ประเทศไทยกำลังจะมี ‘รถไฟความเร็วสูง’ ที่สมบูรณ์แบบหลายเส้นทาง ทั้งเส้นที่เชื่อมต่อ 3 สนามบินพื้นที่ EEC เชื่อมต่อกรุงเทพสู่เมืองหลักในภาคอีสาน เหนือ และใต้ น่าเสียดายอยู่บ้างก็ตรงที่ภาพลักษณ์ของ ‘รถไฟไทย’ ซึ่งขาดความน่าเชื่อถือ จึงไม่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจถึง ‘ประโยชน์ของระบบราง’ ให้สังคมสาธารณะนัก!


นี่คือภาพจำของผู้คนที่มีต่อ ‘รถไฟ’

ลองทบทวนเรื่องรถไฟไทยดูแล้ว อาจเป็นเพราะ 1) การดำเนินงานที่ขาดทุนย่อยยับจนต้องเอาเงินแผ่นดินไปแก้ไขมากมาย  2) คุณภาพของบริการที่ไม่ค่อยประทับใจผู้คนนัก  3) ความเป็นองค์กรแบบลับแลลึกลับ แถมบางครั้งยังมีข่าวฉาวต่างๆ รวมถึงมีการคอร์รัปชันเป็นระยะๆ 4) มีภาพความเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหภาพรถไฟให้เห็นดังที่ผ่านมา ฯลฯ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลข้อใด แต่ในภาพรวมทำให้ผู้คนในสังคมขาดความเชื่อถือในรถไฟและระบบรางตลอดมา จึงไม่ได้ช่วยสร้างความเข้าใจเรื่อง ‘เศรษฐกิจระบบราง’ ให้แก่สังคมในเชิงบวกนัก!

แต่สำหรับโลกยุคใหม่ รถไฟ เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญทั้งในด้านการคมนาคม ขนส่ง และโลจิสติกส์ โดยเฉพาะ รถไฟความเร็วสูง มีบทบาทโดดเด่นขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 จากการที่รถไฟความเร็วสูงช่วยให้ผู้คนเดินทางได้สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ จึงช่วยให้ผู้ใช้บริการประหยัดทั้งเวลา เงิน และพลังงาน

กอปรกับประโยชน์ที่รถไฟความเร็วสูงช่วยเคลื่อนย้าย ‘ผู้คน’ และ ‘สินค้า’ จากที่หนึ่งไปยังเป้าหมายปลายทางตามกำหนดเวลาทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นชั่วโมงเร่งด่วนหรือชั่วโมงปกติก็ไม่ล่าช้า และยังทำงานได้ในทุกสภาพอากาศ รถไฟความเร็วสูงจึงสร้างความน่าเชื่อถือได้มากในสายตาของผู้ใช้บริการและชาวโลก

รถไฟความเร็วสูง จีน-ฮ่องกง

ในโลกของความก้าวหน้าที่ผ่านมา หากพิจารณา เศรษฐกิจระบบราง ผ่านประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในเกือบ 50 ประเทศทั่วโลกจะพบว่า รถไฟความเร็วสูงมีศักยภาพในการกระตุ้นให้เกิดการสร้างเมืองใหม่ ฟื้นฟูเมืองที่มีความหนาแน่นสูง นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และอสังหาริมทรัพย์ ทั้งโดยรอบสถานีและสองข้างทางได้ โดยเมืองใดๆ ก็ตามที่มีระบบรางเชื่อมถึงจะช่วยให้เศรษฐกิจในแต่ละถิ่นย่านก่อตัว – ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง

รถไฟความเร็วสูง เป็นการคมนาคม ขนส่ง และโลจิสติกส์ที่ผู้คนเข้าถึงได้ง่าย ประหยัด มีความปลอดภัยสูง ช่วยส่งผู้คนไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างรวดเร็ว ทั้งการเดินทางระหว่างเมืองและการเข้าสู่ใจกลางเมือง จึงลดการใช้เชื้อเพลิงและยังลดการขาดดุลการค้าได้มหาศาล!

และที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่อีกประการคือ ช่วยให้ผู้คนบริหารจัดการเวลาที่ใช้ในการเดินทางและติดต่อธุรกิจได้อย่างเยี่ยมยอด รถไฟความเร็วสูงจึงได้รับความนิยมมากในโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในยุโรปและเอเชีย


กรณีศึกษา : สหรัฐอเมริกากับราคาที่ต้องจ่ายทิ้ง

จากผลการศึกษาการเดินทาง – การคมนาคมขนส่งในสหรัฐอเมริกา พบตัวเลขที่น่าสนใจว่า

ราคาที่สหรัฐอเมริกาต้องจ่ายให้แก่ระบบขนส่งต่างๆ ที่ไม่ใช่รถไฟความเร็วสูง ยัดเยียดความสิ้นเปลืองและล่าช้าให้แก่ชาวอเมริกันอย่างมาก เพราะต้องเดินทางโดยรถยนต์และยานพาหนะอื่น ทำให้มีมูลค่าความสูญเสียต่อปีสูงถึง 807.2 พันล้านดอลลาร์!

รัฐบาลอเมริกาจึงหันมาพิจารณาการสร้างและขยายเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อระหว่างเมืองหลักเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน และจากการศึกษาเศรษฐกิจรถไฟยังพบความจริงอีกว่า รถไฟความเร็วสูงนั้นมีความคล่องตัวอย่างเหนือชั้น เมื่อเทียบกับโหมดการเดินทางอื่นๆ โดยสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้มากกว่าเครื่องยนต์และเครื่องบินรวมกัน เปรียบเทียบแล้วนับว่าสิ้นเปลืองพลังงานแค่เล็กน้อย ส่วนเรื่องเวลาก็ล่าช้ากว่าเครื่องบินไม่มาก จึงสรุปได้ว่า เป็นการคมนาคมขนส่งที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้คือประสบการณ์ที่นานาประเทศศึกษามารอบด้านแล้ว!

‘รถไฟความเร็วสูง’ ยังเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการคมนาคมกลุ่มเดียวที่สามารถ เชื่อมระหว่างเมืองกับเมือง – เชื่อมเมืองหลักสู่เมืองรอง จึงเต็มเปี่ยมด้วยพลังในการสร้างความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจให้เกิดประสิทธิภาพที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง


เป้าหมายและโอกาสใหม่จากการมีรถไฟความเร็วสูง

ประเทศไทยในวันนี้ขยับเข้าใกล้ความก้าวหน้าของโลกใบใหม่ขึ้นทุกขณะ ด้วยการขยับปรับฐานสู่เศรษฐกิจระบบรางอย่างมีอนาคต จากการที่มี โครงการรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทย (Thailand High-speed Rail Project) เมกะโปรเจกต์ที่จะเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ สังคม สร้างความก้าวหน้าให้แก่ท้องถิ่น เมือง และประเทศ โดยมีเป้าหมายของการก่อสร้าง 4 สาย ได้แก่ สายเหนือ, สายตะวันออก, สายตะวันออกเฉียงเหนือ และสายใต้ โดยสายที่ปรากฏภาพชัดเจนที่สุด ณ ปัจจุบันคือ สายตะวันออกเชื่อม 3 สนามบินแบบไร้รอยต่อ เส้นทางกรุงเทพฯ – ระยอง ซึ่งมีระยะทางรวม 220 กิโลเมตร

high speed rail route
www.eeco.or.th

ที่จริง…นับตั้งแต่สนธิสัญญาเบาว์ริงเมื่อปี พ.ศ. 2398 เป็นต้นมา สยามเป็นประเทศแรกๆ ของทวีปเอเชียที่มีการเดินรถไฟ โดยพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงตั้งกรมรถไฟและพัฒนาการรถไฟไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2433

ต่อมา ญี่ปุ่นและจีนพัฒนาความก้าวหน้าของเศรษฐกิจระบบรางได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในโลกศตวรรษที่ 21 ด้วยแล้ว จีนกลายเป็นผู้นำของเส้นทางเศรษฐกิจ คมนาคม และโลจิสติกส์ยุคใหม่ ซึ่งเชื่อมโลก เชื่อมการเดินทางและการค้าตามแนวเส้นทางสายไหมเดิมสู่เส้นทางเชื่อมโลกยุคใหม่ ที่รู้จักกันในนาม One Belt One Road หรือในชื่อใหม่ Belt and Road Initiative จนสามารถปรับฐาน ‘ภูมิเศรษฐกิจ’ โลกขึ้นใหม่ในกลุ่มประเทศกว่า 65 ประเทศทั่วโลก และยังขยับปรับฐาน ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ กับ ‘อำนาจใหม่’ ของโลกไปโดยปริยายด้วย!

และด้วยเหตุที่ไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอินโดจีนและอาเซียน จึงมีอีกเป้าหมายที่ไกลกว่าประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศ นั่นคือ การเปิดทางเชื่อมสู่โลกยุคใหม่ และเชื่อมตลาดการค้าในกลุ่มประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขง 

ความก้าวหน้าและการพัฒนาเศรษฐกิจระบบรางที่เขียนถึงนี้ เป็นผลประโยชน์ที่จะปรากฏต่อผู้คน ท้องถิ่น และประเทศชาติโดยตรง ซึ่งสามารถเล่าผ่านประสบการณ์จริงของประเทศที่ก้าวสู่ ‘ประเทศกำลังพัฒนา’ ทั้งหลายว่า

เศรษฐกิจระบบรางไม่ได้เป็นเรื่องของชนชั้น ไม่ใช่เรื่องการแบ่งความรวยจน หรือเรื่องปลาใหญ่กินปลาเล็ก ตามวาทกรรมและจินตนาการคร่ำครึอีกต่อไป! แต่เป็นความก้าวหน้าที่สร้างโอกาสใหม่และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตใหม่ให้คนไทยทุกคนได้อย่างเสมอภาค


เรื่อง : Apichatology