มีคนในโลกนี้ไม่มากนักที่อุทิศตัวทั้งชีวิตเพื่อมวลมนุษยชาติ หนึ่งในนั้นคือ ‘คลารา เซทคิน’ คนที่โลกต้องจดจำ


คลารา เซทคิน (Clara Zetkin) เกิดเมื่อ 5 กรกฎาคม 1857 ณ หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งที่มีความสวยงามทั้งภูเขา ลำธาร ป่าไม้ และฟาร์มปศุสัตว์ โดยตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาเออร์ซ่า แคว้นแซกโซนี ประเทศเยอรมนี

แต่ประชากรส่วนใหญ่ในหมู่บ้านเป็นคนงานที่ยากจน บิดาของเซทคินเป็นครู ส่วนมารดาเป็นคนที่ได้รับการศึกษาสูง จึงพยายามฝึกฝนและหล่อหลอมบุตรสาวให้เติบโตมาเป็นครูในอนาคต เซทคินชอบอ่านหนังสือ แต่ขณะเดียวกันก็ชอบเล่นเหมือนกับเด็กผู้ชาย เพื่อนของเธอล้วนแล้วแต่เป็นเด็กในครอบครัวที่ยากจน และชอบร้องเพลงพื้นบ้านกันจนเนื้อร้องประทับอยู่ในความทรงจำของเธอว่า

“ตอนเช้ากินมันฝรั่งแก้หิว
ตอนเที่ยงก็ต้มมันฝรั่งด้วยน้ำเปล่า
ตอนเย็นก็กัดมันฝรั่งทั้งเปลือก
มันฝรั่ง…มันฝรั่ง…แล้วก็มันฝรั่ง”

หลังสงครามระหว่างปรัสเซียกับฝรั่งเศส (1870-1871) ระบบทุนนิยมก็ขยายตัวในเยอรมนีมากขึ้น ผู้คนเริ่มหลั่งไหลเข้าไปทำงานในเมือง เซทคินได้เข้าเรียนใน ร.ร. ฝึกหัดครู และเธอได้เห็นการเอารัดเอาเปรียบผู้ใช้แรงงาน เรียนรู้และเข้าใจปัญหาสังคมมากขึ้น จนตกผลึกทางความคิดและมองเห็นว่าลัทธิสังคมนิยม คือทางออกของการแก้ไขปัญหาความอดอยากยากแค้นของคนจน ในปี 1878 เซทคินเข้าเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยของรัฐ ทำให้เธอยิ่งได้เข้าไปมีส่วนร่วมพูดคุย ประชุม และชุมนุมกับกรรมกรมากขึ้น

สมัยก่อนกรรมกรจะต้องทำงานถึงวันละ 16-17 ชม. ไม่มีวันหยุด ไม่มีสวัสดิการใดๆ หากกรรมกรหญิงตั้งครรภ์ก็จะถูกไล่ออก

ในโรงงานมีแสงสว่างไม่เพียงพอ เต็มไปด้วยฝุ่นละออง กลิ่นน้ำมันเครื่อง มีความสกปรกต่างๆ ทำงานไม่นาน คนงานก็มักจะกลายเป็นคนหลังค่อม ตามัว วัณโรค, ไหนจะมีการกดขี่ ขูดรีดจากบรรดานายทุนอย่างยาวนาน การลุกขึ้นสู้ครั้งใหญ่ของกรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้ารัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จึงเกิดขึ้นในวันที่ 8 มีนาคม 1857 โดยมีการเรียกร้องให้นายจ้างเพิ่มค่าแรง ลดเวลาทำงาน และสวัสดิการต่างๆ แต่สุดท้ายสิ่งที่ได้คือ การลอบวางเพลิงในสถานที่ชุมนุม จนทำให้กรรมกรหญิงเสียชีวิตไปถึง 119 คน

ต่อมาในวันที่ 8 มีนาคม 1907 กรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้าที่เมืองชิคาโก ทนต่อการเอารัดเอาเปรียบไม่ไหว ลุกขึ้นมาต่อสู้อีก โดยมีเซทคินเป็นผู้นำ ประเด็นสำคัญในการต่อสู้เรียกร้องคือ ให้ลดเวลาทำงานเหลือวันละ 8 ชม. และให้ปรับปรุงสวัสดิการต่างๆ

libcom.org

แม้ว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็เป็นการจุดประกายให้สตรีทั่วโลกตื่นตัวครั้งใหญ่  จนในวันที่ 8 มีนาคม 1908 เธอก็จัดให้มีการชุมนุมกันอีกครั้งที่นิวยอร์ก เรียกร้องให้หยุดการใช้แรงงานเด็กโดยชูคำขวัญว่า “ขนมปังกับดอกกุหลาบ” อันหมายถึง การมีอาหารเพียงพอกับคุณภาพชีวิตที่ดี

กระทั่งวันที่ 8 มีนาคม 1910 ความพยายามของเธอก็ประสบความสำเร็จ เมื่อการประชุมสมัชชาสตรีสังคมนิยม ครั้งที่ 2 ประกาศที่เมืองโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ให้การรับรองระบบ “สาม 8” ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องของกรรมกรสตรี กล่าวคือ ให้ลดการทำงานลงเหลือวันละ 8 ชม. ให้มีเวลาศึกษาหาความรู้ 8 ชม. และให้ได้รับการพักผ่อนอีก 8 ชม.พร้อมกับการปรับค่าแรงให้เท่าเทียมกับแรงงานชาย คุ้มครองสวัสดิการสตรีและแรงงานเด็กวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี จึงกลายเป็นวันสตรีสากล นับตั้งแต่นั้นมา

wikipedia.org

เซทคิน มิใช่จะเป็นแต่ผู้นำแห่งการเคลื่อนไหวสตรีสังคมนิยมสากลเท่านั้น แต่เธอยังเป็นนักการเมือง นักการศึกษา นักปรัชญา และเป็นผู้สนใจวรรณคดีกับศิลปะอีกด้วย

หลังจากพรรคนาซีของฮิตเลอร์มีอำนาจในเยอรมนี เธอลี้ภัยไปอยู่ในรัสเซีย และเริ่มมีอาการป่วยหนัก สายตาของเธอพร่ามัวจนเกือบใช้การไม่ได้เลย แต่เธอก็ยังเขียนหนังสือ ทั้งที่มองไม่เห็นว่าน้ำหมึกในปากกาหมดไปตั้งนานแล้ว จนในวันที่ 20 มิถุนายน 1933 เซทคินก็ถึงแก่กรรม ในบริเวณที่ใกล้กรุงมอสโคว และก่อนจะสิ้นลมเธอพร่ำแต่เรียกชื่อของ โรซา ลุกเซมบูร์ก (Róża Luksemburg) นักปฏิวัติหญิงชาวโปแลนด์ เพื่อนที่เคยรบเคียงข้างกับเธอ แต่เสียชีวิตไปก่อนหน้า

ร่างของคลารา เซทคิน ดับสลายไปแล้ว แต่ชีวิตการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ของเธอจะยังถูกจารึกไปอีกนานแสนนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วันสตรีสากล 8 มีนาคม ที่กลายเป็นธงชัยแห่งความสามัคคีของมวลสตรีทั่วโลก


วิสูตร อุดมคติ

.

.

เรื่อง : วิสูตร สุจิระกุล


หมายเหตุ
  • สุนทรี วีรอนงค์ (ผู้เรียบเรียง). (ม.ป.ป.). คลารา เซทคิน ผู้ให้กำเนิดวันสตรีสากล. ม.ป.ท.: กลุ่มยุวชนใหม่.
  • คลารา เซทคิน. (ม.ป.ป.). ค้นเมื่อ 3 มีนาคม 2562, จาก www.google.com
    : ภาพโปสเตอร์ (ซ้ายมือ), คลารา เซทคิน (ขวาบน, กลาง), โรซา ลุกเซมบูร์ก (ขวาล่าง), ค้นเมื่อ 4 มีนาคม 2562, จาก https//pixabay.com