คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า “น้ำ” คือหัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิต ที่ไหนมีน้ำ ที่นั่นก็มีความอุดมสมบูรณ์ ทว่า ในทางกลับกัน หากพื้นที่ใด ขาดแคลนน้ำ ทุกชีวิตย่อมหยุดชะงักไปเสียหมด จะทำเกษตรกรรม ก็ไม่สามารถผลิตผลิตผลออกมาได้อย่างที่หวัง การดำเนินชีวิตก็ต้องประสบกับความยากลำบากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และภาพของปัญหาที่บรรยายมานี้ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับพื้นที่ บ้านโคกล่าม-แสงอร่าม ต.กุดหมากไฟ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี มาเป็นเวลานานจนกระทั่ง ปี 2555 ที่เกิดความร่วมมือใน ‘การบริหารจัดการน้ำ’ ขึ้น


ต้นทางการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ ที่เริ่มต้นด้วยแนวคิด ‘การบริหารจัดการน้ำ’ อย่างยั่งยืน

ก่อนหน้าที่สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ จะเข้าไปดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน อ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในปี 2555 เกิดข้อเท็จจริงขึ้นว่า ราษฎรบ้านโคกล่าม และบ้านแสงอร่าม ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับใช้ในการเกษตร และอุปโภคบริโภค ถึงแม้จะมีอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อยู่ก็ตาม

สาเหตุเป็นเพราะแม้ว่าอ่างเก็บน้ำนี้จะมีความจุถึง 692,500 ลบ.ม. มีพื้นที่รับน้ำเต็มศักยภาพเฉพาะหน้าฝนได้ 800 ไร่ หน้าแล้งได้ 500 ไร่ ระบายน้ำทาง Spillway ลงคลองธรรมชาติ

แต่ระบบการบริหารจัดการน้ำเดิมนี้กลับไม่ถึงที่นาชาวบ้าน เกษตรกรต้องใช้เครื่องสูบน้ำเข้านา ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่ม และในหน้าแล้งนำน้ำมาใช้ได้เพียง 200 ไร่ ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตร ไม่ได้ปริมาณและคุณภาพอย่างเต็มที่ สูญเสียรายได้ทั้งพืชก่อนนาหลังนา เกิดปัญหาหนี้สิน ทำให้ราษฎรทิ้งถิ่นฐานไปทำงานนอกพื้นที่

สรุปแล้ว บ้านโคกล่าม-แสงอร่าม กลับกลายเป็นพื้นที่ที่มีอ่างเก็บน้ำ แต่ชาวบ้านไม่สามารถใช้น้ำได้อย่างเต็มที่ และที่สำคัญคือไม่มีท่อส่งน้ำและไม่มีประตูระบายน้ำไปยังแปลงนาของเกษตรกร ปัญหาในการขาดแคลนน้ำจึงเกิดขึ้นในทั้งสองหมู่บ้านนี้ในแบบที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย

ต่อเมื่อในปี 2555 สถานการณ์นี้ก็เริ่มคลี่คลายเมื่อทุกฝ่ายหันหน้ามาร่วมมือกัน โดยทาง สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ได้เป็นคนกลางประสานงานเพื่อบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานราชการ อปท. และส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านในพื้นที่ ได้ช่วยพลิกฟื้นและพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรทั้งสองหมู่บ้านให้กลับดีขึ้น

ทั้งนี้ เริ่มจากการแก้ปัญหาเรื่องน้ำเป็นลำดับแรก เสริมศักยภาพอ่างเก็บน้ำ เสริม Spill Way สูงเพิ่มเติมจากเดิม 50 ซม. จัดทำแก้มลิงเก็บน้ำไว้สำหรับฤดูแล้งจำนวน 3 แห่ง พร้อมทั้งต่อท่อส่งน้ำด้วยระบบท่อระยะทาง 6 กิโลเมตร ทำให้ได้พื้นที่รับประโยชน์เพิ่มเติมเป็น 1,297 ไร่ แล้วเสร็จเมื่อปี 2555 เป็นต้นมา

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เคยเขียนรายงานถึงการบูรณาการความร่วมมือ เพื่อ ‘การบริหารจัดการน้ำ’ ในพื้นที่ โครงการปิดทองหลังพระ ณ หนองวัวซอ ไว้ว่า

“การพัฒนาโครงการมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว บนหลักการที่สำคัญคือ “การพัฒนาพื้นที่แบบบูรณาการ” มีการททำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ทั้งในฐานเชิงเศรษฐกิจ เชิงสังคม และการจัดการน้ำ โดย อบจ.อุดรธานี สนับสนุนเครื่องจักร (รถแบคโฮ) และ อบต.กุดหมากไฟ สนับสนุนงบประมาณ 200,000 บาท เป็นค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และภาคเอกชน คือ SCG สนับสนุนวัสดุก่อสร้าง โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนที่นำไปสู่ความสำเร็จ คือ การระเบิดจากข้างใน”


ภูธารา’ แบรนด์ของชุมชน ผลิตผลของการพัฒนาพื้นที่แบบบูรณาการ

เมื่อปัญหาเรื่อง การบริหารจัดการน้ำ คลี่คลาย ชุมชนก็ได้รับอานิสงส์ทันที เมื่อการพัฒนาในพื้นที่ด้านอื่น ก็สามารถดำเนินไปต่อได้ทั้ง การส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ ให้ชาวบ้านในชุมชน ด้วยการตั้งกองทุนประกอบอาชีพ ควบคู่ไปกับการประสานให้หน่วยงานราชการมาให้ความรู้สอนอาชีพด้านต่างๆ ตามความสนใจของเกษตรกร อาทิ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ที่เข้ามาให้ความรู้ทางการตลาด และทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงจนกระทั่งกลุ่มแม่บ้านสามารถพัฒนาแบรนด์ของชุมชน “ภูธารา” ขึ้นมาได้สำเร็จ

ผศ.ดร.อรรถศาสตร์ วิเศียรศาสตร์

ผศ.ดร.อรรถศาสตร์ วิเศียรศาสตร์ อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ได้กล่าวถึงความร่วมมือในฐานะสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ ที่มีบทบาทร่วมกับชาวบ้านพัฒนาแบรนด์ภูธารา ขึ้นมา จนประสบความสำเร็จว่า

“กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์ภูธารามีความได้เปรียบในแง่ของการเป็นพื้นที่ต้นน้ำ ทำการเพาะปลูกในพื้นที่เน้นการทำเกษตรแบบปลอดภัย ลดการพึ่งพาสารเคมี ผลผลิตที่ได้จึงมีคุณภาพ และจุดแข็งที่ทำให้การรวมกลุ่มของแม่บ้านที่นี่เข้มแข็ง จนเกิดแบรนด์ ภูธารา ขึ้นมา คือการมีหัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์ภูธารา รวมถึงมีสมาชิกกลุ่มแม่บ้านที่เข้มแข็งด้วย”

“และเมื่อทาง มรภ.อุดรธานี ร่วมกับกลุ่มแม่บ้าน พยายามยื่นขอจดทะเบียน อย. เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือให้ผลิตภัณฑ์แบรนด์ภูธารา จนได้รับตรา อย. ทำให้ผลิตภัณฑ์แปรรูปของกลุ่ม อย่าง ข้าวปลอดสารพิษ กล้วยตาก กล้วยกรอบ ข้าวแต๋น ได้รับการยอมรับและความนิยมจากตลาดอย่างน่าพึงพอใจ”

หม่วย ดอนศรีโคตร

ด้าน หม่วย ดอนศรีโคตร ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนภูธารา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมของ การเข้ามาพัฒนาต่อยอดอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำให้สามารถทำการเกษตรได้ทั้งปี กระทั่งทำให้เรามีวิสาหกิจกลุ่มโรงสีข้าวร่วมกัน ผลิตข้าวปลอดภัยเพื่อจำหน่ายในตลาดนัดเกษตรปลอดภัย ส่งข้าวจำหน่ายในโรงพยาบาล 20 แห่ง ตลอดจนหน่วยทหาร ซึ่งสร้างรายได้กลับมาให้คนในชุมชนอย่างทั่วถึง โดย ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนภูธารา คาดว่าในปีนี้ผลิตภัณฑ์แบรนด์ภูธาราจะสร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 6 ล้านบาท

ทองสุข เสนาอุดร

ผลจากความสำเร็จของ การบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่บ้านโคกล่าม-แสงอร่าม ยังทำให้เกิดอีกหนึ่งการรวมกลุ่ม ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับกลุ่มชาวบ้านไม่น้อย นั่นคือ กลุ่มปลูกผัก ซึ่ง ทองสุข เสนาอุดร ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกผัก บ้านโคกล่าม-แสงอร่าม ได้เป็นตัวแทนบอกเล่าถึงกลุ่มที่ตนดูแลว่า ผลผลิตผักของทางชุมชนตอนนี้ได้นำมาจำหน่ายทุกวัน ศุกร์ – เสาร์ ที่ตลาดร่วมเขียว หน้าสำนักงานเกษตร จ.อุดรธานี และได้ไปจำหน่ายที่ตลาดนัดอีกแห่งในเมืองอุดรธานี ทุกวันพุธ ซึ่งผลผลิตที่ผลิตได้ตอนนี้ในบ่งช่วงยังไม่เพียงพอจำหน่าย เพราะตอนนี้ ผู้บริโภคสนใจซื้อหาผักปลอดสารพิษมารับประทานกันมากขึ้น

“จากแต่ก่อน เราทำนาปลูกข้าวกัน ก็มีรายได้ที่ไม่เพียงพอเอามาใช้ดูแลครอบครัว เกษตรกรในพื้นที่หลายครอบครัวจึงเปลี่ยนมาสมัครมาเป็นสมาชิกผู้ปลูกผักปลอดสารพิษของทางกลุ่ม นอกจากจะมีรายได้ที่มั่นคง แน่นอน และเพิ่มขึ้นแล้ว สุขภาพของเกษตรกรผู้ปลูกก็ดีขึ้นด้วย เพราะร่างกายไม่ต้องรับสารพิษทางการเกษตรจากการปลูกผักนั่นเอง”

อย่างไรก็ดี ล่าสุด ทางจังหวัดอุดรธานีวางแผนว่าจะขยายตลาดสู่ผู้บริโภคให้ได้อาหารปลอดภัย โดยจะเพิ่มการจัดตลาดเกษตรปลอดภัยจาก “ตลาดร่มเขียว” ที่มีอยู่ในขณะนี้ ด้วยการร่วมมือกับห้างสรรพสินค้าชั้นนำเปิด ตลาดจริงใจ เป็นทางเลือกเพิ่มเติม นอกจากนั้น ปัจจุบันจังหวัดอุดรธานียังได้จับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการเอกชนกับกลุ่มเกษตรกร ส่งผลให้มีการทำความตกลงการค้ากัน ของผู้ประกอบการค้าปลีกและโรงแรมรวมสิบแห่ง เพื่อรับซื้อสินค้าเกษตรปลอดภัยจากกลุ่มเกษตรกร นับเป็นต้นแบบการพัฒนาที่ต่อยอดต่อไปอย่างยั่งยืน


เรื่องราวของพื้นที่ต้นแบบการบริหารจัดการอย่างยั่งยืนทั่วไทย มีให้อ่านกันต่อ

พลิกฟื้น ‘บ้านโป่งลึก-บางกลอย’ จากพื้นที่อุดม ‘ปัญหา’ สู่พื้นที่อุดม ‘ปัญญา’ ด้วยการท่องเที่ยว

ดัน CSA นำเทรนด์ ‘เกษตรอินทรีย์ 2019’ สร้างเศรษฐกิจแบ่งปันให้เกิดขึ้นจริง เกษตรกรอยู่ได้ ผู้บริโภคได้กินของดี

เมื่อศิลปะปะทะชุมชนนอกพิพิธภัณฑ์ จากผลลัพธ์สู่บทเรียน การจัด ‘บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018’ งานศิลปะระดับโลกบนพื้นที่ชุมชนกรุงเทพฯ