ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีการใช้ข้อมูลสื่อสารทางสังคมเรื่องของการใช้งบประมาณด้านความมั่นคงและการทหารกันอย่างแพร่หลาย ทำให้มีคำถามที่น่าสนใจว่า ทำไมรัฐที่บริหารราชการโดยทหารมาถึงจุดที่ไม่สามารถจะต้านข้อมูลและหักล้างข้อเท็จจริงที่ปรากฎต่อสังคม และมีคำถามมากมายที่เกี่ยวกับการบริหารราชการว่า มีความได้เปรียบกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างไร?


หากพิจารณาหนี้สาธารณะในเดือนพฤศจิกายน 2561 ย้อนหลังไปเทียบกับเดือนมิถุนายน 2557 ซึ่งเป็นเดือนแรกที่รัฐบาล คสช. เข้ามาบริหารประเทศ พบว่า หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมากถึง 1,153,333 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นมากถึง 20.3% ในขณะที่หนี้รัฐบาลนั้นเมื่อเปรียบเทียบในเดือนพฤศจิกายน 2561 กับเดือนมิถุนายน 2557 พบว่าเพิ่มมากขึ้นถึง 1,592,713 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 40.4%

ที่น่าสนใจก็คือ หนี้สินของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2561 นั้นส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณและการบริหารหนี้ โดยจำนวนหนี้ในส่วนนี้ของเดือนพฤศจิกายน 2561 มีมากถึง 3,932,676 ล้านบาท ในขณะที่เดือนตุลาคม 2561 มีปริมาณ 3,867,176 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นมากถึง 65,500 ล้านบาท

ความพยายามที่จะใช้แนวคิดประชารัฐในการขับเคลื่อนอุดมการณ์และการสร้างเศรษฐกิจโดยนักคิดและเนติบริกร พยายามออกแบบระบบเพื่อที่จะให้เกิดผลปฏิบัติทางสังคมเศรษฐกิจ โดยอาศัยการสนับสนุนจากงบประมาณภาครัฐและเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งก็มีข้อจำกัดในตัวของตัวเอง เนื่องจากเป็นเศรษฐกิจแบบการชดเชยหรือช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานล่าง 

การคาดหวังผลที่จะตามมาในวงกว้างทำได้ยาก เพราะในขณะที่หน่วยงานกิจการทหาร ‘ไม่ใช่หน่วยงานหาเงิน’ แต่กลับเป็นหน่วยงานที่ใช้เงินเกี่ยวกับความมั่นคงและปกป้องอธิปไตยของชาติ

อย่างที่รับรู้กันอยู่ ตำแหน่งของรัฐอุกกาบาตส่วนใหญ่นั้นไม่มีอธิปไตยอย่างเต็มที่ รัฐราชการโดยทหารก็มักจะใช้กลยุทธ์ภูมิรัฐศาสตร์แบบถ่วงดุล ทำให้ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว คือ ซื้ออาวุธเพื่อให้รัฐศูนย์กลางรับรองสถานภาพตนเองในเวทีระหว่างประเทศ (จ่ายเพื่อค่าอธิปไตย) ทั้งรัสเซีย จีน สหรัฐอเมริกา และเป็นมิตรกับทุกฝ่าย ซึ่งในความเป็นจริง มีแค่ประเทศรัสเซียที่มีอธิปไตยเต็มร้อย เรื่องนี้รู้เพราะฟังจากสารของ ปูติน ที่มีถึงสภาความมั่นคงแห่งชาติเมื่อวานว่า เป็นประเทศเดียวในโลกตอนนี้ที่มีอธิปไตยของตนเอง ในขณะที่ประเทศอื่นๆ นั้นไม่มีเต็มร้อย หรือแม้แต่จีนเอง หากถูกโจมตีก็ไม่สามารถยับยั้งขีปนาวุธได้

ความมั่นคงด้านนี้ไม่ได้นำมาแปรมาเป็นอุตสาหกรรมการทหารอย่างที่รัฐศูนย์กลางนำไปสร้างรายได้มหาศาลและยังก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่ม โดยสามารถส่งออกอาวุธในรูปของ ‘รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่’ ที่ทำงานตามยุทธศาสตร์ของประเทศ

ส่วนแผน 20 ปีของไทยนั้น ขาดหน่วยงานที่อยู่ในฐานะเจ้าภาพ คอยดูแลรับผิดชอบ มีแต่การตรวจสอบยุทธศาสตร์ของประเทศ ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า หากรัฐราชการทหารดำเนินการต่อไปก็ต้องขยายการใช้วงเงินจำนวนมาก ซึ่งไม่ใช่แค่งบประมาณแผ่นดิน แต่ต้องใช้ในภาคการผลิตด้วย กล่าวคือ ใช้เงินเพื่อให้เกิดรัฐวิสาหกิจในภาคอุตสาหกรรมของรัฐ ซึ่งจะสามารถจ้างงานและก่อให้เกิดรายได้จากการแข่งขันด้วย

ในรอบ 5 ปีนั้น นักคิดและเนติบริกรของรัฐราชการโดยทหาร มีข้อจำกัดในการพัฒนาแผนงานและการบรรลุเป้าหมายของตนเองอย่างมาก เพราะมัวแต่สนใจด้านการออกกฎหมายเป็นสำคัญ ซึ่งผลงานก็ไม่ได้รับการยอมรับในกลุ่มชนชั้นล่างที่เป็นคนส่วนใหญ่ นอกจากนี้ การลงทุนของภาครัฐในภาคการผลิตที่จะไปสัมพันธ์กับกิจการของเศรษฐกิจฐานล่างก็ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นตัวตนด้วย โดยเฉพาะสินค้าแปรรูปที่เป็นอาหารและการเกษตร ซึ่งเป็นของคนส่วนใหญ่ และอุตสาหกรรมการประมงที่โดนจัดหนัก

ในขณะที่การดำเนินการทางเศรษฐกิจนั้นเน้นแนวทางเสรีนิยม ไทยก็ไม่ได้มีเศรษฐกิจอธิปไตยชาติเป็นของตนเอง เพราะต้องดึงเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาเป็นหลัก ซึ่งก็เกิดผลประโยชน์แก่บรรษัทข้ามชาติและธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้เราไม่สามารถผลักดันเศรษฐกิจด้วยการต่อยอดจากอธิปไตยด้านความมั่นคงไปเป็นอย่างอื่นได้ 

นี้คือสิ่งที่รัฐราชการทหารไม่สามารถทำได้ในทุกยุคทุกสมัย และยังทำให้เข้าสู่วัฏจักรการยึดอำนาจแบบเดิมๆ คือ เกิดอภิสิทธิชนที่กินเงินเดือนหลายตำแหน่ง แต่ไม่ทำอะไรที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานล่างอย่างภาคการเกษตรซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวภาครัฐเจรจาการค้ากับต่างประเทศและใช้แปลงปลูกขนาดใหญ่ในเขตพื้นที่ 

อย่างเขต สปก. ก็ไม่ได้มีการบริหารการจัดการเพื่อสร้างแพลตฟอร์มใหม่ และปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปทั้งๆ ที่มีแปลงปลูกขนาดใหญ่ มีแรงงานจากภาคประชาชน และพร้อมดำเนินการเพื่อส่งออก

นี่เป็นการสูญเสียเวลาของทีมงานนักคิดในราชการที่บริหารโดยทหาร ซึ่งสุดท้ายก็ต้องมาใช้นโยบาย ‘ประชานิยม’ เพื่อเรียกร้องความเชื่อมั่นกลับคืนมา โดยเรียกอีกชื่อหนึ่งแทน 

หากสังเกตวัฏจักรของการรัฐประหารก่อนไปสู่กระบวนการเลือกตั้ง ก็จะเห็นผลลัพธ์ที่คล้ายกัน คือ ‘ไม่มีใครได้ประโยชน์และประเทศย่ำอยู่กับที่’ ทั้งยังก่อให้เกิดความสงสัยด้านการทำงานตามหน้าที่และความเป็นมืออาชีพในการบริหารอีกด้วย


ความเหลื่อมล้ำ เกษตรกร ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย เรื่อง : ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย