‘ระบบการศึกษาด้อยคุณภาพ’ ที่เกิดจากการบริหารอันเลื่อนลอยไร้ทิศทาง ผูกโยงวิสัยทัศน์กับอำนาจและระบบระเบียบราชการ ไม่โปร่งใส อาศัยระบบอุปถัมภ์เข้าสู่อำนาจและการแสวงประโยชน์ วิ่งวนอยู่ในค่านิยมปริญญา ผู้คน – เยาวชนที่ขับเคลื่อนอนาคตผ่านการศึกษา จึงเผชิญชะตากรรมเลวร้ายหลายรูปแบบ


ตั้งแต่เป็นบัณฑิตตกงานกว่าสี่แสนคน ทำงานไม่ตรงวุฒิการศึกษา ขาดทักษะ – ความรู้ในวิชาชีพ ต้องพึ่งงานที่ได้รับค่าจ้างไม่สะท้อนความจริงตามวุฒิการศึกษากับทักษะงาน ฯลฯ

ทั้งหมดคือโศกนาฎกรรมการศึกษาที่ไร้ทิศทาง ผลิตผลของสถาบันการศึกษา การบริหารจัดการที่ขาดคุณภาพ คอร์รัปชัน มีค่านิยมที่ขาดความรู้ – เข้าใจกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก

การศึกษาวันนี้จึงเรียกร้อง การจัดปรับขับเคลื่อนสู่ทิศทางใหม่ การสร้างแพลตฟอร์มใหม่ และ การปรับอัลกอริทึมทั้งระบบ! เพื่อขับเคลื่อนออกจากความตกต่ำไร้ทิศทางสู่การตอบสนองงานที่ต้องการบุคลากรและการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง หรือก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการ สร้าง Startup ในกระแสเศรษฐกิจยุคใหม่ได้

การปรับสร้างการศึกษาจากระบบเดิมเข้าสู่ระบบใหม่ มีกระบวนการ – ขั้นตอนที่ต้องอาศัยเวลา – การประสานเชื่อมโยงที่ซับซ้อนพอสมควร ซึ่งปัจจุบันมีการบริหารจัดการและขับเคลื่อนโดยกลุ่มงาน EEC HDC ของสำนักงานเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยวางเป้าหมาย – จัดแพลตฟอร์มการศึกษาใหม่ไว้ 4 ทิศทางสำคัญ ดังนี้

  •  หนึ่ง ยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยรวมให้ตอบโจทย์การพัฒนายุคใหม่
  •  สอง ปรับสร้างการจัดการการศึกษาและการเรียนรู้จากด้าน ‘อุปทานสู่อุปสงค์’ ตอบโจทย์การมีงานทำ – มีรายได้ดี – มีความสามารถเทียบเท่าหรือมากกว่ามาตรฐาน ตรงตามความต้องการของกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย
  •  สาม สร้างแพลตฟอร์มการจัดการศึกษาทั้งระบบ ทุกระดับ ตั้งแต่โรงเรียน – วิทยาลัยอาชีวะ – มหาวิทยาลัย สู่มาตรฐานสากล ทั้งทักษะความรู้ วิชาชีพ การสื่อสาร และศักยภาพในการปรับตัวต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยียุคใหม่ได้
  •  สี่ มีบุคลากรคุณภาพเพียงพอกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาประเทศ

ปฏิบัติการดังกล่าวประกอบขึ้นเป็นส่วนงาน 7 ส่วน ซึ่งมีการสร้าง ‘แพลตฟอร์ม’ และ ‘อัลกอริทึมการศึกษา’ ขึ้นใหม่ ได้แก่

ส่วนที่ 1 สำรวจความต้องการของทั้ง 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง ด้วยการประสานนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้แทนกลุ่มอุตสาหกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ศึกษาตามความต้องการกำลังคน เพื่อศึกษาคุณสมบัติ คุณลักษณะ และระดับการศึกษาของแต่ละกลุ่มบุคลากรที่แต่ละอุตสาหกรรมต้องการ 

แม้จะมีความซับซ้อน – ต้องใช้เวลาพอสมควร แต่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องศึกษาและจัดปรับข้อมูลให้ตรงตามความเป็นจริงอยู่ตลอดเวลา โดยต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสะท้อนบอกความต้องการบุคลากรได้อย่างชัดเจน ทั้งสถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย – วิทยาลัยอาชีวะ – หน่วยงานการลงทุน BOI – กระทรวงอุตสาหกรรม – กระทรวงแรงงาน และทุกกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย

ส่วนที่ 2 ประสานสถาบัน บุคลากร กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายทุกอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่เข้าร่วม เพื่อสร้างความเข้าใจและกำหนดแนวทางการในการทำงานร่วมกัน ตั้งแต่วิสัยทัศน์ กรอบการทำงาน การออกแบบจัดระบบการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการ และกระบวนการปรับตัวจากความเคยชินในการจัดการศึกษาแบบเดิมของสถาบันต่างๆ

ปฏิบัติการนี้ต้องประสานบุคลากร – สถาบันที่มีประสบการณ์ด้านการเรียนการสอนในอุตสาหกรรมเป้าหมายเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่ง เพื่อเป็นแกนพัฒนาระบบงานกับผู้ทรงคุณวุฒิ – ผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรม ให้เข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลง – ความจำเป็นในการจัดการศึกษาทิศทางใหม่ ทั้งระดับมหาวิทยาลัย อาชีวะ และในระดับโรงเรียนประถม – มัธยมพื้นฐานไปด้วยกัน ซึ่งงานในส่วนนี้จะสร้างความเข้าใจพื้นฐานในการปรับตัวจากการจัดการศึกษาด้านอุปทานสู่ด้านอุปสงค์ ที่จะตอบโจทย์ความต้องการตามที่ศึกษาไว้

ปัจจุบัน EEC HDC มีสถานศึกษาและอุตสาหกรรมเข้าร่วมรวม 8 มหาวิทยาลัย 48 วิทยาลัยอาชีวะ (ในกลุ่มนี้มีการจัดการศึกษาแบบ EEC Model 17 วิทยาลัย ที่เหลืออีก 31 วิทยาลัยเป็นความร่วมมือผ่านกระทรวงศึกษา) ทั้งยังมีโรงเรียนระดับประถมและมัธยมทั้งเอกชนและรัฐ เข้าร่วม 205 โรงเรียน ส่วนภาคอุตสาหกรรมมี 331 สถานประกอบการ กระจายครบทุกกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ EEC

ส่วนที่ 3 การสร้างหลักสูตรและการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาตามอุปสงค์ งานด้านนี้ประสานจัดแบ่งคณะทำงานตามกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยมีสถาบันหลักและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันหลักผสมผสานกับผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรม ตั้งเป็นคณะทำงานที่นำความต้องการในด้านคุณสมบัติและระดับวิชาชีพ มาจัดเป็นหลักสูตรที่เหมาะสมในการเรียนการสอนและการทำงาน ผสานกับการเรียนตามคุณลักษณะที่ต้องการของอุตสาหกรรมและการเรียนรู้ภาคทฤษฎี ซึ่งทั้งสองส่วนนี้จะนำมาปรับและออกแบบหลักสูตรที่เหมาะสมยิ่งขึ้นทุกระดับ ตั้งแต่ ปวช. ปวส. ปริญญาตรี และหลักสูตรวิชาชีพเฉพาะทาง รวมถึงหลักสูตรการฝึกอบรมระยะสั้น

แนวการดำเนินงานนี้ เพื่อให้กลุ่มบุคลากรที่ไม่มีงานทำหรือที่มีพื้นฐานอยู่แต่อยากจะเปลี่ยนงาน เข้ามาฝึกอบรมเพื่อส่งเข้าระบบงานอื่นต่อไป โดยมีมาตรฐานการศึกษาและมาตรฐานวิชาชีพเป็นพื้นฐานการจัดการและเป็นหลักประกันของการมีงานทำในกลุ่มรายได้ดี ทั้งยังตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีหลากหลายกลุ่มสาขาอาชีพได้

ส่วนที่ 4 การพัฒนาคุณภาพครู – การเรียนการสอน และการประสานทรัพยากรเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ในวงจรการศึกษาใหม่ที่ตอบโจทย์อุปสงค์ งานนี้อาศัยผู้เชี่ยวชาญและสถาบันที่มีประสบการณ์จากทั้งในและนอกประเทศเข้าร่วมพัฒนาบุคลากร จัดฝึกอบรม Workshop และการร่วมงานในโครงการที่กำหนดขึ้น อาทิ สถาบัน FIBO จัดฝึกอบรมครูด้านหุ่นยนต์ให้แก่ครูอาชีวะและเตรียมความพร้อมให้คณะครูระดับประถม – มัธยม สายคอมพิวเตอร์ ผ่านการทำ Workshop เพื่อจัดการเรียนการสอนในโลกดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพ

อีกส่วนคือ การพัฒนาการศึกษาโดยกลุ่มอุตสาหกรรมจากประเทศที่มีความชำนาญและมีศักยภาพ เช่น สร้างการศึกษาออโตเมชัน โดยร่วมมือกับศูนย์ออโตเมชัน Mitsubishi หรือ พัฒนาการศึกษาเพื่อการท่องเที่ยวคุณภาพสูง โดยร่วมมือกับสถาบันจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และยังสนับสนุนให้ตั้งศูนย์การเรียนรู้ในสาขาต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันมี 4 ศูนย์การเรียนรู้แบบ Education Transformation

  1. ศูนย์ออโตเมชัน เป็นความร่วมมือระหว่าง EEC – มิตซู – บูรพา
  2. ศูนย์พัฒนาศักยภาพพาณิชยนาวี ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา
  3. ศูนย์การพลังงานเชื้อเพลิงเคมี ร่วมกับ วิทยาลัยเทคโนโลยี IRPC
  4. ศูนย์เรียนรู้ระบบราง โดยร่วมมือกับวิทยาลัยเทคนิคชลบุรี

ทั้ง 4 แหล่งเรียนรู้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็กๆ ในระดับประถม มัธยม ขณะเดียวกันก็เป็นศูนย์การเรียนรู้ให้ทางคณะวิศวกรรมศาสตร์และการเรียนการสอนในพื้นที่ เป็นการแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้ร่วมกัน

ส่วนที่ 5 การยกระดับมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล งานส่วนนี้จำเป็นที่จะต้องพัฒนามาตรฐานวิชาชีพ มาตรฐานการศึกษา เพื่อยกระดับการศึกษาให้ตอบสนองการมีงานทำและสร้างรายได้เป็นอย่างดี ซึ่งในแต่ละอุตสาหกรรมก็จะมีมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ มาตรฐานอาชีพแต่ละระดับ ที่สามารถผนวกการศึกษาเข้ากับงานภาคอุตสาหกรรมได้

การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพ เป็นหนทางสำคัญที่ทำให้การศึกษาเข้าถึงข้อมูลความต้องการของงานแต่ละระดับ ซึ่งช่วยปรับมาตรฐานทักษะฝีมือให้เป็นไปตามความต้องการของอุตสาหกรรม และเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ศึกษาได้

โดยในเรื่องนี้ EEC HDC ทำงานประสานกับ 5 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ จีน และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและให้ความสำคัญกับมาตรฐานการศึกษา – มาตรฐานวิชาชีพ เพื่อสร้างความพร้อมในการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพให้แก่สถาบันการศึกษาและกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ใน EEC Model และขยายผลต่อไป

ส่วนที่ 6 การขยายผลและสร้างความร่วมมือต่อยอดการศึกษาแบบ Hybrid จัดระบบการเรียนแบบสะสมหน่วยกิต เพื่อยกระดับการศึกษาให้บุคลากรยุคใหม่ เป็นการจัดปรับการศึกษาที่ร่วมมือกับอุตสาหกรรมซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาต่อยอด – เพิ่มศักยภาพ ทั้งการศึกษาและการทำงานให้แก่บุคลากรใน EEC Model ซึ่งเป็นการสร้างฐานการจัดการการศึกษาที่สอดคล้องกับการพัฒนาบุคลากรในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตามกระบวนระบบใหม่ที่สามารถพัฒนาความก้าวหน้าไปพร้อมกับการทำงานได้

การจัดการศึกษาเพื่อต่อยอดการพัฒนาวุฒิการศึกษาและทักษะฝีมือ สามารถทำในกรอบของ  EEC Model ได้ โดยการเข้าสู่การศึกษาแบบ Module Training และเก็บ Credit Bank การศึกษาระดับต่างๆ จากนั้นนำมารวมและประเมินผลเพื่อยกระดับวุฒิการศึกษาหรือเพิ่มทักษะในส่วนที่ต้องการให้เป็นไปตามมาตรฐาน แก่บุคลากรในสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมที่ร่วมกันพัฒนาการศึกษาแบบ EEC Model ซึ่งการจัดการศึกษาคู่กับการทำงานนี้ เป็นการจัดการศึกษาแบบ Hybrid ที่จะทำให้ผู้ศึกษาได้ต่อยอดวุฒิการศึกษา พัฒนาทักษะงาน ควบคู่กันไปอย่างไม่สูญเปล่า ทั้งในแง่เวลาและค่าใช้จ่าย ค่าดำเนินการของทุกภาคส่วน

ส่วนที่ 7 การประเมินติดตามผลการศึกษาทั้งระบบและรายสาขา เรื่องนี้เป็นบทบาทสำคัญของ Steering Committee ในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย และจากส่วนของ EEC HDC ที่จะช่วยให้คำปรึกษา เสริมสร้างจัดปรับ – ประเมินติดตามผลที่สอดคล้องกับความจริงที่เกิดขึ้นในการทำงานภาคสนามทุกรูปแบบ เป็นการจัดการอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานสากลและมีศักยภาพในแบบ Performance Base และ Output Oriented

ในกระบวนการนี้จะมีทั้งสถาบันการศึกษาในและต่างประเทศ สถาบันการพัฒนามาตรฐาน จากทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาควิชาการ หน่วยงานภาครัฐ เอกชนที่ชำนาญการ เข้าร่วมภายใต้นโยบายการพัฒนาบุคลากรของ EEC HDC อย่างไรก็ตาม การประเมินติดตามผลนี้จะพัฒนาปรับสร้างตามหลักมาตรฐานให้สอดคล้องเหมาะสมกับงาน ซึ่งช่วยปรับปรุงคุณภาพการศึกษาและการทำงานได้ในขณะเดียวกัน และเป็นอีกงานสำคัญที่ EEC HDC ได้วางกรอบงานไว้

แพลตฟอร์มทั้ง 7 องค์ประกอบดังกล่าว จะเชื่อมกันเป็นอัลกอริทึมใหม่เพื่อปรับสร้าง ‘การศึกษาตามอุปสงค์’ หรือการศึกษาในแบบ ‘Demand Side’ ซึ่งจะเป็นการศึกษายุคใหม่ที่ ‘เชื่อมโลกให้ไทยแล่น’ ตามวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศในยุคที่ต้องเร่งก้าวกระโดดให้ทันความก้าวหน้ายุคใหม่ของโลกใบใหม่นี้


Demand driven EEC HDCเรื่อง : Apichatology