ผมไป Reunion กับเพื่อนสมัยเรียนอนุบาลด้วยกันมา ชื่อ ขวัญชัย สนเทศ หรือ ‘ฉุน’ หล่อเข้มตลอดกาลของเพื่อนๆ และผมก็อยากจะทำเรื่องทุนการศึกษาให้เด็กยากจนที่ โรงเรียนบ้านหมอพัฒนราษฎร์ และ โรงเรียนบ้านหมอพัฒนานุกูล โรงเรียนสองแห่งที่ผมเรียนจบมา แต่ถ้าจะทำเรื่องทุนตอนนี้ ผมคิดดี…แต่ผิด


ที่อยากทำเรื่องทุนเพราะด้วยคิดถึงสมัยเด็กๆ ผมและเพื่อนสองสามคนจนมาก ต้องดื่มน้ำก๊อกต่างข้าวกลางวัน

แต่ ‘เด็กสมัยนี้’ มีกินและมีเสื้อผ้าครบ รัฐบาลจ่ายให้ในสิ่งที่ขาด ส่วนเด็กในปัจจุบันที่ไม่มีพ่อแม่ กลับเป็นเรื่องที่ผมและเพื่อนๆ ช่วยไม่ได้เลย

Teen Pregnancy หรือ คุณแม่วัยใส ก็มีเยอะมากในปัจจุบัน พอมีลูกแล้วมาทิ้งไว้กับปู่ย่าตายาย ปัญหาสังคมยิ่งหมักหมมเพราะคนที่รับผิดชอบ/มีหน้าที่/มีกำลังในสังคมไทย ละเลยมาตลอด

รุ่นพวกเราคงตายก่อน ความผิดปกติแต่ละอย่างจะสั่งสมเป็นระเบิด เป็นปัญหาของรุ่นลูกหลาน

สมัยที่ผมยากจน แต่มีพ่อแม่ดูแล มีบรรดาคุณครูใส่ใจอบรม
ต่างจาก ‘เด็กสมัยนี้’ มีกินมีใช้ แต่ขาดอาหารใจ

พวกเขากำลังโตมาอย่างงงๆ ใช้ชีวิตฉาบฉวย เอาง่ายไว้ก่อน
เดินทางแบบไร้เข็มทิศ แล้วจะถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างไร?

คิดว่ารุ่นพวกเราอาจมีส่วนทำให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้
เพราะเราละเลยกัน ต้องทบทวน ‘ค่านิยม’ กันบ้างนะครับ

ผมอ่านจากไลน์ มีผู้รู้ท่านหนึ่งบอกว่า…

ชาวกรีกโบราณสอนลูกหลานกันมา 2500 ปีแล้วว่า :
The best thing is the most difficult. คือ สิ่งดีสุด นั้นยากที่สุด อย่าไปหวังอะไรง่ายๆ ฉาบฉวย

คนจีนสอนลูกหลานต่อกันมาหลายร้อยปีว่า :
เหงื่อไม่ตก อย่าหวังร่ำรวย อย่าไปคิดรวยทางลัด

คนญี่ปุ่นสอนลูกหลานว่า :
การทำงานรับใช้ผู้อื่น คือเกียรติยศ คนทำงานทุกคนมีค่า คนไม่ทำงานสิ ไร้ค่า

แต่มี บางประเทศ สอนลูกหลานว่า : 
ตั้งใจเรียนจะได้ทำงานสบายๆ เรียนสูงๆ จะได้เป็นเจ้าคนนายคน

ก็เลยมีคนเรียนเพื่อปริญญากันเยอะ ไม่ได้เรียนเพราะอยากรู้จึงกวดวิชากันมาก แค่ทบทวนก่อนสอบแข่งขัน 

พอเรียนจบมาก็อยากได้เงินเดือนสูงๆ แต่ไม่ค่อยชอบทำงาน เคารพกันที่ตำแหน่งมากกว่าคุณค่าของงาน ก็เลยยอมเสียศักดิ์ศรี วิ่งเต้น ทุจริต เพื่อหาตำแหน่ง นำไปสู่ปัญหาคอร์รัปชัน

คนทั่วไปก็ติดสินบนกันจนเคยชิน ไม่มีบทลงโทษทางสังคมกับคนทำผิดทัศนคติแบบนี้ ยังมีปรากฏจนทุกวันนี้

เพราะความคิดคำสั่งสอนแบบนี้แหละ โครงสร้างการศึกษาไทยเราจึงได้เรียนจากผู้มีปริญญา แต่ไม่ได้เรียนจากผู้รู้จริง คนจึงมีความเห็นเยอะ ขาดความรู้จริง มีแต่ใบปริญญา เอาแต่โม้เพื่อชาติ โม้ไปเรื่อยๆ

ขณะเดียวกัน คนระดับท็อป 5% ของประเทศ เอาแต่ enjoy themselves ถือว่าปัญหาส่วนรวมไม่ใช่หน้าที่ อนิจจาเอ๋ย… bad effect กลับมาที่ทุกคนแน่นอน

หลังจากที่ผมจบ PostDoc (ตำแหน่งงานด้านการวิจัยหลักสูตรให้ทางมหาวิทยาลัย หลังสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอก) ตัดสินใจไม่รับข้อเสนอให้ไปสอนที่ Princeton University แต่ผมกลับมาสอนที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ตามคำเรียกร้องของ ดร.หริส สูตะบุตร อาจารย์ของผมที่ มจธ. บอกว่า ที่เมืองไทยไม่มีใครสอน ‘Robotics’ กลับมาสนับสนุนเทคโนโลยีหุ่นยนต์ในบ้านเรา สร้าง Critical Mass (จุดพลิกผัน) เรื่องนี้ให้ประเทศบ้านเกิดเถิด 

พอกลับมาถึงไทย ผมไปพบผู้ใหญ่ที่รู้จัก ท่านบอกว่าผมบ้า

ผู้ใหญ่ท่านนี้ ร่ำรวยมหาศาล
พอรู้ว่าผมกลับมาเป็นอาจารย์
ท่านมองผมด้วยหางตาแล้วถามว่า
“ชิตไม่มีงานที่ดีกว่านี้ทำหรือไง?”


เรื่อง : ดร.ชิต เหล่าวัฒนา
วันที่เขียน : 5 พฤษภาคม 2560


เรื่องอื่นๆ ที่เขียนโดย ดร.ชิต เหล่าวัฒนา และบทความที่เกี่ยวข้อง

มีให้น้อยเข้าไว้ : เคล็ด (ไม่) ลับสำหรับคนที่อยากมี ‘ความสุขที่แท้จริง’

ดร.ชิต เหล่าวัฒนา : กูรูวงการ Robotics ที่ร่วมวางยุทธศาสตร์การผลิต ‘คนที่ใช่’ ให้มาร่วมเปลี่ยนประเทศ

‘อุตสาหกรรมหุ่นยนต์’ คงไปต่อยาก ถ้ายังสงสัยว่า จะมีหุ่นยนต์ไปทำไมกัน?