เป็นธรรมเนียมของทุกปีอยู่แล้ว ที่ก่อนจะเริ่มต้นศักราชใหม่ จะมีการรายงานผล “CEO Survey ทิศทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยประจำปี และในปี 2562 ที่จะถึงนี้ก็เช่นกัน ที่ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) หรือ “นิด้าโพล” ร่วมกับ “สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย” (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม “CEO Survey ปี 2562 ทิศทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทย” พบว่า ผู้บริหารระดับสูง 45.46% ระบุว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2562 จะขยายตัว, 39.09% ระบุว่าทรงตัว และ 15.45% ระบุว่า หดตัว โดยมีปัจจัยด้านการท่องเที่ยวและการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจอีอีซี เป็นตัวชูโรงดันเศรษฐกิจไทยโตไม่หยุด


ผู้บริหารระดับสูงคิดบวก ระบุ การท่องเที่ยว & การลงทุนในอีอีซี เป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญในปีหน้า

ในจำนวนผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่ที่ให้ข้อมูลในการสำรวจครั้งนี้ ซึ่งเล็งเห็นว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2562 จะขยายตัวนั้น ส่วนใหญ่ 74% ระบุว่า จะขยายตัว 1 – 5%, อีก 10% ระบุว่า ขยายตัว 6 – 10% และไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ ในสัดส่วนที่เท่ากัน และที่เหลือ 6% ระบุว่า ขยายตัวมากกว่า 10% ขึ้นไป

ผู้บริหารระดับสูง 38.18% ระบุว่า ทิศทางภาพรวมภาวะอุตสาหกรรมในปี 2562 จะขยายตัว โดยในจำนวนผู้ที่ระบุว่า ทิศทางภาพรวมภาวะอุตสาหกรรมในปี 2562 จะขยายตัวนั้น ส่วนใหญ่ ประมาณ 64.29% ระบุว่า จะขยายตัว 1 – 5%,

นอกจากนั้น ผู้บริหารระดับสูงยังสะท้อนความคิดเห็นต่อการวางกรอบการเลือกตั้งที่ชัดเจนมากขึ้น ในปี 2562 ของรัฐบาลว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร พบว่า

ผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่ 71.82% เชื่อมั่นว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2562 จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้แน่นอน

รองลงมา 35.45% ยังคาดหวังว่า ความมีเสถียรภาพด้านการเมืองจะเอื้อต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (การค้า การลงทุน การผลิต การบริโภค เป็นต้น)

ขณะที่ 22.73% มองว่านักลงทุนอาจชะลอหรือเลื่อนการลงทุนออกไปเพื่อรอความชัดเจนของนโยบายรัฐบาลใหม่ และอีก 20% ระบุว่า มีความกังวลในเรื่องความต่อเนื่องของนโยบายด้านเศรษฐกิจภายหลังจากได้รัฐบาลใหม่

CEO Survey ปี 2562

ส่วนปัจจัยที่ CEO เห็นว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยในปี 2562 พบว่า

ผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่ถึง 64.55% ฟันธงว่าปัจจัยที่ส่งผลดึงดูดการลงทุนทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมจากนานาชาติเข้ามาในไทย คือ ความคืบหน้าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐที่เข้าสู่ช่วงการก่อสร้างมากขึ้นโดยรองลงมา 42.73% ระบุว่า เป็นการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง

และมีมากถึง 40% ของผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่ ระบุว่า ปัจจัยที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยในปี 2562 คือ นโยบายส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

ขณะที่ผู้บริหารกว่า 33.64% ชี้ว่าการลงทุนภาคเอกชนจะเป็นแรงกระเพื่อมกระตุ้นให้เศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมไทยโตขึ้นได้ และอีก 30.91% มองว่า ปัจจัยการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่เป็นไปตามแผนงานจะส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นกับทั้งนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ


CEO Survey ปี 2562 ชี้ ปัจจัยเสี่ยงทั้งในและนอกประเทศ อุปสรรคสำคัญที่ต้องรับมือ

ด้านปัจจัยเสี่ยงและวิกฤตการณ์จากภายนอกประเทศ ที่คาดว่าจะส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยในปี 2562 ผู้บริหารระดับสูงของไทยถึง 68.18% ชี้ว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นส่วนใหญ่ จะส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจไทยไม่มากก็น้อย

ส่วน ผู้บริหาร อีก 36.36% คาดการณ์ว่า ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกที่ปรับเข้าสู่ช่วงขาขึ้น (การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของFed) ส่งผลต่อการชะลอตัวของการพัฒนาเศรษฐกิจ ขณะที่ ผู้บริหารระดับสูงอีก 34.55% วิเคราะห์ว่าปัจจัยเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม คือ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจากการไหลเข้า-ออกของเงินลงทุน และผู้บริหารอีก 30% มองว่า แนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นก็ส่งผลต่อความผันผวนของเศรษฐกิจไทยได้ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่ปัจจัยนอกประเทศ แต่ยังมีปัจจัยในประเทศที่ผู้บริหารอีกกว่า 39.09% เล็งเห็นว่า เศรษฐกิจรากหญ้ายังมีข้อจำกัดในการเติบโตและมีความเปราะบาง จึงมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ต่อมา แน่นอนว่า เมื่อมองเห็นถึงปัจจัยเสี่ยงแล้ว ก็ต้องมีเนื้อหาของการวางแผนรับมือเพื่อให้การดำเนินกิจการในปีหน้าไร้ซึ่งปัญหา ซึ่งพบว่า ผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่ 66.36% ระบุว่า ได้มีการวางแผนและมีแนวทางในการรับมือไว้แล้ว ขณะที่ 33.64% ระบุว่า ไม่มีการปรับเปลี่ยนแผนมากนักจากช่วงปี 2561

โดยในจำนวนผู้ที่ระบุว่า มีการวางแผนและมีแนวทางในการรับมือนั้น ส่วนใหญ่ 49.32% ได้วางแผนโดยพัฒนาคุณภาพและสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า เพื่อลดการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นของสินค้าที่อาจไหลเข้าสู่ตลาดภายในประเทศจากผลกระทบของสงครามการค้า

ขณะที่ รองลงมา ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทกว่า 46.58% ได้ลงทุนในการขยายตลาดใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มฐานลูกค้า และ 38.36% ดำเนินการปรับปรุงเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิต ส่วนผู้บริหารระดับสูงของบริษัทอีก 23.29% บอกว่าได้ปรับรูปแบบการทำธุรกิจโดยโฟกัสไปที่ขยายการลงทุน แต่อีก 21.92% ระบุว่า ปีหน้าได้วางแผนว่าจะชะลอการลงทุนไว้ก่อน


เปิดมุมมอง CEO สิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งทำ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้โตได้ดั่งหวัง

ประเด็นต่อมาที่ CEO Survey ปี 2562 สำรวจคือ สิ่งที่เหล่า CEO ต้องการให้ภาครัฐเร่งดำเนินการเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2562 พบว่า ผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่ 44.55% ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนการใช้สินค้าไทย (Made in Thailand) ให้มากขึ้น

รองลงมา มีผู้บริหารระดับสูงอีกกว่า 43.64% ที่อยากให้ภาครัฐเร่งรัดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง ขณะที่ 41.82% ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนการหาตลาดส่งออกใหม่ๆ เพื่อขยายการค้าการลงทุน และป้องกันความเสี่ยงจากสงครามการค้า

และ อีก 32.73% เห็นว่า ภาครัฐควรเร่งรัดการจัดซื้อจัดจ้างและการเบิกจ่ายงบลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดย มีผู้บริหารระดับสูงอีก 30% มองถึงประเด็นพื้นที่ในการส่งเสริมการลงทุนว่าภาครัฐควรส่งเสริมการค้าชายแดนโดยการขยายตลาดเข้าสู่หัวเมืองรองในกลุ่มประเทศ CLMV และแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการขนส่งและโลจิสติกส์บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในภาคการโลจิสติกส์ในเขตพื้นที่อีอีซี โดยทำควบคู่ไปกับการปรับปรุงกฎหมายที่ซ้ำซ้อน และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน



Salika’s Says

ในตอนท้ายของการรายงานผล CEO Survey ปี 2562 ได้ระบุถึงข้อเสนอแนะประเด็นต่อประเด็น จากผู้บริหารระดับสูงเกี่ยวกับทิศทางและมาตรการส่งเสริมเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยปี 2562 ที่ควรดำเนินไป ดังนี้

  1. รัฐบาลควรมีมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือ ส่งเสริม หรือสนับสนุนผู้ประกอบการ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่นส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวของไทย ส่งเสริมการอบรมพัฒนาฝีมือของผู้ใช้แรงงาน ส่งเสริมการสร้างรายได้ในชนบท ส่งเสริมด้านการเกษตร การพัฒนาธุรกิจ SMEs อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุนไทยและต่างชาติ
  2. ส่งเสริมการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน
  3. ส่งเสริมให้เกิดมาตรการสนับสนุนด้านภาษีหรือมาตรการทางการเงินเพื่อการส่งออกต่าง ๆ เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สามารถจูงใจ พัฒนาระบบการยื่นเอกสารต่างๆให้มีความคล่องตัว ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ธุรกิจโลจิสติกส์ที่ให้บริการแก่บริษัทส่งออก ลดอัตราภาษีการส่งออกชายแดน ค่าเงินและระวางเรือ
  4. แก้ไขกฎระเบียบของภาครัฐให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินกิจการได้คล่องตัวมากกว่านี้

อ้างอิง : ข่าวจากสำนักข่าวอินโฟเควสท์ https://www.ryt9.com/s/iq03/2917630


รู้ก่อนใคร กับ พยากรณ์เศรษฐกิจและเทคโนโลยี คลิก

สิ้นเดือนในปีนี้อาจต่างไปในปีหน้า! ชวนส่อง ‘งาน’ กับ ‘เงินเดือน’ ของคนไทยในปี 2562

เผย ‘ดวงเมือง’ ไทยและเอเซีย กับความเปลี่ยนแปลงด้านการทหาร ในช่วงปี พ.ศ. 2562-2568

เมื่อ มนุษย์ & หุ่นยนต์ ผนึกกำลัง ส่ง ‘Cobot’ เทรนด์เทคโนโลยี มาแรงปี 2019