ขณะนี้ การร่างผังเมืองรวมเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) อยู่ในขั้นตอนการรับฟังความเห็น และเปิดกว้างสำหรับผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด อีอีซี ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ให้มาร่วมแสดงมุมมอง ความคิดเห็น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการวางผังเมืองใหม่ของจังหวัด โดยล่าสุด เป็นการรับฟังความคิดเห็นในส่วนของ ‘ผังเมืองใหม่ จ.ฉะเชิงเทรา’ ซึ่งโฟกัสไปที่ แนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดินในจังหวัด โดยเฉพาะในส่วนของที่ดินริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง

โดยในครั้งนี้ ได้ข้อสรุปร่วมกันกับภาคประชาชนที่แนะแนวทางพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกงว่า ให้พัฒนาพื้นที่นี้เป็นเส้นทางขนส่งหลักรับอีอีซีขยายตัว ซึ่งภาคเอกชนเสนอแก้ผังเมืองใช้ที่ดินริมฝั่งตั้งโรงงานแปรรูปเกษตร คลังสินค้า โรงแรม เพิ่มการใช้ประโยชน์แม่น้ำบางปะกง ต่อท่อจากอ่างเก็บน้ำสียัด รับความต้องการใช้น้ำตัวเมืองฉะเชิงเทรา


‘ผังเมืองใหม่ จ.ฉะเชิงเทรา’ ต้องมีแผนพัฒนาแหล่งน้ำ รับการขยายตัวจากเมืองใหญ่

ด้วยพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่รองรับการขยายตัวของเมืองจากกรุงเทพฯ รวมถึงหลักการวาง ‘ผังเมืองใหม่ จ.ฉะเชิงเทรา’ จะทำขึ้นเพื่อเป็นที่พักอาศัยของบุคลากรในอีอีซี เพราะฉะนั้น ระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ พื้นฐานจำเป็นต้องมีการวางให้พร้อม ทว่า ในพื้นที่นี้ก็ยังคงมีปัญหาเรื่องแหล่งน้ำ โดยไม่สามารถผลิตน้ำประปาที่มีคุณภาพใช้ได้ สาเหตุหนึ่ง คือ แหล่งน้ำที่ได้จากคลองพระองค์เจ้าไชยญานุชิตมีคุณภาพไม่ดี

ศักดา ทองประสิทธิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการลุ่มน้ำบางปะกง และคณะที่ปรึกษาผังเมืองรวมจังหวัดฉะเชิงเทรา จึงให้ความเห็นต่อที่ประชุมรับฟังความคิดเห็นว่า

“ภาครัฐควรพัฒนาอ่างเก็บน้ำสียัด ที่อยู่ใน ต.ท่าตะเกียบ อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา มีความจุกว่า 425 ล้านลูกบาศก์เมตร ให้เป็นแหล่งน้ำดิบในการทำน้ำประปา โดยจะต้องสร้างท่อลำเลียงน้ำประมาณ 70-80 กิโลเมตร เข้าโรงงานผลิตน้ำประปา เพื่อใช้ในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งแม้ว่าจะต้องใช้เงินลงทุนพอสมควร แต่ก็คุ้มค่าในการจัดหาน้ำประปาเพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองฉะเชิงเทรา”

“และในอนาคตตัวเมืองจะขยายอีกมาก จะมีโรงแรม โรงพยาบาลเข้ามาตั้ง ทำให้ต้องการน้ำประปาคุณภาพสูง ซึ่งหากน้ำประปายังขาดแคลนและไม่มีคุณภาพพอก็จะดึงคนเข้ามาในฉะเชิงเทราได้ยาก”


การจัดทำ ‘ผังเมืองใหม่ จ.ฉะเชิงเทรา’ ต้องให้ความสำคัญกับการวางระบบขนส่งทางน้ำด้วย ไม่ใช่แค่ทางรางอย่างเดียว

ด้านตัวแทนผู้ประกอบการในพื้นที่ บุญรักษ์ พัฒนยินดี เจ้าของโรงงานเส้นหมี่ตราพระอาทิตย์ ก็มาแสดงความคิดเห็นในมุมมองที่น่าคิดด้วยว่า แนวทางการพัฒนาเครือข่ายคมนาคมในอีอีซี ส่วนใหญ่จะเน้นพูดคุยกันในเรื่องการวางระบบรางและถนน แต่กลับไม่ให้ความสำคัญกับการวางระบบขนส่งทางน้ำ โดยเฉพาะเส้นทางแม่น้ำบางปะกงที่ยังไม่มีแผนการพัฒนาระบบขนส่งทางน้ำที่มีประสิทธิภาพเลย

โดยผู้ประกอบการในท้องถิ่นนี้มองว่า หากเกิดการวางระบบขนส่งทางน้ำที่ดีและมีประสิทธิภาพ จะมีส่วนช่วยลดการขนส่งโดยรถบรรทุกทางถนนได้มาก เพราะเรือขนส่ง 1 ลำ รองรับสินค้าได้ 3,000 ตัน หากนำมาพ่วงต่อกัน 7 ลำ จะขนส่งได้ถึง 20,000 ตัน เทียบเท่ากับการใช้รถบรรทุก 2,000 เที่ยว ซึ่งการขนส่งสินค้าสามารถใช้เส้นทางจาก จ.พระนครศรีอยุธยา ถึงท่าเรือศรีราชาได้สะดวกที่สุด ตนเองจึงแปลกใจที่โครงการอีอีซีไม่มีการพูดถึงการขนส่งทางแม่น้ำเลย

“ทั้งที่การขนส่งผ่านแม่น้ำบางปะกงในพื้นที่อีอีซี ใช้เงินลงทุนไม่มาก แต่ก็ต้องยอมรับว่าปัจจุบันยังติดปัญหาเรื่องเขื่อนทดน้ำแม่น้ำบางปะกงที่เรือไม่สามารถผ่านได้ จึงต้องดำเนินการปรับปรุงเขื่อนให้สามารถทดน้ำเป็นช่วงๆ เพื่อให้เรือผ่านได้ และควรจะทำแบบนี้ทุกแม่น้ำ ทำให้การขนส่งทางแม่น้ำมีความสะดวก ซึ่งจะพบว่าช่วยลดต้นทุนการขนส่งได้มาก และในระยะยาวยังช่วยลดงบประมาณในการซ่อมแซมถนนและลดอุบัติเหตุ แก้ปัญหาจราจรติดขัด รวมถึงลดปัญหามลพิษจากท่อไอเสียรถยนต์ ลดฝุ่นพิษได้เป็นอย่างดี”

นอกจากนี้ บุญรักษ์ ยังเสนอแนะว่า ควรจะปรับปรุงกฎหมายผังเมือง ที่กำหนดให้พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเป็นสีเขียวทะแยงขาว ห้ามสร้างโรงงานอุตสาหกรรมทุกชนิด รวมไปถึงธุรกิจโรงแรม คลังสินค้า ทำให้ที่ดินริมฝั่งแม่น้ำใช้ประโยชน์ไม่ได้เต็มที่ และส่งผลให้ไม่สามารถขยายการใช้ประโยชน์การขนส่งผ่านแม่น้ำ ส่วนข้อกังวลว่าโรงงานจะปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำนั้น ในฐานะเจ้าของกิจการในพื้นที่สื่อสารว่า

“ในขณะนี้ทุกโรงงานระวังในเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่ เพราะลงทุนโรงงานหลายร้อยล้านบาท หากถูกปิดเพราะเรื่องนี้ก็จะได้ไม่คุ้มเสีย และหน่วยงานราชการก็เข้ามาควบคุมเข้มงวด รวมทั้งประชาชนใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ถ่ายรูปเผยแพร่ได้ทันที”

สุดท้าย บุญรักษ์ ได้ยกกรณีศึกษาต้นแบบที่เกิดขึ้นกับการวางผังเมืองในเยอรมนี แล้วเทียบกับการวาง ผังเมืองใหม่ จ.ฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์ที่ดินริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง

“ในประเทศเยอรมนีใช้การขนส่งทางแม่น้ำขนสินค้าจากโรงงานริมน้ำมาส่งให้กับเรือใหญ่ที่ส่งออกไปต่างประเทศ ทำให้ลดต้นทุนขนส่งได้มาก ส่วนน้ำเสียจากโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรก็ต่อท่อแจกจ่ายไปยังพื้นที่เกษตรโดยรอบ ทำให้ลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้มาก ไม่มีน้ำทิ้งลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ขณะที่ผังเมืองไทยห้ามสร้างโรงงานติดแม่น้ำ ทำให้ธุรกิจริมแม่น้ำไม่เกิด โดยแนวทางแก้ไขไม่ยาก เพียงแต่แก้ไขประกาศแนบท้ายผังเมืองอนุญาตให้ตั้งกิจการเพิ่มเติมแต่ห้ามตั้งอุตสาหกรรมหนัก 16 ประเภท จะช่วยให้นำที่ดินริมฝั่งแม่น้ำมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น”


สร้างโอกาสทางธุรกิจริมน้ำ โฟกัสกลุ่ม SME ให้มากขึ้น

อีกหนึ่งเรื่องที่เจ้าของโรงงานเส้นหมี่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้จุดประเด็นไว้ คือ นโยบายส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ส่วนใหญ่จะเอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุนรายใหญ่มากกว่า SME ในพื้นที่ โดยเอื้อประโยชน์ทั้งการปรับผังเมืองเพื่อให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้ามาลงทุนซื้อพื้นที่ได้อย่างสะดวก ให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนในทุกรูปแบบ ทั้งการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล การอำนวยความสะดวกต่างๆ

ขณะที่ SME ในพื้นที่อีอีซี กลับไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย โดยเฉพาะ SME แปรรูปสินค้าเกษตรที่เป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานของคนไทย ดังนั้น รัฐบาลควรจะปรับปรุงนโยบายส่งเสริมอีอีซี ให้ครอบคลุมไปถึงผู้ประกอบการ SME ในพื้นที่ด้วย

โดยเฉพาะการปรับปรุงผังเมืองอนุญาตให้โรงงานแปรรูปสินค้าการเกษตรเข้าไปตั้งหรือขยายกิจการในพื้นที่สีเขียวที่ใช้ทำการเกษตรได้ เพื่อให้เกษตรกรส่งผลิตผลการเกษตรเข้าสู่โรงงานแปรรูปได้โดยตรง ลดต้นทุนการขนส่ง ช่วยให้เกิดความร่วมมือระหว่างโรงงานกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิด

“ในปัจจุบันที่ดิน จ.ฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่สีเขียวถึง 95% ซึ่งโรงงานเอสเอ็มอีส่วนใหญ่มาตั้งฐานการผลิตตั้งแต่ก่อนออกกฎหมายผังเมือง แต่ภายหลังผังเมืองกลับกำหนดพื้นที่โรงงานส่วนมากเป็นสีเขียว ทำให้โรงงานเหล่านี้ขยายโรงงาน หรือปรับปรุงกิจการได้ยาก หากไม่ปลดล็อกตรงนี้ ก็จะทำให้โรงงาน SME ไม่ได้ประโยชน์จากการพัฒนาอีอีซีเลย”

จากรายงานข่าว เรื่อง “ผังเมืองอีอีซี โมเดลบริหารจัดการเมืองรูปแบบใหม่ พื้นที่ไหน?…ห้ามแตะ!” ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์สาลิกา เมื่อเดือนมกราคม 2562 ได้อัปเดตไว้ว่า ปัจจุบัน ผังเมืองอีอีซีดำเนินการแล้วเสร็จไปประมาณ 80% คาดว่าจะผ่านการรับฟังความคิดเห็น ปรับปรุงแก้ไข เสร็จสมบูรณ์จนประกาศใช้ได้ภายในเดือนสิงหาคมปีนี้ เมื่อผังเมืองอีอีซีฉบับใหม่ประกาศใช้ก็จะยกเลิกผังเมืองเดิม โดยกรมโยธาธิการฯ ให้ความมั่นใจว่า การดำเนินการไม่ได้เน้นพัฒนาเฉพาะอุตสาหกรรมเป็นหลัก แต่คนในพื้นที่ต้องมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย


อ้างอิง : รายงานข่าวเรื่อง “ชงผังเมือง หนุนธุรกิจริมน้ำ” (หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562)


ติดตามอ่านเรื่องการวางผังเมืองอีอีซี กุญแจสำคัญขับเคลื่อนโครงการอีอีซีให้สำเร็จ

ผังเมือง ‘อีอีซี’ ภารกิจ ‘เข็นครกขึ้นภูเขา’

ผ่าผังเมือง ‘อีอีซี’ ในมุมมอง ‘มณฑล สุดประเสริฐ’ สมาร์ทซิตี้…ไม่ใช่แค่ไฮเทค

เผยแผนเนรมิต ผังเมือง อีอีซี พร้อมรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่าย เดินหน้าสู่การพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน