ปัญหาความบาดหมางระหว่างปากีสถานกับอินเดียร้อนระอุ หลังปากีสถานยิงสกัดเครื่องบินรบอินเดียตกจำนวน 2 ลำ ในบริเวณน่านฟ้าของปากีสถาน เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยลำหนึ่งตกในแคชเมียร์ฝั่งอินเดีย อีกลำตกในปากีสถาน และมีการควบคุมตัวนักบินอินเดียไว้ได้ 2 นาย พร้อมประกาศปิดน่านฟ้าของตัวเอง โดยให้มีผลในทางปฏิบัติทันที


ความขัดแย้งดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากกลุ่มติดอาวุธ JeM ในปากีสถานวางระเบิดขบวนรถของเจ้าหน้าที่ทหารอินเดียในแคชเมียร์ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 40 ราย โดยอินเดียระบุว่า ปากีสถานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีครั้งนี้โดยตรง รวมถึงให้ที่พักพิงแก่กลุ่มติดอาวุธด้วย แต่ปากีสถานปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ดังกล่าว วันต่อมา กองทัพอินเดียส่งเครื่องบินรบเข้าน่านฟ้าปากีสถานถล่มพิกัดฐานที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธ ซึ่งทางการอินเดียอ้างว่าสามารถจัดการสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายได้เป็นจำนวนมาก ก่อนที่ปากีสถานจะตอบโต้ด้วยการยิงเครื่องบินรบ 2 ลำของอินเดียตกดังกล่าว

วิกฤตการณ์ระหว่างปากีสถานกับอินเดีย มีผลต่อเศรษฐกิจโลกมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม และปัญหานั้นจะส่งผลกระทบต่อประเทศคู่ค้ามากน้อยแค่ไหน รวมถึงประเทศไทยที่หมายมั่นปั้นมือว่า ‘อินเดีย คือ ตลาดใหม่ที่จะมาต่อจากจีน’ ด้วยประชากรที่มีมากกว่า 1 พันล้านคน มีเศรษฐีและมหาเศรษฐีมากกว่า 60 ล้านคน (เกือบเท่ากับจำนวนคนไทยทั้งประเทศ) และคนชั้นกลางที่มีกำลังซื้ออีกกว่า 300 ล้านคน ที่เหลือคือคนชั้นล่างที่มีโอกาสขยับฐานะขึ้นมาสู่ชั้นกลางในอนาคตอันใกล้ เป็นเหตุให้เศรษฐกิจอินเดียมีความแข็งแกร่งแม้เศรษฐกิจทั่วโลกจะมีปัญหา เนื่องจากเน้นการบริโภคภายใน และนั่นคือเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งแท่นเจาะตลาดอินเดีย กระจายสินค้าไทยเข้าสู่รัฐต่างๆ ทั่วประเทศ


คนอินเดียยุคใหม่ไม่เหมือนเดิม

พฤติกรรมคนอินเดียยุคใหม่ไม่เหมือนสมัยก่อน มีความเป็นสากลมากขึ้น มีรายได้มากขึ้น กล้าใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งนอกจากการเจาะตลาดอินเดีย ยังสามารถกระจายสินค้าเข้าไปยังประเทศข้างเคียงอย่างศรีลังกาและมัลดีฟส์ ซึ่งปัจจุบันมีการลงทุนในธุรกิจโรงแรมจำนวนมาก จึงเป็นโอกาสของธุรกิจก่อสร้าง สปา อุปกรณ์ของใช้ในห้องพัก จึงเป็นการเพิ่มโอกาสการส่งออกให้กับสินค้าไทย

ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดสินค้าไทยในอินเดียเพิ่มขึ้นจาก 1.7% ในปี 2560 เป็น 1.9% เนื่องจากสินค้าไทยมีการทำตลาดในอินเดียมากขึ้น และอินเดียขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับสูง ทำให้มีความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น โดยสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า (เครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์ โทรศัพท์) เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว 


เมดอินไทยแลนด์ แบรนด์ยอดฮิตในรัฐ 7 สาวน้อย

รัฐ 7 สาวน้อยตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ประกอบด้วย รัฐอัสสัม รัฐอรุณาจัล รัฐมณีปุระ รัฐมิโซรัม รัฐตริปุระ รัฐเมฆกัลยา และรัฐนากาแลนด์ รวมประชากรกว่า 45 ล้านคน เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ ก็คล้ายกับภาคอีสานบ้านเรานั่นเอง ในอดีตอาจดูแห้งแล้ง ห่างไกลความเจริญ แต่เมื่อนโยบายของรัฐบาลกลางหันมาให้ความสนใจและทุ่มงบประมาณเพื่อการพัฒนา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียก็โดดเด่นขึ้นทันตา ว่ากันว่านี่คือตลาดใหม่สินค้าไทย เพราะคนในรัฐ 7 สาวน้อยหลงใหลสินค้าไทย บริโภคสินค้าไทย และชื่นชมสินค้าแบรนด์เนม Made in Thailand ชนิดที่ว่าใครก็ตามใช้สินค้าติดยี่ห้อ Made in Thailand จะได้รับการยอมรับว่าเท่ มีสไตล์ ทันสมัย และมีหน้ามีตาในสังคม

โดยเฉพาะรัฐอัสสัมมีความผูกพันกับคนไทยมาก เนื่องจากกลุ่มคนกลุ่มแรกที่เข้ามาบุกเบิกก่อตั้งรัฐนี้ก็คือกลุ่มชาวไทยอาหม ซึ่งอพยพไปจากทางตอนเหนือของพม่า และ เสือ กา ฟ้า หรือ สุ กา ฟ้า เป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับการสถาปนาเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองนี้ ทั้งยังมีชุมชนคนไทยซึ่งคนอินเดียเรียกว่า “ชุมชนเผ่าไทยหรือไทยอาหม” 5 ชุมชน คนในชุมชนเหล่านี้สามารถพูดภาษาไทยได้ อาหารการกิน ลักษณะการแต่งกายเหมือนคนไทย

เช่นเดียวกับรัฐมณีปุระซึ่งมีร้านค้าชายแดนมากกว่า 1,000 ร้าน แต่ละร้านจะมีผู้หญิงขายของเท่านั้น เรียกว่า “Women Market” สินค้าหลายอย่างคุ้นตาเราเป็นอย่างดี เช่น ปลาร้า ตั๊กแตนทอด หนอนรถด่วน สินค้าไทยเมื่อไปถึงที่นั่นบวกค่าขนส่ง ค่าภาษี ราคาขายปลีกสูงกว่าในเมืองไทย น้ำปลาขวดหนึ่งประมาณ 100 บาท (120 รูปี) มาม่าซองละ 20 บาท (25 รูปี) ซึ่งก็มีคนนิยมซื้อรับประทาน เพราะมั่นใจยี่ห้อ Made in Thailand บุคลิกลักษณะของคนอินเดียในแถบนี้จะแตกต่างจากคนอินเดียในภาคกลาง คือ ไม่โพกหัว ไม่ไว้เครา ถ้ามาเมืองไทยอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนไทย


รัฐบาลเปิดกว้างรับการลงทุน

นอกจากนี้รัฐบาลอินเดียก็เปิดกว้างด้านการลงทุน ตามนโยบาย เมก อิน อินเดีย ‘Make in India’ หรือ MAK เพื่อผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวเทียบยักษ์ใหญ่อย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน ลดขั้นตอนการเข้าไปลงทุนสำหรับคนต่างชาติในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะใน 30 เมือง ที่กำลังผลักดันเป็นสมาร์ทซิตี ซึ่งเป็นผลดีกับกลุ่มธุรกิจ SMEs ของไทยทั้งระดับกลางและระดับเล็กๆ สามารถเข้าไปลงทุนได้ โดยก่อนหน้านี้ธุรกิจขนาดใหญ่หลายกลุ่มเข้าไปบุกเบิกไว้แล้ว อาทิ ซีพี อิตาเลียนไทย ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ไทยซัมมิท เดลต้า เอสซีจี แพรนด้า จิลเวลรี

สำหรับสินค้าไทยที่มีแนวโน้มดีคือ อาหารไทยเริ่มจะไปได้ ธุรกิจบริการก็น่าสนใจ โดยเฉพาะธุรกิจบริการงานแต่งงาน ซึ่งคนอินเดียนิยมเดินทางมาแต่งงานในเมืองไทยกันมาก ธุรกิจจิวเวลรีก็เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง เฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งบ้านก็ชอบของไทย รวมถึงยางพาราที่นำเข้าจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีจำนวนมาก เพื่อนำไปผลิตเฟอร์นิเจอร์

ถึงนาทีนี้คงต้องบอกว่า…เสน่ห์สินค้าไทยในอินเดียไม่ธรรมดาเลย!!!