แม้ว่าตอนนี้ วิกฤตฝุ่น PM2.5 จะค่อยๆ คลายความตึงเครียดลง ผู้คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ แต่รู้หรือไม่ว่าปัญหาฝุ่นจิ๋วคุกคามชีวิตคนเมืองใหญ่จะไม่หายไป แค่จะรุนแรงหรือไม่รุนแรงขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและปัจจัยที่ก่อให้เกิดการฟุ้งกระจายของฝุ่น ดังนั้น ช่วงเวลาพักรบนี้ จึงเหมาะเจาะอย่างมากที่จะมาระดมสมองเพื่อหาโมเดลการป้องกันและแก้ปัญหาฝุ่นจิ๋วนี้กันอย่างยั่งยืน

ด้วยตระหนักในภารกิจนี้ มหาวิททยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงจัดเวทีระดมสมองเพื่อแก้ปัญหา วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ขึ้น โดยเชิญคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากคณะสิ่งแวดล้อม คณะวนศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะเศรษฐศาสตร์ มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อมูล ที่จะนำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาร่วมกัน โดยคาดหวังว่าเนื้อหาที่ได้จากงานเสวนาครั้งนี้จะนำไปสู่การวิจัยโมเดลต้นแบบ ที่มาจากการบูรณาการองค์ความรู้จากร่วมกันจากคณะต่างๆ เพื่อเป็นทางออกให้กับการแก้ปัญหานี้ในระดับประเทศต่อไป


วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ต้องเริ่มแก้ที่ตรงไหน? เสวนานี้มีคำตอบ

วงเสวนาเริ่มต้นที่คณบดีจากคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผศ.สุรัตน์ บัวเลิศ ที่ชี้ว่า สาเหตุสำคัญอันดับแรกที่เป็นตัวการของ วิกฤตฝุ่น PM 2.5 คือ มลพิษที่มาจากระบบขนส่ง เพราะยานยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลมีจำนวนมาก แม้ว่าจะมีความพยายามรณรงค์ให้ผู้ขับขี่หันมาใช้เชื้อเพลิงมาตรฐานยูโร 4.5 ที่พิสูจน์มาแล้วว่าสามารถลดปริมาณฝุ่นได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าจำนวนรถยนต์ยังคงเพิ่มขึ้นก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น หากสามารถลดจำนวนรถยนต์ในกรุงเทพฯได้ วันนั้นค่าฝุ่น PM 2.5 ก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ด้าน ผศ.กอบศักดิ์ วันธงไชย รองคณบดีฝ่ายวิจัยและทรัพยากรมนุษย์ คณะวนศาสตร์ ชี้แจงว่า แหล่งกำเนิดฝุ่น PM 2.5 ไม่ใช่แค่มาจากภาคขนส่งเท่านั้น แต่ภาคการเกษตรและป่าไม้ ก็มีส่วนก่อให้เกิด วิกฤตฝุ่น PM 2.5 เช่นกัน โดยเฉพาะจากการเผาทางการเกษตรและไฟไหม้ป่า โดยในภาคการเกษตรต้องยอมรับว่าเป็นตัวการหนึ่งที่ก่อให้เกิดไฟป่าในไทยที่มีสาเหตุจากน้ำมือมนุษย์ และส่วนหนึ่งมาจากการทำเกษตรที่เกษตรกรต้องเผาวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรเพื่อเตรียมพื้นที่ปลูกใหม่

โดยที่ผ่านมา แม้จะมีมาตรการมอนิเตอร์ ตรวจสอบ ไม่ให้มีการเผาในภาคการเกษตรโดยกรมอุทยานแห่งชาติและกรมป่าไม้ ได้ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมในการหาจุดความร้อน (ฮอตสปอต) แต่ชาวบ้านก็ยังสามารถหาทางหลีกเลี่ยง หลบหลีก ไม่ทำให้เกิดฮอตสปอตจนดาวเทียมตรวจจับได้

ผศ.กอบศักดิ์ จึงนำเสนอทางออกว่าต้องอนุญาตให้เผาอย่างถูกต้อง เหมาะสม ตามหลักวิชาการ เพราะอย่างไรการเผาก็เป็นส่วนหนึ่งของการเพาะปลูกทางการเกษตร ด้วยเหตุผลจำเป็นเพื่อฆ่าแมลงที่วางไข่ไว้ ไม่เช่นนั้นจะต้องใช้ปริมาณสารเคมีเพื่อฆ่าแมลงจำนวนมาก ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุด คือ ควรพัฒนานวัตกรรมการแปรรูปเหลือทิ้งทางการเกษตรให้กลับมามีมูลค่า เพื่อลดการเผาหรือเผาให้น้อยที่สุด ขณะเดียวกัน ต้องใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาช่วยกำหนดนโยบายให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องด้วย

ส่วน ผศ.สุชาติ เหลืองประเสริฐ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้ให้มุมมองว่า ขณะนี้มีช่องว่างสำหรับ ฝุ่น PM 2.5 เพราะในภาคอุตสาหกรรม มีมาตรฐานทางอุตสาหกรรมควบคุมเฉพาะฝุ่นโดยรวมที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรม แต่ฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 นี้ยังไม่มีมาตรฐานกำหนด ทำให้ที่ผ่านมาไม่มีการตรวจสอบค่าฝุ่น PM 2.5 ในโรงงานอย่างจริงจัง

เพื่อบรรเทาปัญหาช่องว่างทางกฎหมายนี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ฯ อยู่ระหว่างการพัฒนาเว็บไซต์ที่สามารถนำเสนอข้อมูลแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับสถานการณ์ PM 2.5 ตลอด 24 ชั่วโมง ผู้สนใจและประชาชนก็สามารถเข้ามาอัปเดตและวางแผนเตรียมความพร้อมในการรับมือและใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย


แนะวิธีแก้ปัญหา วิกฤตฝุ่น PM2.5 ด้วยหลักเศรษฐศาสตร์

มาถึงประเด็นที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับการนำเสนอผ่านเวทีเสวนาครั้งนี้ คือการปรับเอาหลักเศรษฐศาสตร์มาใช้ในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดย รศ.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์จากภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่กล่าวว่า

“ในทางเศรษฐศาสตร์การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องพิจารณาถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้อง แล้วตีมูลค่าออกมาเป็นตัวเลข เพื่ออธิบายให้กับผู้กำหนดนโยบายเข้าใจได้ง่าย จากนั้นคำนวณต้นทุน ประโยชน์ และความคุ้มค่าในการลงทุนคู่ไปกับผลกระทบที่เกิดขึ้นด้วย”

โดย รศ.วิษณุ อ้างอิงถึงการศึกษาผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม ว่าถ้าจะประเมินมูลค่าต้นทุนมลพิษทางอากาศโดยใช้แนวคิดเศรษฐมิติ (Subjective Well-Being) ที่จะให้ผลเป็นค่าประเมินความเต็มใจที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมต่อครัวเรือนในกรุงเทพฯ เพื่อลด PM 2.5 อยู่ที่ 6,380 บาท ต่อปี ต่อไมครอน (จำนวนครัวเรือนในกรุงเทพฯตอนนี้มีทั้หมด 2.89 ล้านครัวเรือน

แต่แล้ว เวทีเสวนานี้ก็ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับนโยบายทางเศรษฐกิจมากกว่าสิ่งแวดล้อม เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงและถี่ขึ้น ยกตัวอย่าง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรถคันแรก เพื่อมุ่งหมายเพิ่มจีดีพี ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเมื่อออกมาตรการนี้ออกมา ก็ไม่ได้มีการวางแผนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรองรับ หรือในกรณีที่สนับสนุนให้อุตสาหกรรมยานยนต์ขยายฐานการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ EV Car ก็มีแต่นโยบายด้านการลงทุน แต่ไม่มีมาตรการทางภาษีที่มาจูงใจให้ผู้ขับขี่หันมาขับรถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเลย



Salika’s Say

ถัดมาจากประเด็นน่าสนใจที่เกิดขึ้นจากเวทีเสวนา นี้ ผู้เขียนยังพบว่า ในสถานการณ์วิกฤต PM2.5 ที่ผ่านมา การนำเสนอข่าวสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการดูแลสุขภาพ เพื่อป้องกันตนเองและคนรอบข้างจากภัยฝุ่นจิ๋ว รวมถึงข้อเท็จจริงเรื่องความเจ็บป่วยที่เกิดจาก PM2.5 แม้จะมีการนำเสนออย่างรอบด้าน แต่ยังขาดความชัดเจนในบางประเด็นที่สำคัญ ยกตัวอย่างเรื่องความเข้าใจผิดที่คิดว่าเป็นอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากการสูดฝุ่นจิ๋ว PM2.5 นี้เข้าไป

และเพื่อให้เห็นภาพ จึงขอนำเสนอรายงานข่าวเรื่อง “หมอชี้ ฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่ต้นเหตุเลือดกำเดาไหล” ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ สสส. (ที่มา : เนชั่นทีวี) ซึ่งเนื้อข่าวตั้งใจมาอธิบายในประเด็นเรื่องที่ใครหลายคนเข้าใจผิดว่า เลือดกำเดาไหล นั้นเกิดจากการสูดฝุ่นจิ๋ว PM2.5 เข้าไป เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่ามีชาวเมืองใหญ่หลายคนโพสต์ภาพลงในสื่อโซเชียลว่า เลือดกำเดาไหล สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 แย่มาก ซึ่งภาพที่โพสต์ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนก ความตกใจ มากจนเกินเหตุ โดยในเนื้อข่าวนี้มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมายืนยันว่า

“อันที่จริง เลือดกำเดาไหลไม่ได้เกิดจากการสูดฝุ่นละอองขนาดเล็กเพียงอย่างเดียว อาจจะเกิดจากโรคภูมิแพ้ โรคไข้หวัดก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดเลือดกำเดาไหลได้” 

ดังนั้น นอกจากการใช้ช่วงเวลาที่วิกฤตฝุ่น PM2.5 ไม่ได้ทวีความรุนแรงนี้ หาหนทางป้องกันและบรรเทาความรุนแรงของสถานการณ์วิกฤตฝุ่นจิ๋วในเมืองใหญ่แล้ว ในส่วนของประชาชนทั่วไป ควรใช้เวลานี้ในการศึกษา เรียนรู้ จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือถึงวิธีการดูแลสุขภาพ ป้องกันตัวเองจากภัยฝุ่น PM2.5 ที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า ย่อมเป็นเรื่องที่สมควรทำที่สุด  


อ้างอิง :

  • รายงานข่าวเรื่อง “มก.ทบทวนฝุ่นจิ๋ว หาโมเดลสกัดปัญหา” (หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562)
  • ข่าวเรื่อง “หมอชี้ ฝุ่น PM 2.5 ไม่ใช่ต้นเหตุเลือดกำเดาไหล” ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ สสส. (ที่มา : เนชั่นทีวี) (https://www.thaihealth.or.th/Content/47190-)

อ่านเรื่องราวน่ารู้ เพื่อเตรียมตัวรับมือกับ ฝุ่น PM2.5 ระลอกใหม่ คลิกเลย

รวม 5 แอปพลิเคชันเช็ค ‘ค่า PM 2.5’ โหลดติดสมาร์ทโฟนไว้ รู้เรื่องฝุ่นไว…อุ่นใจกว่า

เทคนิคเลือก ‘เครื่องฟอกอากาศ สู้ฝุ่น PM 2.5’ ของที่ทุกบ้านต้องมี รับมือมหันตภัยฝุ่นคลุมเมือง

5 เทรนด์ออกแบบบ้านสู้ ‘วิกฤตฝุ่น PM 2.5’ รุนแรงแค่ไหน ก็เอาอยู่