หากค้นหาชื่อ ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ใน Search Engine จะพบประวัติ ความสามารถ ผลงาน ที่บ่งบอกว่าเป็นบุคคลที่มีไอเดียและศักยภาพในการพัฒนาประเทศไทย โดย ดร.ชิตเป็นคนไทยที่ได้ทุน Fulbright ไปเรียนปริญญาเอกด้านวิทยาการหุ่นยนต์ มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน สหรัฐอเมริกา และยังได้รับประกาศนียบัตรด้านการจัดการเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีแห่งมลรัฐแมสซาชูเซสต์ (MIT) สหรัฐอเมริกา จากนั้นพกพาความรอบรู้เรื่อง Robotics, Machine Learning, Artificial Intelligence (AI) กลับมาก่อตั้ง FIBO : สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม หน่วยงานซึ่งอยู่ภายใต้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ด้วยเป้าหมายที่จะผลิตบุคลากรชาวไทยให้มีความรู้ความสามารถด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ทัดเทียมกับนานาชาติ

เกริ่นก่อนว่า เว็บไซต์สาลิกาติดตามความคืบหน้าของโครงการอีอีซีใน 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง มานานกว่าหนึ่งปี และเผยแพร่คอนเทนต์ที่เกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่ พัฒนาบุคลากร การศึกษา ตลอดจนแผนการสนับสนุน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (10 S-Curve) ซึ่งเป็น New Engine of Growth ของประเทศไว้หลากหลายแง่มุม 

10 S-curve ดร.ชิต เหล่าวัฒนา


จากที่ได้ฟัง ดร.ชิตกล่าวในงานสัมมนาหลายเวทีและมีโอกาสไปพบปะพูดคุยกันทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดชลบุรี ดอกเตอร์ประมวลและวิพากษ์สารพันประเด็นปัญหาได้อย่างรวดเร็ว กล้าแสดงความคิดเห็น จริงจัง ช่างสังเกต และมีอารมณ์ขัน แต่เนื่องจากดอกเตอร์มีหลากหลายบทบาทหน้าที่ เราจึงเลือกโฟกัสที่หมวกใบใหญ่ซึ่งสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศอย่างยิ่งยวด นั่นคือ การทำงานให้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการพัฒนาการศึกษาบุคลากรและเทคโนโลยี’ โดยทำงานร่วมกับคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC Human Development Center) ซึ่งมี ดร.อภิชาต ทองอยู่ เป็นประธานคณะทำงาน EEC HDC

Salika : ดอกเตอร์ร่วมวางกลยุทธ์หรือยุทธศาสตร์พัฒนาด้านใดในพื้นที่อีอีซีบ้างคะ

ดร.ชิต : ผมดูหลายเรื่อง Robotics, Digital Industry, Logistics และ Aerospace โดยในด้านกลยุทธ์ ตัวผมเองไม่ได้ดูแลแค่เรื่อง กลยุทธ์การลงทุน แต่ยังดู กลยุทธ์ด้านการพัฒนาบุคลากร ด้วย ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากสถานศึกษาหลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา โดยเริ่มจากสาขาพาณิชยนาวี สาขาอากาศยาน ล่าสุดก็อยู่ในระหว่างผลักดันให้ ม.เกษตร ศรีราชา ช่วยดูแลเรื่อง Telecom หรือ การสื่อสารโทรคมนาคม เพื่อเสริมการพัฒนาจังหวัดชลบุรีให้เป็น Smart City หรือ เมืองอัจฉริยะ

Salika : ที่กล่าวถึง ม.เกษตร ศรีราชา มองว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมต่อการขับเคลื่อนด้านใดมากที่สุดคะ

ดร.ชิต : เหมาะที่จะเป็นจุดยทธศาสตร์ด้าน การพัฒนาบุคลากร โดยการที่ผมดึง Component (องค์ประกอบ) ด้านมหาวิทยาลัยเข้ามาเพราะต้องการสร้างคน แต่โจทย์สำคัญคือ ไม่ใช่สร้างคนแบบ Supply Push (อยากสร้างคนแบบไหนก็สร้าง) แต่เป็น Demand Pull (สร้างคนตามความต้องการของตลาด) 

สิ่งสำคัญคือ เราให้เอกชนมาร่วมสร้าง Demand Pull เช่นที่มีบริษัทจากเซินเจิ้นจะเข้ามาร่วมลงทุนในพื้นที่อีอีซี ซึ่งจะทำให้เราเห็น Demand ชัดเจนว่า อุตสาหกรรมของเขาต้องการคนที่มีทักษะอย่างไร ต้องการเทคโนโลยีอะไรบ้าง แล้วก็มีหลายฝ่ายจากภาครัฐที่มาสร้างความร่วมมือกัน เริ่มจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่ให้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ร่วมกับ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา จัดตั้ง DAT (Digital Academy Thailand) สถาบันพัฒนาศักยภาพด้านดิจิทัลเพื่ออีอีซี ขึ้น

เพื่อร่วมกับหัวเว่ยในโครงการ 5G Testbed ที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้?

ดร.ชิต : ครับ เรามุ่งสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้าน AI, Data Sciences เข้าสู่อุตสาหกรรมดิจิทัลในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรม AI จากการที่เรารู้ว่าชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เด่นในด้านไอทีและคอมพิวเตอร์ ส่วนที่ ม.เกษตร ศรีราชา ก็มีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จึงให้ทีม TOT นำ 5G มาทดสอบใน ม.เกษตร ศรีราชา โดยมี ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา เจ้าพ่อคอมพิวเตอร์ที่ทำงานด้าน Robotics ซึ่งเป็นรองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศและอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ที่รับผิดชอบดูแลด้านไอทีของมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว มาดูแลด้านเทเลคอมที่วิทยาเขตศรีราชาด้วย

Salika : อีอีซียังผสานความร่วมมือกับภาคเอกชนและมหาวิทยาลัยหลายแห่ง อาทิ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยศรีปทุม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี อยากทราบว่า ดอกเตอร์วางยุทธศาสตร์สถานศึกษาเหล่านี้ไว้อย่างไร 

ดร.ชิต : สำหรับ มหาวิทยาลัยบูรพา ดร.เสนาะ อูนากูล ผู้สร้าง ม.บูรพา สมัยอีสเทิร์นซีบอร์ด ตั้งให้ ม.บูรพาเป็นเซ็นเตอร์ที่ทุกคนสามารถเข้าไปใช้พื้นที่ได้และมีบทบาทสนับสนุนด้านอาชีวศึกษาด้วย โดย มหาวิทยาลัยบูรพาเป็น ‘Co-ordinating Strength’ คือ ไม่ได้เป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีคอนเทนต์ แต่เป็นศูนย์กลางให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอีอีซีเข้าไปใช้พื้นที่ได้ และอาจเป็นแม่งานบางกิจกรรมให้ด้วย

ขณะที่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาบุคลากรเข้าสู่อุตสาหกรรม ‘Digital & Animation’ ซึ่งรากำลังเชิญชวน ม.เกษตร วิทยาเขตกำแพงแสน มาร่วมพัฒนาบุคลากรในด้านดิจิทัลอีกหนึ่งแห่ง โดยให้ ม.เกษตร ศรีราชา เป็น Node (จุดเชื่อมต่อ) ที่ประสานกับหลายๆ แห่ง ใครอยากจะพัฒนาอะไรก็ให้ใช้ฐานปฏิบัติการใน ม.เกษตร ศรีราชา ทำได้ 

สำหรับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เนื่องจากมี ‘สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม’ (ฟีโบ้) ซึ่งเพิ่งจับมือกับ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็กทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด มจธ. จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในด้าน ‘Factory Automation’ โดยมุ่งพัฒนาคุณภาพด้านวิชาการและเพิ่มศักยภาพของบุคลากรในด้านการสร้าง – ใช้หุ่นยนต์อุตสาหกรรมและระบบอัตโนมัติในโรงงาน

Salika : แต่การที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามา Disrupt อุตสาหกรรมทั่วโลก ทำให้ทักษะของบุคลากรที่ต้องการในศตวรรษที่ 21 แตกต่างไปจากเดิม ดอกเตอร์มีแนวคิดหรือกลยุทธ์ในการปรับเปลี่ยนหรือปฏิรูประบบการศึกษาในพื้นที่อีอีซีเพื่อตอบโจทย์โลกยุคใหม่อย่างไร

ดร.ชิต : ตอนนี้ผู้เรียนในกลุ่มอาชีวศึกษาเนื้อหอมมาก เพราะมีทักษะตรงตามที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ ขณะที่บริษัททั่วโลกสนใจใบปริญญาน้อยลง นิสิต นักศึกษามหาวิทยาลัยจึงว่างงานเพิ่มขึ้น และยังมีเรื่อง Robotics, AI คือ หุ่นยนต์จะเข้ามาทำงานหลากหลายอาชีพในอนาคตอีก เราจึงต้องวางแผนพัฒนาหลักสูตรการศึกษาอย่างรอบด้าน โดยในกลุ่มอาชีวศึกษา EEC HDC สร้างความร่วมมือในด้านการพัฒนาบุคลากรกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อผลักดันอาชีวะให้เป็น ‘อาชีวะพรีเมียม’ เช่นที่มี Pearson Education Limited และ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เข้ามาร่วมพัฒนาหลักสูตรเพื่อการผลิตชิ้นส่วนอากาศยานและอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โดยมี 3 สถานศึกษานำร่อง คือ วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ วิทยาลัยเทคนิค IRPC และเมื่อพัฒนาหลักสูตรดังกล่าวสำเร็จก็จะนำไปใช้หรือปรับใช้ในสถานศึกษาอื่นๆ ต่อไป

แผนพัฒนา คน อาชีวะ ดร.ชิต เหล่าวัฒนา 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

อีกด้านที่สำคัญต่อประเทศคือ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเรามองหาความร่วมมือจากผู้ประกอบการอีกมาก โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม 10 S-Curve โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่เราต้องการองค์ความรู้และเทคโนโลยีชั้นนำเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งในด้านต่างๆ ของประเทศไทย เพราะสหรัฐอเมริกา จีน และอีกหลายประเทศสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและวิทยาการที่ล้ำหน้าอย่างรวดเร็ว แต่การที่ผมดูแลกลยุทธ์การลงทุนในพื้นที่อีอีซีด้วย พบว่าเราสามารถส่งเสริมการนำเข้าเทคโนโลยีใหม่ผ่านการลงทุนจากต่างประเทศได้อีกไม่น้อย

ซึ่งที่ผ่านมา จะเห็นว่าอีอีซีได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนนานาชาติ ทั้งในด้านเงินลงทุน ด้านการร่วมพัฒนาบุคลากรให้ตรงตาม Demand Driven เพื่อช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมได้คนทำงานที่มีทักษะตามต้องการ คนไทยก็จะมีงานทำมากขึ้น ว่างงานน้อยลง และอีกด้านคือ การจัดหาเครื่องมือเครื่องจักรและถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ ทั้งหมดนี้ เป็นยุทธศาสตร์ที่ต้องการให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากขึ้น รวมถึงนำพาประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง สร้างความก้าวหน้าให้เมืองไทยได้แบบก้าวกระโดด ฯลฯ

Salika : ทราบว่าดอกเตอร์สวมหมวกหลายใบ มีหมวกใบไหนที่สนับสนุนการทำงานของอีอีซีอีกบ้างคะ

ดร.ชิต : หมวกอีกใบของผมคือ บอร์ด TOT ซึ่งก็มีการหารือกับภาครัฐไว้ว่า 5G แพงกว่า 4G มากถึง 5 เท่าตัว แต่ Bandwidth (ปริมาณการรับและส่งข้อมูล) มากกว่า 4G ถึง 20 เท่า! ไม่ควรให้ กสทช.จัดการประมูลแบบเดิมอีก มิฉะนั้น ธุรกิจอาจเจ๊ง และเห็นควรให้มีมืออาชีพเข้ามาทำสองเรื่อง เรื่องแรกคือ จะ Cascade เชื่อมโยงการทำงานตามขั้นตอนของระบบอย่างไร ซึ่งตอนนี้เราก็รู้แล้วว่า ต้องทำให้สัญญาณ High Density (มีความหนาแน่นมากพอ) สำหรับ 5G เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาเมืองให้เป็น Smart City แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถปูพรม 5G ลงไปใน 3 จังหวัดอีอีซีได้ ถ้าลงก็เจ๊งเลย (เน้นเสียง)

เรื่องที่สอง คือ มีการทำข้อตกลงว่า ภาครัฐลงทุนด้าน Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐาน) ส่วน CAT กับ TOT ร่วมลงทุนด้าน  Infrastructure และทำ Cost-plus contract (สัญญาต้นทุนบวกส่วนเพิ่ม) สมมติลงทุน 100 บาท สามารถเก็บเงินได้ 104-105 บาท คือคิดเป็นค่าธรรมเนียม 4-5% จากนั้นให้ภาคเอกชนนำเทคโนโลยี IoT, AI, Cloud เข้าไปใช้ในพื้นที่ ซึ่งเมื่อเอกชนเข้ามาก็จะเกิดการจับคู่กับสถานศึกษา ทดสอบการใช้งานและร่วมสร้างคนที่มีทักษะอย่างที่เอกชนต้องการต่อไป  

Salika : การแบ่งสัดส่วนลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน จึงเหมือนกับการดำเนินงานโครงการโครงสร้างพื้นฐานแบบ PPP (Public Private Partnership) ?

ดร.ชิต : ใช่ครับ ยกตัวอย่างพื้นที่ EECd หรือ เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Park Thailand) ซึ่งเราเปิด PPP คือให้ภาครัฐและเอกชนเป็นพาร์ตเนอร์ร่วมลงทุนเหมือนกับที่สร้างระบบราง คือ รัฐลงทุนโครงสร้างราง แล้วให้เอกชนมาลงทุนด้านหัวรถจักรและระบบ เพราะถ้าให้เอกชนลงทุนทั้งหมดต้องใช้เงินมหาศาล เอกชนก็จะไปต่อไม่ได้ 

ยังมีแนวคิดและแผนการทำงานอีกหลายส่วนที่อยู่ในมือของ ‘ดร.ชิต เหล่าวัฒนา’ ซึ่งเรากำลังติดตามความเคลื่อนไหวและจะนำมาฝากกันต่อไป โดยเฉพาะเรื่อง ‘หุ่นยนต์ AI’ ที่เฉลียวฉลาดขึ้นทุกวัน และเชื่อว่ามีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่หวาดหวั่นต่อเทคโนโลยีนี้



สนใจเรื่องราวและแนวคิดของ ดร.ชิต เหล่าวัฒนา มีอีกหลายบทความให้อ่านกันต่อ

‘อุตสาหกรรมหุ่นยนต์’ คงไปต่อยาก ถ้ายังสงสัยว่า จะมีหุ่นยนต์ไปทำไมกัน?

ดร.ชิต เหล่าวัฒนา พลิกประวัติศาสตร์อาชีวะ พิชิตภารกิจสร้างคนหนุน EEC

มีให้น้อยเข้าไว้ : เคล็ด (ไม่) ลับสำหรับคนที่อยากมี ‘ความสุขที่แท้จริง’


หรือสนใจบทความที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีในพื้นที่อีอีซี

คลัสเตอร์หุ่นยนต์เดินหน้า สร้าง S-Curve ใน EEC

สำรวจ ‘ศูนย์ทดสอบ 5G’ ที่ ม.เกษตร ศรีราชา อยากรู้เหมือนกันไหมว่า แต่ละองค์กรใช้ 5G สร้างประโยชน์ด้านใด

‘ศรีราชา’ พื้นที่แรกในไทยที่ได้ทดสอบการใช้งาน 5G