ในช่วงระยะเวลา 5 ปี ที่ผมเป็นนักศึกษาที่เทคโนบางมด หรือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี – มจธ. ในปัจจุบัน ผมมีโอกาสศึกษา ได้รับการฝึกฝนให้เข้าใจวิทยาการและเทคโนโลยีที่ทันสมัย จากคณาจารย์ที่เก่งและให้ความรักความเมตตาต่อลูกศิษย์มาก เหมือนกับเราเป็นลูกหลานของท่าน


ในรั้ว ‘มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี’ ผมเป็นนักศึกษาที่มีฐานะยากจนคนหนึ่ง จึงต้องวิ่งสอบชิงทุนการศึกษาอุตลุด และต้องทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย มีเวลาให้การเรียนค่อนข้างน้อยและยังชอบกิจกรรมนักศึกษามาก (เป็นประธานชมรมวิชาการและประธานนิทรรศการเทคโนโลยีครั้งที่ 4) แต่ด้วยความรักจากเพื่อนๆ ที่ช่วยกันเรียน แบ่งกันทำการบ้านบ้าง ไม่ใช่การลอกทั้งดุ้นอย่างไม่เข้าใจ เพื่อนที่มีปัญญาดีก็จะช่วยติวคนอื่นเพื่อให้เราสามารถเอาตัวรอดได้

สมัยนั้น (พ.ศ. 2526) พวกเราแทบจะรู้จักเพื่อนต่างภาควิชาทุกคน แม้กระทั่งรุ่นน้อง/รุ่นพี่ก็จำหน้ากันได้หมดแม้ชื่อจะเลอะเลือนบ้าง มีความเกรงกลัวแต่เคารพอาจารย์มาก พยายามเดินหลบอาจารย์เสมอ แต่ถ้าถูกใช้งานก็จะรีบทำทันที บางคนเรียนไม่ทันการบ้านก็เยอะ ทั้งในห้องเรียนและ shop ไปแอบบ่นในห้องน้ำโดยหารู้ไม่ว่า อาจารย์ผู้สอนยืนต่อแถวอยู่ข้างหลัง

รุ่นพี่ก็อบรมให้พวกเราทำงานเป็นทีม เอาอย่าง ‘มด’ ที่ทำงานหนักเกินตัวได้ด้วยความสามัคคี และรุ่นพี่ๆ ยังย้ำเสมอว่า เมื่อแต่ละบุคคลประสบความสำเร็จจากการศึกษาและการทำงานแล้ว ต้องทำเพื่อประโยชน์สุขร่วมกันของคนหมู่มากด้วย

ดร.ชิต เหล่าวัฒนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ครูปลั่ง สอนให้เราช่างสังเกต ครั้งหนึ่งครูปลั่งจะสอบภาคปฏิบัติวิชา Automotive ท่านสั่งให้พวกเรารื้อเครื่องยนต์ตั้งแต่บ่ายโมง ไปเสร็จเอาตอนสี่โมงเย็น รีบไปบอกครูครับว่าเสร็จแล้ว จึงทราบว่าการสอบที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้น นั่นคือ การประกอบชิ้นส่วนเครื่องยนต์กลับไปให้ได้เหมือนเดิมแล้วต้องสตาร์ทให้ติดด้วย ยุ่งละสิ! แต่ละคนไม่ได้ทำเครื่องหมายอะไรไว้เลย กว่าจะประกอบเสร็จและสตาร์ทเครื่องยนต์ติดก็ประมาณตีสอง ครูอยู่กับพวกเราตลอด แต่เราเอาแหวนและน็อตที่ฝรั่ง/ญี่ปุ่นทำเกินไว้ แอบโยนทิ้งในสระมรกต

สองสามปีนี้มีการลอกโคลนในสระมรกตทิ้ง จึงพบว่ามีผลงานพวกเราหลายรุ่นทิ้งไว้มากมาย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พวกเราจะทำงานด้วยความรอบคอบและระวัง ไม่ลืมทำเครื่องหมายไว้เลยเมื่อต้องถอดประกอบเครื่องจักรต่างๆ รวมถึงอุปกรณ์เครื่องมือที่ซับซ้อนจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

ผมคิดว่าครู/อาจารย์สอนพวกเราโดยการทำตนเป็นตัวอย่างให้เราเห็นสัจธรรม

น้ำในบ่อจะไม่เน่า หากมีการเคลื่อนไหวของสายน้ำเข้าและออกฉันใด ชีวิตที่สมบูรณ์ต้องมีการให้และการรับฉันนั้น

ความเก่งเฉพาะบุคคลจึงอาจจะไม่มีแก่นสารอันใดเลย หากไม่นำไปสู่การพัฒนาสังคม องค์กร และประเทศให้เข้มแข็ง เมื่อครั้งที่ผมได้รับทุน Monbusho Scholarship ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น และ Fulbright Fellowship ไปที่ Carnegie Mellon สหรัฐอเมริกา ซึ่งทั้งสองมหาวิทยาลัยนี้ถือว่าเป็นอันดับต้นๆ ของโลกในด้านวิศวกรรมหุ่นยนต์

ก่อนออกเดินทาง อาจารย์หริส เรียกไปเจอตอนค่ำ ตอนแรกเข้าใจว่าท่านจะอวยพรให้ประสบความสำเร็จในการเรียน แต่อาจารย์กลับพูดว่า “ไปแล้วไม่กลับประเทศ ไม่เห็นแก่ชาติบ้านเมือง หากไม่กลับมาช่วยสอนที่บางมด ถือว่าไม่มีน้ำใจมาช่วยอาจารย์ที่ทำงานหนักมากเพราะมีจำนวนน้อย”


โลกเปลี่ยนไปมาก มจธ.ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน

อาจารย์ ณ วันนี้ก็ไม่เหมือนเดิม อาจารย์ใหม่มาจากเบ้าหลอมหลายแหล่งในสังคมที่สร้างความกระหาย อยากมีอยากได้ ส่งผลให้อาจารย์ใหม่ส่วนหนึ่งหลงตามกระแสตัณหาที่ไหลบ่าห้อมล้อมพวกเขา แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ ผมเห็นตามจริงว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ มจธ.ยังคงเป็น เบ้าหลอมต่อเนื่อง (Progressive Mould) หลายขั้นตอน แม้รูปร่างในแต่ละจังหวะเวลาเปลี่ยนแปลงไป แต่เป้าหมายยังคงเดิม นั่นคือ การผลิตคนที่มีความรู้ความสามารถและมีคุณธรรมออกไปรับใช้ประเทศชาติ

ผมเพียงแต่ปรารถนาขอให้คนรุ่นใหม่อย่าลืมว่า โอกาสที่พวกเขาได้มานั้น มาจากองค์กรที่เขาทำงานอยู่ ซึ่งการที่ มจธ.มาถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะคณาจารย์รุ่นเก่าๆ รุ่นพี่ๆ ที่ทุ่มเทพลังกายและใจทั้งชีวิตสร้างรากฐานไว้ให้ ดังนั้น ก่อนแสวงหาผลประโยชน์หรือชัยชนะใดๆ เข้าตัวเอง อย่าคิดเพียงเพื่อตนจะได้โน่นได้นี่ แต่ มจธ.เสียหายพ่ายแพ้ เพราะความพ่ายแพ้ของ มจธ. คือความพ่ายแพ้ของเราทุกคน

ดังนั้น ขอให้คำนึงถึง มจธ.ให้มาก เพื่อส่งต่อมรดกล้ำค่าให้แก่คนรุ่นต่อไป นี่ต่างหากคือ ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของเราทุกคน ดังที่ฝรั่งเขาสอนกันว่า

SHADING OF THE TREE YOU’RE SITTING UNDER NOW,
FROM THE TREE THAT SOMEONE PLANTED YEARS AGO…

แต่คำสอนของไทยลัดและตรงกว่านั้น คือ เมื่อดื่มน้ำจากบ่อ อย่าลืมคนขุดบ่อ”

มาย้อนดู connecting the dots หรือ การเชื่อมโยงจุดต่างๆ เข้าด้วยกันแบบ Steve Jobs ผมเห็นอย่างชัดเจนว่า ปัจจัยที่ทำให้ผมทำงานอย่างมีความสุขมาจนถึงปัจจุบัน เพราะมีวาสนาได้มาเรียนที่เทคโนบางมด ผมมีอาจารย์ดี เพื่อนเยี่ยม และรุ่นพี่สุดยอดครับ


.

.

เรื่อง : ดร.ชิต เหล่าวัฒนา [เครื่องกล มจธ. 20]


รู้จัก ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ในด้านอื่นๆ

ดร.ชิต เหล่าวัฒนา : กูรูวงการ Robotics ที่ร่วมวางยุทธศาสตร์การผลิต ‘คนที่ใช่’ ให้มาร่วมเปลี่ยนประเทศ

‘อุตสาหกรรมหุ่นยนต์’ คงไปต่อยาก ถ้ายังสงสัยว่า จะมีหุ่นยนต์ไปทำไมกัน?