จากผลสำรวจทางการแพทย์ช่วงเทศกาลเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาของประเทศไทย ปรากฏว่า พบแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงในกลุ่มประชาชนชาวไทยทุกเพศทุกวัยที่ก่อ ‘Hate Speech’ หรือ ‘วาทะสร้างความเกลียดชัง’ ทางการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะทางโซเชียล เน็ตเวิร์ก ซึ่งหากใครหมกมุ่นหรือเสพสื่อที่เต็มไปด้วยวาทะแห่งความเกลียดชังมากเกินความจำเป็น จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนว่า นอกจากจะก่อให้เกิดความเครียดและทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยที่ไม่พึงประสงค์โดยไม่รู้ตัวแล้ว ในทางวิชาการยังเป็นตัวชี้วัดการลดลงของ ‘วุฒิภาวะทางการเมือง’ ของคนไทยอย่างน่าเป็นห่วง

ยิ่งไปกว่านั้น การเลือกตั้ง’62 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนหน้า มีความสำคัญและเป็นที่สนใจของประชาชนชาวไทยอย่างมาก เพราะเป็นการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งสำคัญ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีการปล่อย ‘Hate Speech’ ทางการเมือง ออกมาอยู่เรื่อยๆ ดังนั้น หากประชาชนไม่รู้เท่าทันและเสพข้อมูลลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง ย่อมจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อทั้งสุขภาพกายและใจดังที่กล่าวมาแบบไม่รู้ตัว

ดังนั้น นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ออกมาแถลงข่าวเพื่อให้ข้อมูลการดูแลตัวเองและคนรอบข้างเกี่ยวกับการติดตามสถานการณ์เลือกตั้ง’62 อย่างมีสติ


รู้ทันสาเหตุก่อ ‘Hate Speech’ ทางการเมือง ทำเพื่ออะไร?

นพ.ยงยุทธ เกริ่นในมุมมองของแพทย์ก่อนว่า ยิ่งเข้าใกล้วันเลือกตั้งมากขึ้น ก็มีประเด็นเรื่องความขัดแย้งในความคิดเห็นทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ แต่ในแง่สุขภาพจิตมีสิ่งต้องระวัง คือ

“เรื่องของการใช้เฮทสปีช (Hate Speech) คือ วาทกรรมที่สร้างความเกลียดชังอย่างรุนแรงในเรื่องที่เกี่ยวกับอุดมการณ์ การเมือง เพศ ศาสนา ส่วนใหญ่เป็นบริบททางสังคม ซึ่งหากมีการใช้เฮทสปีช ในที่สุดจะนำไปสู่ความรุนแรงทางกายภาพในสังคม ยิ่งในตอนนี้ แนวโน้มการใช้ Hate Speech ทางการเมือง มีมากขึ้น โดยอาศัยสื่อสังคมออนไลน์ที่คนไทยใช้มากที่สุดอย่างเฟซบุ๊กเป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่เฮทสปีชเหล่านี้”

อย่างไรก็ตาม ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ก็จะยิ่ง มีการใช้คำพูดหรือถ้อยคำที่ด่าทอ เหยียดหยาม ดูถูกโต้กันไปมาเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้เอง กรมสุขภาพจิต จึงต้องการที่จะออกมากระตุกเตือนให้ทุกคนในสังคมต้องระวังอย่างมาก ที่จะไม่เพิ่มความถี่ของการใช้และแชร์เฮทสปีช ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่ภาวะความรุนแรงในสังคม และส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง


จากปัญหา นำสู่ทางออก เปิดรับ Hate Speech อย่างชาญฉลาด

เพื่อสร้างการจดจำที่ง่ายขึ้น นพ.ยงยุทธ ได้แนะแนวทาง การดูแลตัวเองและคนรอบข้างให้ปลอดภัยจากภัยการเสพเฮทสปีชตลอดช่วงก่อนเลือกตั้ง นี้ว่า

การหยุดเฮทสปีช ทำได้ด้วยการยึดหลัก 2 ไม่ 1 เตือน คือ

หนึ่ง พยายามไม่เป็นตัวตั้งตัวตีในนการสื่อสารความรุนแรง หรือไม่เป็นผู้สร้างเฮทสปีชเสียเอง

สอง ไม่ส่งต่อความรุนแรง ซึ่งในที่นี้ กรณีที่เกิดขึ้นบ่อย คือ การแชร์เฮทสปีชนี้ผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะยิ่งส่งต่อ เฮทสปีชออกไปมากยิ่งจะก่อความรุนแรงมาก

สาม ควรเตือน เมื่อพบเห็นการใช้เฮทสปีช โดยเตือนด้วยถ้อยคำสุภาพและนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริง ซึ่งจากการศึกษาทางสังคมพบว่าการตอบกลับด้วยถ้อยคำสุภาพจะช่วยลดความรุนแรงลงได้

เมื่อเปิดเผยถึงหลักการรับมือกับเฮทสปีชแล้ว นพ.ยงยุทธ อธิบายเพิ่มเติมในประเด็นเรื่องการไม่แชร์ต่อ ที่สามารถหยุดการส่งต่อความรุนแรงได้อย่างมาก

“เพราะเป้าหมายของคนที่ผลิตวาทกรรม คือ การติดแฮชแท็ก (#) ที่เป็นเฮทสปีชต่างๆ นั้เพื่อต้องการเรียกร้องความสนใจ การยอมรับ ในสังคมวงกว้าง ซึ่งถ้าสังคมช่วยกันปฏิเสธ ไม่สนใจ ไม่ยอมรับเฮชสปีชนั้น แฮชแท็กนั้นก็จะตกไปเอง เพราะถ้าทุกคนยังไม่ร่วมกันหยุด การสื่อสารทางลบหรือคนที่สร้างความรุนแรงก็จะไต่ระดับการสื่อสารขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากกระทบกระเทียบเปรียบเปรย ประณาม ด่าว่า และดูถูก เหยียดหยาม หากไม่หยุดยั้งก็นำไปสู่ความรุนแรงทางกายภาพในสังคมได้”

ต่อมา นพ.ยงยุทธ ได้อธิบายเครื่องมือในการช่วยคนในสังคมให้รอดจากภัย วาทะสร้างความเกลียดชัง ก่อน เลือกตั้ง’62 เพิ่มเติม ด้วยการสร้าง “วุฒิภาวะทางการเมือง” ว่า

“ถ้าเราจะทำให้สังคมไทยเดินหน้าไปได้ด้วยดี ไม่ติดอยู่กับวังวนของความขัดแย้ง และความรุนแรงทางการเมือง จนทำให้เกิดการหยุดชะงักของประชาธิปไตย จะต้องมองเรื่องความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างว่าเป็นการให้ทางออกหลากหลายสร้างสรรค์ ไม่ใช่เรื่องของความถูก ผิด ดี หรือเลว แล้วนำมาใช้เป็นเฮทสปีชด่าทอกัน ดังนั้น หากสังคมช่วยกันหยุดเฮทสปีช และสร้าง “วุฒิภาวะทางการเมือง” ที่ยอมรับความแตกต่างได้โดยไม่ใช่เฮทสปีช ซึ่งถ้าทำได้จะเป็นการพัฒนาและยกระดับสังคมไทยในประเด็นเรื่องความเห็นต่างทางการเมืองได้อย่างเห็นได้ชัด”

เพราะก้าวต่อไปในการพัฒนาผู้คนในสังคมไทย ต้องโฟกัสไปที่การยกระดับความคิดเห็นทางการเมืองให้ผู้คนเข้าใจว่าความเห็นต่างทางการเมืองไม่ใช่เรื่องผิดหรือร้ายแรง ด้วยการใช้หลักการพัฒนาให้ประชาชนในประเทศให้มี “วุฒิภาวะทางการเมือง” เพื่อใช้เป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับประเทศไทยให้หลุดพ้นจาก ประเทศกำลังพัฒนา และเดินไปสู่ ประเทศพัฒนาแล้วให้ได้

ในตอนท้ายของการแถลงข่าว นพ.ยงยุทธ ได้ฝากข้อคิดเพิ่มเติมว่า ถึงวิจารณญาณในการเสพข่าวของประชาชน ว่าในฐานะจิตแพทย์ มีความเป็นห่วงในเรื่อง การเสพติดข่าว ว่า

“การติดตามข้อมูลข่าวสารที่มากจนเกินไปจนกลายเป็นการลุ้น เหมือนการติดตามดูละคร จะทำให้เกิดผลกระทบที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ส่งผลเสียได้กับทั้งตนเองและหน้าที่การทำงาน ซึ่งการเสพข่าวสารการเมือง สื่อก็มักจะสร้างประเด็นที่มีสีสัน เพื่อให้ผู้คนติดตามมากขึ้นอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าใครเสพข่าวเลือกตั้งโดยไม่รู้เท่าทัน ก็ย่อมทำให้เกิดความเครียดมากขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว”

โดยความเครียดที่เกิดจากการเมืองกับความเครียดที่เกิดจากสาเหตุอื่นมีทั้งส่วนที่เหมือนและส่วนที่แตกต่างกัน ที่เหมือนกันคือมีภาวะเครียด ลุ้น เสียการควบคุมการทำหน้าที่หลักของตัวเอง แต่ส่วนที่แตกต่างกัน คือ บรรยากาศการเมืองจะยาวนาน และมีคู่ปรปักษ์ทำให้มีโอกาสขัดแย้งสูง เครียดสูง


ดังนั้น ทางออกของปัญหานี้ ที่ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ฝากไว้ คือ การใช้สมองส่วนคิดให้มากกว่าสมองส่วนอยาก จำกัดเวลาการรับข่าวสารไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมง เลิกติดตามข่าวแบบลุ้นทุกนาที ควรตามเปิดรับข่าวเป็นช่วงเวลา เช่น เช้า เย็น แต่ไม่ควรลากยาว ยิ่งตอนนี้ มีการลงคลิปไว้ให้ดูย้อนหลังได้อีก ถ้าประชาชนเสพข่าวแบบไม่มีลิมิต ก็ย่อมเป็นปัจจัยเสริมทำให้เกิดความเครียดได้อีกแบบไม่รู้ตัวเลย


อ้างอิง : รายงานข่าวเรื่อง “แนะวิธี “2ไม่ 1 เตือน” สร้าง “วุฒิภาวะทางการเมือง” ที่มา กรุงเทพธุรกิจ เผยแพร่ใน เว็บไซต์ สสส. (https://www.thaihealth.or.th/Content/47674-)


อ่านเรื่องราวน่ารู้ เพื่อการดูแลสุขภาพรอบด้านกันต่อ

ระดมสมอง ทบทวนบทเรียนจาก ‘วิกฤตฝุ่น PM 2.5’ นำสู่โมเดลแก้ปัญหาฝุ่นจิ๋วคุกคามคนเมืองอย่างยั่งยืน

4 ฟู้ดเทรนด์ ปี 2019 เขย่าวงการอาหาร เน้นเทคโนโลยีการผลิตล้ำสมัย ดีต่อสุขภาพ รักษ์โลก

เข้าใจตรงกัน ! แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ชี้ ‘สเต็มเซลล์ และ กัญชา รักษาโรคมะเร็ง ไม่ได้’