั้น แต่ยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน เริ่มตั้งแต่โจทย์หลักของการพัฒนาอุปกรณ์ตรวจสอบสารเรืองแสง คือ จะต้องพกพาไปตรวจสอบได้ในทุกพื้นที่ มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ราคาถูก และต้องมีแหล่งกำเนิดแสง ที่เข้ากับน้ำยาเรืองแสงที่พัฒนาขึ้นด้วย

โดยเริ่มแรกนักวิจัยได้พัฒนาเป็นกระบอกไฟฉาย แต่เมื่อนำไปเสนอกับผู้ใช้งานจริง พบว่ามีความต้องการให้มีขนาดเล็กลงอีก และเพิ่มทั้งตัวกรองและแหล่งกำเนิดแสงในตัว เพราะการใช้งานตัวเรืองแสงจำเป็นต้องมีแหล่งกำเนิดแสงทำหน้าที่กระตุ้นให้วัตถุพยานสามารถเรืองแสงก่อน ดังนั้น ฟิวเตอร์หรือตัวกรองแสงที่จะกระตุ้น จะทำขึ้นเพื่อให้เห็นแสงที่มาจากการเรืองแสงเท่านั้น ทีมงานวิจัยจึงพัฒนาอุปกรณ์ให้มีขนาดเล็ก มีตัวกรองอยู่ตรงกลาง มีแหล่งกำเนิดแสงเป็นวงรอบๆ ลักษณะเป็นแบบทูอินวัน

การพัฒนาที่กล่าวมานี้ ทำให้ ชุดน้ำยาเรืองแสงและอุปกรณ์ใช้สืบสวนแบบพกพา นี้ใช้งานง่ายขึ้นในราคาที่ถูกลง ทำให้สามารถกระจายการใช้งานให้กับเจ้าหน้าที่ได้จำนวนมากขึ้น เกิดความสะดวกรวดเร็วในการทำงานมากขึ้น

ทั้งนี้ อุปกรณ์ที่ใช้ตรวจสอบดีเอ็นเอนั้น จากเดิมต้องนำเข้า 1 ล้านบาท แต่เมื่อมีการพัฒนาผลงานวิจัยชิ้นนี้ได้สำเร็จ ก็สามารถผลิตออกมาใช้งานได้ในราคาแค่ 2,000 บาท และใช้งานได้สะดวกรวดเร็วกว่าแบบเดิมที่มีขนาดใหญ่ แต่ต้องใช้ใน ห้องมืดเท่านั้น ส่วนตัวสเปรย์เรืองแสงก็เป็นนวัตกรรมที่ยังไม่มีใครเคยทำมาก่อน และขณะนี้ก็ได้ถูกนำไปใช้งานจริงแล้ว

เมื่อถามถึงความท้าทายต่อไปของงานวิจัยนี้จากทีมผู้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ ก็ได้คำตอบว่า ต่อไปจะมีการพัฒนาสเปรย์สำหรับใช้ในพื้นที่มีสีเขียว ทั้งในวัสดุโปร่งใสและโปร่งแสง เพื่อให้เห็นคราบดีเอ็นเอซึ่งเป็นข้อจำกัด ที่ยังไม่มีใครสามารถทำได้ ซึ่งเป็นปัญหาทางทฤษฎี ส่วนอุปกรณ์อาจจะต้องปรับความยาวของคลื่นแสงใหม่เพื่อให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


ที่มา :

  • บทความ เรื่อง “สเปรย์เรืองแสง ส่องพิสูจน์คราบดีเอ็นเอ” จาก  หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 เผยแพร่ในเว็บไซต์ สสส. (https://www.thaihealth.or.th/Content/47591-)
  • รายงานข่าวเรื่อง “ชุดน้ำยาเรืองแสงฝีมือไทยไขคดีในที่เกิดเหตุ” เผยแพร่ใน เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ https://mgronline.com/science/detail/9620000012604)

ผลงานวิจัยที่ตอบโจทย์ปัญหาอย่างมีประสิทธิผล ยังมีอีกไม่น้อย อ่านต่อเลย

คอนกรีตอัจฉริยะ ฝีมือนักวิจัยไทย ตอบโจทย์สองต่อ ลดทั้ง ‘ขยะอิเล็กทรอนิกส์’ ทั้งฝุ่นละออง

บอกลา ‘โรคอาหารเป็นพิษจากการกินอาหารทะเล’ ด้วยชุดตรวจเชื้อแบคทีเรีย แม่นยำ ราคาไม่แพง ฝีมืออาจารย์ ม.บูรพา

‘6-6-10’ เลขชุดที่เป็นกลยุทธ์พานวัตกรรมไทยไปสู่สากล และ 5 ผลงานวิจัยน่ารู้ โดย สวทช.